ผ่าตัดไซนัส
รายละเอียด
คำถามที่พบบ่อย
Q: ไซนัสอักเสบต่างจากหวัดอย่างไร?
- หวัด มักดีขึ้นภายใน 7–10 วัน
- ไซนัสอักเสบ จะมีอาการปวดหน้า แน่นบริเวณแก้ม/หน้าผาก แน่นจมูก น้ำมูกข้น และอาจเป็นนานเกิน 10 วัน
ถ้าอาการยืดเยื้อหรือแย่ลง ควรพบแพทย์
Q: ไซนัสอักเสบเฉียบพลันต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งหรือไม่?
- ไม่จำเป็น -> ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและหายเองได้ ยาปฏิชีวนะใช้เฉพาะกรณีสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
Q: ไซนัสอักเสบติดต่อกันได้ไหม?
- หากเกิดจากไวรัส (เช่น หวัด) เชื้อไวรัสสามารถติดต่อได้ แต่ “ภาวะไซนัสอักเสบเอง” ไม่ได้ติดต่อโดยตรง
Q: ผ่าตัดไซนัสเจ็บไหม?
- ระหว่างผ่าตัดจะดมยาสลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บ
หลังผ่าตัดอาจมีปวดตึงเล็กน้อย ควบคุมได้ด้วยยาแก้ปวด
Q: หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นกี่วัน?
โดยทั่วไป:
- พักผ่อนที่บ้าน 3–7 วัน
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักประมาณ 1–2 สัปดาห์
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการผ่าตัด
Q: ผ่าตัดแล้วหายขาดไหม?
- การผ่าตัดช่วยเปิดทางระบายไซนัสและลดอาการได้มาก
แต่หากมีภูมิแพ้หรือปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ อาการอาจกลับมาได้ จำเป็นต้องดูแลต่อเนื่อง
รู้จักโรคนี้
ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) คือภาวะที่ เยื่อบุโพรงไซนัสและเยื่อบุช่องจมูกเกิดการอักเสบและบวม ทำให้ไซนัสที่ปกติควรมีอากาศไหลผ่านกลับกลายเป็นอุดตัน มีของเหลวคั่งอยู่ภายในจมูกและโพรงไซนัส ส่งผลให้ระบบระบายมูกผิดปกติ เกิดอาการไม่สบายบริเวณใบหน้าและทางเดินหายใจส่วนบน
บางครั้งแพทย์เรียกโรคนี้ในชื่อว่า Rhinosinusitis เพื่อสื่อว่ามีการอักเสบทั้งในจมูกและไซนัสพร้อมกันด้วย
โพรงไซนัสคืออะไร?
โพรงไซนัสเป็น ช่องว่างที่อยู่รอบๆ จมูกและใบหน้า เช่น ใต้หน้าผาก รอบๆ ดวงตา และด้านหลังแก้ม มีหน้าที่ช่วยให้เสียงพูดก้องขึ้น ช่วยลดน้ำหนักของกะโหลก และช่วยสร้างมูกเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอม ที่ “เชื่อมต่อกับช่องจมูก” เสมอ
สาเหตุที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น
ไซนัสอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น:
1. การติดเชื้อ
- ไวรัส เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด (มักเกิดหลังจากหวัด)
- แบคทีเรีย อาจแทรกซ้อนจากไวรัสหรือเกิดเอง
- เชื้อรา (พบได้น้อยกว่าแต่รุนแรงกว่า)
2. ภูมิแพ้
เช่น แพ้ฝุ่น ละอองเกสร หรือสารระคายเคือง ทำให้เยื่อบุบวมและระบายมูกผิดปกติ
3. ความผิดปกติทางกายภาพ
เช่น ผนังกั้นจมูกคด หรือมี ริดสีดวงจมูก กีดขวางการระบายของไซนัส
4. ปัจจัยอื่นๆ
เช่น การสัมผัสควันบุหรี่ มลพิษ หรือการบาดเจ็บใบหน้า เป็นต้น
โดยทั่วไปแพทย์จะแบ่งตาม ระยะเวลาของอาการ เป็น 2 ประเภทหลัก คือ
ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (Acute Sinusitis)
ไซนัสอักเสบเฉียบพลันคือภาวะที่มีอาการ ไม่เกินประมาณ 4 สัปดาห์ มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด หรือหวัดธรรมดา
อาการที่พบได้
- คัดจมูกหรือจมูกตัน
- น้ำมูกข้นสีเหลืองหรือเขียว
- ปวดบริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม หรือรอบดวงตา
- ปวดศีรษะ
- ไอหรือเจ็บคอ
- บางรายอาจมีไข้
ลักษณะสำคัญ
- มักหายได้เองภายใน 7–10 วัน
- การรักษาส่วนใหญ่เป็นการดูแลตามอาการ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำมาก และใช้ยาเพื่อลดอาการ
ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic Sinusitis)
ไซนัสอักเสบเรื้อรังคือภาวะที่มีอาการ ต่อเนื่องเกิน 12 สัปดาห์ แม้จะได้รับการรักษาแล้วก็ตาม
อาการที่พบได้
- คัดจมูกเรื้อรัง
- น้ำมูกไหลลงคอ
- การรับกลิ่นลดลงหรือไม่ได้กลิ่น
- ปวดหรือแน่นบริเวณใบหน้า
- รู้สึกอ่อนเพลีย
สาเหตุที่พบร่วมบ่อย
- โรคภูมิแพ้
- ริดสีดวงจมูก
- ผนังกั้นจมูกคด
- การติดเชื้อซ้ำ ๆ
สัญญาณที่ต้องตรวจ
แม้ว่า ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 7–10 วัน (โดยเฉพาะที่เกิดจากไวรัส) แต่มีบางอาการที่บ่งชี้ว่า ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย ภาวะแทรกซ้อน หรือกลายเป็นเรื้อรังแล้วหรือไม่
1. อาการนานเกิน 10 วันโดยไม่ดีขึ้น
- คัดจมูก น้ำมูกข้น ปวดหน้า
- ไม่มีแนวโน้มดีขึ้นเลย
- อาจบ่งชี้การติดเชื้อแบคทีเรีย
2. อาการรุนแรงตั้งแต่เริ่มต้น
- ไข้สูงกว่า 39°C
- ปวดหน้า/ปวดศีรษะรุนแรง
- น้ำมูกหนาสีเขียวหรือเหลืองเข้มต่อเนื่อง
ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการใช้ยาปฏิชีวนะ
3. อาการดีขึ้นแล้วกลับมาแย่ลงอีก
- เรียกว่า “double worsening”
เช่น หวัดดีขึ้นแล้วกลับมาปวดหน้า ไข้สูง น้ำมูกข้นอีกครั้ง
อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
4. อาการเกี่ยวกับดวงตาหรือสมอง (อันตราย)
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรไปโรงพยาบาลทันที:
- บวมรอบดวงตา ตาแดงมาก
- มองเห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นลดลง
- ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ
- คอแข็ง ซึม สับสน
เนื่องจากไซนัสอยู่ใกล้สมองและเบ้าตา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ (พบได้น้อยแต่ต้องระวัง)
5. อาการเรื้อรังเกิน 12 สัปดาห์
- อาจเข้าข่าย ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic Sinusitis)
ควรพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก เพื่อประเมินเพิ่มเติม
ตรวจโรคนี้อย่างไรได้บ้าง
ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) สามารถวินิจฉัยได้จากอาการร่วมกับการตรวจร่างกาย และในบางกรณีอาจต้องใช้การตรวจเพิ่มเติม
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย (ขั้นพื้นฐานที่สุด)
แพทย์จะถามเกี่ยวกับ:
- ระยะเวลาที่มีอาการ (เกิน 10 วันหรือไม่)
- ลักษณะน้ำมูก (ใส / ข้น / สีเขียวเหลือง)
- อาการปวดหน้า ปวดศีรษะ ไข้
- ประวัติภูมิแพ้หรือเป็นไซนัสบ่อย
จากนั้นจะตรวจ:
- กดบริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม เพื่อดูอาการกดเจ็บ
- ส่องดูภายในจมูกว่ามีบวม แดง หรือมีหนองหรือไม่
- ส่วนใหญ่กรณีเฉียบพลันจากไวรัส แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากขั้นตอนนี้เลย
- การส่องกล้องโพรงจมูก (Nasal Endoscopy)
ใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปในจมูกเพื่อดู:
- การอุดตันของโพรงไซนัส
- ริดสีดวงจมูก
- หนองหรือการอักเสบภายใน
มักใช้ในกรณี:
- เป็นเรื้อรัง
- รักษาแล้วไม่ดีขึ้น
- สงสัยความผิดปกติทางโครงสร้าง
- การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
CT Scan จะช่วยเห็นรายละเอียดของ:
- การอุดตันของไซนัส
- ระดับของของเหลวในโพรง
โครงสร้างที่ผิดปกติ เช่น ผนังกั้นจมูกคด
มักใช้ในกรณี:
- ไซนัสอักเสบเรื้อรัง
- เตรียมวางแผนผ่าตัด
- สงสัยภาวะแทรกซ้อน
ปกติ ไม่จำเป็นต้องทำในไซนัสเฉียบพลันทั่วไป
- การตรวจอื่น ๆ (เฉพาะกรณี)
- เพาะเชื้อจากสารคัดหลั่ง → ถ้าต้องการทราบชนิดเชื้อชัดเจน
- ทดสอบภูมิแพ้ → หากสงสัยว่าเป็นจากภูมิแพ้
- MRI → ถ้าสงสัยภาวะแทรกซ้อนลุกลามไปดวงตาหรือสมอง (พบได้น้อย)
รักษาโรคนี้ได้วิธีไหนบ้าง
- การดูแลตนเอง (เหมาะกับชนิดเฉียบพลันจากไวรัส)
กรณีส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและมักหายเองใน 7–10 วัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้มูกไม่เหนียวข้น
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Saline irrigation)
- ประคบอุ่นบริเวณใบหน้าเพื่อลดอาการปวด
- ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้อง
- การใช้ยา
แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา ดังนี้
- ยาบรรเทาอาการ
ยาแก้ปวดลดไข้ (เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน)
ยาลดคัดจมูก (ควรใช้ไม่เกิน 3 วันหากเป็นชนิดพ่น)
ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ ลดการอักเสบ
ยาแก้แพ้ (ในกรณีเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้)
- ยาปฏิชีวนะ
ใช้เฉพาะเมื่อสงสัยติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น
- อาการเกิน 10 วันไม่ดีขึ้น
- ไข้สูงและปวดรุนแรง
- อาการดีขึ้นแล้วกลับมาแย่ลง
ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะไซนัสส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส
- การรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรัง
หากอาการเกิน 12 สัปดาห์ อาจต้อง:
- ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ระยะยาว
- รักษาโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย
- ล้างจมูกสม่ำเสมอ
- ตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องหรือ CT Scan
- การผ่าตัด (ในบางราย)
อาจพิจารณาในกรณี:
- เป็นเรื้อรังและไม่ตอบสนองต่อยา
- -มีริดสีดวงจมูก
- โครงสร้างจมูกผิดปกติ
การผ่าตัดที่พบบ่อยคือ การผ่าตัดไซนัสผ่านกล้อง (FESS) เพื่อเปิดทางระบายไซนัสให้โล่ง
สัญญาณที่ต้องผ่าตัด
- เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังและไม่ตอบสนองต่อยา
- อาการนานเกิน 12 สัปดาห์
- ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือรักษาภูมิแพ้แล้วไม่ดีขึ้น
- ยังคงคัดจมูก ปวดหน้า สูญเสียการรับกลิ่น
นี่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ต้องพิจารณาผ่าตัด
- มีริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps)
- มีก้อนเนื้อในโพรงจมูกอุดตันทางเดินไซนัส
- หายใจลำบาก
- การรับกลิ่นลดลงมาก
- หากยาควบคุมไม่ได้ อาจต้องผ่าตัดเอาก้อนออก
- โครงสร้างจมูกผิดปกติ
- ผนังกั้นจมูกคดมาก
- ทางระบายไซนัสตีบแคบ
- มีความผิดปกติที่ทำให้ไซนัสอุดตันซ้ำ ๆ
- มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (ต้องรักษาเร่งด่วน)
แม้พบได้น้อย แต่ถือเป็นเหตุฉุกเฉิน เช่น:
- การติดเชื้อลุกลามไปเบ้าตา (ตาบวมมาก มองเห็นผิดปกติ)
- การติดเชื้อใกล้สมอง
- ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติร่วมกับไข้สูง
กรณีเหล่านี้อาจต้องผ่าตัดร่วมกับการให้ยาทางเส้นเลือด
รู้จักการผ่าตัดนี้
การรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยา ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดที่ปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น โดย 2 วิธีที่พบบ่อย ได้แก่
FESS และ Balloon Sinuplasty
- การผ่าตัดไซนัสผ่านกล้องเอ็นโดสโคป
(Functional Endoscopic Sinus Surgery – FESS)
เป็นการใช้กล้องเอ็นโดสโคปขนาดเล็กสอดผ่านรูจมูกเข้าไป โดย ไม่มีแผลภายนอก
แพทย์จะตัดแต่งเนื้อเยื่อที่อุดตัน เช่น ริดสีดวงจมูก หรือกระดูกบางส่วน เพื่อ
- ขยายช่องทางระบายไซนัส
- ช่วยให้น้ำมูกและหนองไหลออกได้สะดวก
- ลดการอักเสบเรื้อรัง
เหมาะกับใคร?
- ไซนัสอักเสบเรื้อรังเกิน 12 สัปดาห์
- ใช้ยาเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น
- มีริดสีดวงจมูก
- โครงสร้างจมูกผิดปกติ
ข้อดี
- ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก
- มองเห็นชัดเจนแม่นยำ
- ฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว
- การรักษาไซนัสด้วยบอลลูน (Balloon Sinuplasty)
เป็นการใช้สายสวนปลายมีบอลลูนขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องไซนัส
จากนั้นพองบอลลูนเพื่อ
- ขยายช่องไซนัสที่ตีบแคบ
- ช่วยให้ระบายมูกได้ดีขึ้น โดย ไม่ตัดเนื้อเยื่อออก
เหมาะกับใคร?
- ไซนัสอักเสบไม่รุนแรง
- ไม่มีริดสีดวงจมูกขนาดใหญ่
- ต้องการหัตถการที่รุกรานน้อย
ข้อดี
- เจ็บน้อย
- เลือดออกน้อย
- ฟื้นตัวเร็ว
- บางกรณีทำแบบผู้ป่วยนอกได้
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
- ตรวจประเมินก่อนผ่าตัด
แพทย์จะทำการประเมินดังนี้
- ซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดัน)
- ตรวจส่องกล้องโพรงจมูก
- ทำ CT Scan ไซนัสเพื่อวางแผนผ่าตัด
- ตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ปอด
- แจ้งยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด
ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาและอาหารเสริมทุกชนิด โดยเฉพาะ:
- ยาละลายลิ่มเลือด (เช่น แอสไพริน วาร์ฟาริน)
- ยาต้านการอักเสบบางชนิด
- สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- แพทย์อาจแนะนำให้หยุดยาบางชนิดก่อนผ่าตัดประมาณ 5–7 วัน (ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น)
- งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์
ควรงดอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
เพราะบุหรี่ทำให้แผลหายช้าและเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ
- งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด
- หากผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบ:
- งดอาหารอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง
- งดน้ำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
(ปฏิบัติตามคำแนะนำโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด)
- ดูแลสุขภาพก่อนวันผ่าตัด
- หากมีไข้ ไอ หรือเป็นหวัด ควรแจ้งแพทย์
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ล้างจมูกตามคำแนะนำแพทย์ (ถ้ามีสั่ง)
- เตรียมคนดูแลหลังผ่าตัด
- หลังผ่าตัดอาจมีอาการมึนงงจากยาสลบ
ควรมีญาติหรือผู้ดูแลมารับกลับบ้าน
การดูแลหลังผ่าตัด
- อาการที่พบได้ในช่วงแรก
ภายใน 1–2 สัปดาห์แรก อาจมี:
- มีเลือดซึมเล็กน้อยจากจมูก
- คัดจมูกแน่นจมูก
- ปวดตึงบริเวณใบหน้าเล็กน้อย
- มีสะเก็ดเลือดหรือน้ำมูกปนเลือด
อาการเหล่านี้ถือว่าพบได้และมักดีขึ้นตามลำดับ
- การล้างจมูก
- ใช้น้ำเกลือล้างจมูกตามแพทย์สั่ง วันละหลายครั้ง
- ช่วยลดสะเก็ดเลือด ลดการอุดตัน
- ช่วยให้โพรงไซนัสสะอาดและหายเร็วขึ้น
- หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก
- การใช้ยา
แพทย์อาจสั่ง:
- ยาปฏิชีวนะ (ถ้าจำเป็น)
- ยาพ่นสเตียรอยด์ลดการอักเสบ
- ยาแก้ปวด
- ควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- การพักผ่อนและกิจกรรม
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- นอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยเพื่อลดบวม
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก หรือก้มศีรษะนาน ๆ อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงว่ายน้ำหรือดำน้ำช่วงแรก
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
- งดสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน และมลพิษ
- ควบคุมโรคภูมิแพ้ให้ดี
- มาพบแพทย์ตามนัด
แพทย์จะ:
- ตรวจโพรงจมูก
- ทำความสะอาดสะเก็ดแผล
- ประเมินการฟื้นตัว
การมาตามนัดสำคัญมากเพื่อลดโอกาสเกิดพังผืดหรืออุดตันซ้ำ
!ควรรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังนี้
- เลือดออกมากไม่หยุด
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ
- ตาบวม หรือมองเห็นผิดปกติ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- อาการที่พบได้บ่อย (มักไม่รุนแรง)
อาการเหล่านี้พบได้ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก และมักหายเอง
- เลือดซึมจากจมูกเล็กน้อย
- คัดจมูก แน่นจมูก
- ปวดตึงบริเวณใบหน้า
- มีสะเก็ดเลือดในจมูก
- อ่อนเพลียเล็กน้อย
ถือเป็นอาการปกติหลังผ่าตัด
- การติดเชื้อ
พบได้ไม่บ่อย แต่ต้องเฝ้าระวัง
สัญญาณที่ควรพบแพทย์:
- ไข้สูง
- หนองจำนวนมาก
- ปวดมากผิดปกติ
- การรับกลิ่นเปลี่ยนแปลง
บางรายอาจ: ได้กลิ่นลดลงชั่วคราว
- พังผืดหรือการอุดตันซ้ำ
- เนื้อเยื่ออาจเกิดพังผืด
- ทำให้ช่องไซนัสตีบอีกครั้ง
- อาจต้องรักษาเพิ่มเติม
การมาตรวจตามนัดช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (พบได้น้อยมาก)
เนื่องจากไซนัสอยู่ใกล้ดวงตาและสมอง อาจเกิด:
- บวมช้ำรอบดวงตา
- มองเห็นผิดปกติ
- น้ำไขสันหลังรั่ว (พบได้น้อยมาก)
- เลือดออกมาก
หากมีอาการเหล่านี้ควรไปโรงพยาบาลทันที
พญ. สิริวิมล ณุศรี (ว.58322)
แพทย์โสต ศอ นาสิก เฉพาะทาง นาสิกวิทยาและโรคภูมิแพ้
ข้อมูลอื่นของแพทย์
-แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล (ศิริราชพยาบาล)
-วุฒิบัตร โสต ศอ นาสิกวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
-ประกาศนียบัตร นาสิกวิทยาและโรคภูมิแพ้ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศิริราชพยาบาล)
สาขาหรือแผนกที่ให้บริการ