โปรแกรมคลินิกในไทยมีเจ้าไหนบ้าง เปรียบเทียบและเลือกยังไงให้ตรงกับคลินิก
ตลาดโปรแกรมบริหารคลินิกในไทยมีตัวเลือกมากกว่าที่เจ้าของคลินิกส่วนใหญ่รู้ และช่วงราคากว้างกว่าที่คิด ตั้งแต่ฟรีไปจนถึงหลักหมื่นต่อเดือน
บทความนี้รวบรวมตัวเลือกหลักในตลาดพร้อมข้อมูลที่ผู้ให้บริการเปิดเผยเอง และคำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ
หมายเหตุ ข้อมูลราคาและฟีเจอร์อ้างอิงจากหน้าเว็บของผู้ให้บริการ ณ เวลาที่เขียน ควรตรวจสอบล่าสุดอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
ตัวเลือกในตลาด
Cliniter มีทั้งเวอร์ชันคลินิกทั่วไปและเวอร์ชันทันตกรรม ราคาที่เปิดเผยเริ่มต้นเฉลี่ยราว 1,917 บาทต่อเดือนสำหรับคลินิกขนาดเล็กที่มีแพทย์ 2–5 ท่าน ราว 2,417 บาทสำหรับขนาดกลาง และราว 3,500 บาทสำหรับคลินิกขนาดใหญ่หรือหลายสาขา โดยยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เวอร์ชันทันตกรรมมีระบบเขียนบันทึกบนหน้าจอสัมผัส และมีแอปพลิเคชันสำหรับคนไข้
DoctorEase โดยบริษัทเอทิซ อินโนเวชั่น ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2017 เป็นระบบบนคลาวด์ที่ไม่ต้องติดตั้ง ใช้ผ่านเบราว์เซอร์ ราคาเริ่มต้น 2,900 บาทต่อเดือน และแพ็กเกจถัดไป 5,900 บาท ครอบคลุมเวชระเบียนแบบไร้กระดาษ ระบบขายหน้าร้าน สต๊อก คอร์สและแพ็กเกจ ระบบสมาชิกและแต้ม การคำนวณค่ามือแพทย์ และรายงานธุรกิจ มีจุดเน้นด้าน CRM สำหรับคลินิกความงาม
MCS หรือ Miracle Clinic System ระบุว่ามีสถานพยาบาลใช้งานกว่า 900 แห่ง และมีให้เลือกทั้งแบบออฟไลน์และบนคลาวด์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่คลินิกที่ยังไม่พร้อมย้ายขึ้นคลาวด์อาจสนใจ
ProClinic วางตำแหน่งต่างจากเจ้าอื่นชัดเจน โดยเน้นเรื่องการเพิ่มยอดขายและการเติบโตของธุรกิจ เจาะกลุ่มคลินิกความงามโดยเฉพาะ มีเครื่องมือด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและ CRM ระบุว่าเริ่มใช้งานได้ภายใน 3 วัน และมีทีมช่วยย้ายข้อมูลสำหรับลูกค้าที่ย้ายมาจากระบบอื่น
JERA Cloud เป็นอีกชื่อที่คลินิกความงามและทันตกรรมในไทยใช้กันแพร่หลาย
Keenix โดยบริษัท Clinical Technology เป็นผู้เล่นที่เข้ามาใหม่ วางตำแหน่งเป็นระบบ ERP สำหรับคลินิกความงาม มี 8 โมดูลครอบคลุมคอร์ส นัดหมาย การเงิน ข้อมูลลูกค้า Wallet สต็อก ค่าตอบแทนทีมงาน และรายงาน เปิดราคาเริ่มต้น 900 บาทต่อเดือนโดยซื้อขั้นต่ำ 6 เดือน ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นที่ต่ำที่สุดเจ้าหนึ่งในตลาด โดยมีเพดานจำนวน OPD และจำนวนผู้ใช้ตามแพ็กเกจ
MediCloud เป็นเจ้าเดียวในรายการนี้ที่ระบุว่ารองรับสิทธิการรักษาของรัฐ ทั้ง UC บัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิเบิกตรง พร้อมรายงานตามมาตรฐาน สปสช. ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตัดสินได้เลยสำหรับคลินิกที่ทำงานกับสิทธิของรัฐ นอกจากนี้ยังมีโมดูลเฉพาะทางที่ไม่ค่อยพบในโปรแกรมทั่วไป คือระบบดูแลครรภ์ที่คำนวณอายุครรภ์และวันคลอด ระบบแพทย์แผนจีนที่จัดการใบสั่งยาต้มและสต็อกสมุนไพร และหน้าเฉพาะสำหรับคลินิกกายภาพบำบัด คิดราคาแบบจ่ายครั้งเดียว 45,000 บาท บวกค่าธรรมเนียมรายปี 7,900 บาท ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ต่างจากแบบสมัครสมาชิก และคิดเป็นรายเดือนแล้วต่ำกว่าเจ้าอื่นมากตั้งแต่ปีที่สองเป็นต้นไป
Jib OS โดย HDmall วางตำแหน่งต่างจากเจ้าอื่นตรงที่เริ่มตั้งแต่ก่อนคนไข้เดินเข้าคลินิก ครอบคลุมตั้งแต่ช่องทางหาคนไข้ใหม่ ระบบตอบแชททุกช่องทางหลายภาษา การจองคิว บอร์ดจัดการงานภายในคลินิก CRM และเวชระเบียนที่รองรับทั้งคลินิกสุขภาพ ทันตกรรม ความงาม เวลเนส และสัตวแพทย์ ราคา 6,000 บาทต่อเดือนต่อส่วน และมีให้ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน
สำหรับคลินิกทันตกรรมโดยเฉพาะ ยังมี DentCloud ที่เปิดให้ใช้ฟีเจอร์หลักได้ฟรี และ Dentapop ที่รองรับการเชื่อมต่อ สปสช. สำหรับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ รายละเอียดอยู่ใน บทความเรื่องโปรแกรมคลินิกทันตกรรม
เทียบตามขอบเขตงานที่ระบบครอบคลุม
โปรแกรมคลินิกส่วนใหญ่ในตลาดเกิดจากโจทย์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้บันทึกการรักษา คิดเงิน จัดการสต๊อก และออกเอกสารได้ถูกต้องและเร็วขึ้น ความต่างระหว่างเจ้าจึงมักอยู่ที่ความลึกของแต่ละฟีเจอร์ ราคา และความเฉพาะทางของแต่ละประเภทคลินิก
จุดที่ต่างกันจริงๆ คือระบบนั้นเริ่มทำงานตอนไหนของเส้นทางคนไข้
| งาน | โปรแกรมคลินิกทั่วไป | Jib OS |
|---|---|---|
| ช่องทางหาคนไข้ใหม่ (Google, HDmall) | ไม่ใช่ขอบเขต | มี |
| ตอบแชททุกช่องทางด้วย AI | ไม่ใช่ขอบเขต | มี |
| ตอบภาษาของคนไข้ต่างชาติ | ไม่ใช่ขอบเขต | มี |
| จองคิวและปฏิทินนัดหมาย | มีในหลายเจ้า | มี |
| บอร์ดจัดการงานภายในคลินิก | ไม่ใช่ขอบเขตในหลายเจ้า | มี |
| CRM และการส่งข้อความหาคนไข้เดิม | มีในบางเจ้า | มี |
| เวชระเบียน | จุดแข็งหลัก | มี |
| คิดเงิน ออกใบเสร็จ ใบกำกับภาษี | จุดแข็งหลัก | มี |
| สต๊อกยาและวัสดุ | จุดแข็งหลัก | มี |
| คำนวณค่ามือแพทย์ (DF) | จุดแข็งหลัก | มี |
เส้นแบ่งอยู่ตรงนี้ โปรแกรมคลินิกทั่วไปเริ่มทำงานเมื่อคนไข้เดินเข้ามาแล้ว ส่วนงานก่อนหน้านั้น คือการทำให้คนไข้หาคลินิกเจอ ทักแล้วได้คำตอบ และจองได้โดยไม่ต้องรอ อยู่นอกขอบเขตที่ระบบเหล่านั้นออกแบบมา
ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเจ้าไหนดีกว่าเสมอไป ถ้าโจทย์ของคลินิกคือเลิกใช้กระดาษและคิดเงินให้เป็นระบบ โปรแกรมคลินิกที่ราคาเริ่มต้นต่ำกว่าอาจคุ้มกว่าในระยะแรก เจ้าที่เปิดราคาไว้ในตลาดเริ่มตั้งแต่หลักพันต้นๆ ต่อเดือน
การเทียบจะเปลี่ยนไปเมื่อโจทย์ไม่ใช่แค่งานหลังบ้าน แต่รวมถึงจำนวนคนไข้ที่เข้ามา เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพงานหลังบ้านมีเพดานอยู่ที่จำนวนคนที่ทักเข้ามาอยู่แล้ว
สัญญาณว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานหลังบ้าน
- มีข้อความตกหล่นนอกเวลาทำการทุกสัปดาห์
- คนไข้ทักถามราคาแล้วบทสนทนาจบที่ "รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ"
- ยิงแอดแล้วมีคนทักเยอะแต่กลายเป็นคนไข้น้อย
- คนไข้ต่างชาติทักมาแล้วตอบไม่ได้
- ไม่มีเว็บไซต์ หรือมีแต่ไม่มีใครค้นเจอ
ไม่มีข้อไหนที่การเปลี่ยนโปรแกรมบันทึกเวชระเบียนจะแก้ได้ เพราะทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนคนไข้จะมาถึงคลินิก
เทียบตัวต่อตัวกับแต่ละเจ้า
สำหรับคลินิกที่ตัดตัวเลือกเหลือไม่กี่เจ้าแล้ว มีบทความเทียบแบบตัวต่อตัวพร้อมโครงสร้างราคาของแต่ละเจ้า
- Jib OS กับ JERA Cloud — เทียบระบบที่จ่ายเป็นก้อนกับรายเดือน
- Jib OS กับ ProClinic — เรื่องเพดานจำนวนคนไข้ที่ต้องอ่านคู่กับราคา
- Jib OS กับ DoctorEase — เรื่องเพดานจำนวนผู้ใช้ต่อแพ็กเกจ
- Jib OS กับ Cliniter — ตัวเลือกราคาเริ่มต้นต่ำและเวอร์ชันทันตกรรม
- Jib OS กับ Keenix — ผู้เล่นใหม่ที่ราคาเริ่มต้นต่ำที่สุด และเรื่องเพดานจำนวน OPD
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →เรื่องการย้ายเข้า ย้ายออก และทีมที่ช่วยตั้งระบบให้
เจ้าของคลินิกส่วนใหญ่ไม่ได้ลังเลเพราะไม่เห็นประโยชน์ของระบบ แต่ลังเลเพราะกลัวช่วงเปลี่ยนผ่าน กลัวว่าต้องมานั่งเรียนเอง กลัวว่าทีมจะใช้ไม่เป็น และกลัวว่าย้ายเข้าไปแล้วจะออกไม่ได้
ทีมงาน Jib OS ช่วยย้ายข้อมูลเข้าให้ ไม่ใช่ส่งคู่มือให้แล้วปล่อยให้คลินิกจัดการเอง ตั้งแต่ดึงข้อมูลจากระบบเดิม ตั้งค่าบริการและราคา ไปจนถึงสอนทีมหน้าร้านให้ใช้งานได้จริง
และช่วยส่งออกข้อมูลให้ด้วยถ้าจะเลิกใช้ ทั้งกรณีเลิกหลังหมดช่วงทดลองใช้ฟรี และกรณีเลิกกลางทาง ข้อมูลคนไข้เป็นของคลินิก ไม่ใช่ของผู้ให้บริการระบบ และไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้คลินิกต้องอยู่ต่อทั้งที่ไม่อยากอยู่
ข้อหลังสำคัญกว่าที่คิด เพราะคำถามที่ควรถามผู้ให้บริการทุกเจ้าคือ "ถ้าวันหนึ่งจะย้ายออก ข้อมูลส่งออกในรูปแบบใด และใครเป็นคนทำให้" เป็นคำถามที่คนถามน้อยที่สุดตอนซื้อ และเสียใจที่ไม่ได้ถามมากที่สุดตอนจะย้าย
สำหรับโรงพยาบาลและเครือคลินิกขนาดใหญ่ ที่มีระบบเดิมและกระบวนการทำงานเฉพาะของตัวเองอยู่แล้ว Jib OS มีบริการปรับระบบให้เข้ากับการทำงานจริง โดยส่งทีมวิศวกรเข้าไปทำงานร่วมกับทีมของลูกค้าเพื่อเชื่อมระบบและปรับกระบวนการให้ตรงกัน แทนที่จะให้ลูกค้าปรับวิธีทำงานตามซอฟต์แวร์
เจ็ดคำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ
1. ราคาที่เห็นรวมอะไรบ้าง
หลายเจ้าคิดตามจำนวนผู้ใช้ พื้นที่เก็บข้อมูล หรือจำนวนสาขา ราคาเริ่มต้นจึงมักไม่ใช่ราคาที่จ่ายจริง ควรถามให้ชัดว่าเมื่อคลินิกโตขึ้นราคาจะเปลี่ยนอย่างไร และมีค่าติดตั้งหรือค่าอบรมแยกหรือไม่
2. รองรับงานเฉพาะทางของคลินิกเราไหม
คลินิกความงามต้องการภาพก่อนหลังและการจัดการคอร์ส ทันตกรรมต้องการแผนภาพฟันและการบันทึกงานแล็บ คลินิกสัตว์ต้องการแยกโปรไฟล์เจ้าของกับสัตว์ ระบบทั่วไปที่ดัดแปลงใช้มักติดที่จุดเหล่านี้
3. ย้ายข้อมูลเข้าและออกได้อย่างไร
ถามทั้งสองทาง คือย้ายจากระบบเดิมเข้ามาอย่างไร และถ้าวันหนึ่งจะย้ายออก ข้อมูลส่งออกในรูปแบบใด ข้อหลังคือข้อที่คนถามน้อยที่สุดแต่สำคัญที่สุด
4. ออฟไลน์หรือคลาวด์
ระบบออฟไลน์ทำงานได้แม้เน็ตล่ม แต่เข้าถึงจากเครื่องเดียว ค้นย้อนหลังยาก และมีความเสี่ยงเรื่องข้อมูลสูญหายถ้าไม่มีการสำรองนอกสถานที่ ส่วนคลาวด์เข้าถึงได้ทุกที่แต่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต
5. รองรับหลายสาขาไหม
ควรถามแม้ยังมีสาขาเดียว เพราะการย้ายระบบตอนมีสามสาขายากกว่ามาก และควรถามให้ลึกว่าหลายสาขาหมายถึงดูข้อมูลรวมได้ หรือแค่ติดตั้งแยกแล้วดูทีละที่
6. เรื่องความปลอดภัยและ PDPA
ข้อมูลเก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้ มีบันทึกการเข้าถึงไหม สำรองข้อมูลอย่างไร และมีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลให้เซ็นหรือไม่
7. เชื่อมกับช่องทางที่คุยกับคนไข้ได้แค่ไหน
ข้อนี้เป็นข้อที่แยกความต่างได้มากที่สุดในปัจจุบัน เพราะระบบส่วนใหญ่เริ่มมีการแจ้งเตือนนัดผ่าน LINE แล้ว แต่ความลึกต่างกันมาก ควรถามว่าเมื่อคนไข้ตอบกลับข้อความเตือนแล้วถามเรื่องอื่น เช่น ราคาหรือขอเลื่อนนัด ระบบจัดการอย่างไร
เรื่องที่ตลาดกำลังเปลี่ยน
สองแนวโน้มที่เห็นชัดในปีที่ผ่านมา
โปรแกรมคลินิกเริ่มขยับมาฝั่งการตลาด ProClinic วางตำแหน่งเรื่องการเพิ่มยอดขายโดยตรง และหลายเจ้าเพิ่มโมดูล CRM เข้ามา
แอปฝั่งคนไข้กลายเป็นมาตรฐาน ทั้ง Cliniter และ DentCloud มีแอปให้คนไข้ดูนัดหมายและประวัติการรักษา
สิ่งที่ยังต่างกันคือความลึก แอปฝั่งคนไข้แสดงข้อมูลที่คลินิกมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ตอบคำถามใหม่ที่คนไข้ถามตอนสี่ทุ่ม ไม่ได้บอกราคาหัตถการที่เขายังไม่เคยทำ และไม่ได้จองคิวที่ยังไม่มีในระบบ
แล้ว Jib OS อยู่ตรงไหน
ตรงไปตรงมา Jib OS ไม่ได้แข่งกับระบบเหล่านี้เรื่องเวชระเบียนและงานหลังบ้าน
ถ้าโจทย์คือเลิกใช้กระดาษ คิดเงินให้เป็นระบบ จัดการสต๊อก และคำนวณค่ามือแพทย์ โปรแกรมคลินิกในตารางข้างบนตอบโจทย์ได้ดีกว่าและราคาถูกกว่า
ส่วน Jib OS เองมีให้ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน ซึ่งเป็นวิธีตรวจสอบที่ตรงที่สุดว่าปัญหาของคลินิกอยู่ฝั่งไหน
Jib OS แก้ปัญหาก่อนคนไข้เดินเข้าประตู คือการตอบแชททุกช่องทางด้วย AI ตลอด 24 ชั่วโมง การปิดการจองในบทสนทนาเดียว เว็บไซต์ที่ทั้ง Google และผู้ช่วย AI แนะนำได้ และทีมการตลาดที่ดูแลแคมเปญโดยเทียบผลกับเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 2,500 แห่ง
คำถามที่ตัดสินได้เร็วที่สุด คือปัญหาที่เจ็บที่สุดตอนนี้เกิดก่อนหรือหลังคนไข้เดินเข้าประตูคลินิก
เคล็ดลับบริหารคลินิก ส่งตรงถึงอีเมลคุณ
เจ้าของและผู้บริหารคลินิกกว่า 20,000 คน รับข่าวสารจากเราอยู่แล้ว
สำหรับเจ้าของคลินิกและผู้ที่กำลังจะเปิด — วิธีให้คนไข้ใหม่เจอคลินิกบน Google และให้ AI อย่าง ChatGPT และ Claude แนะนำคลินิกของคุณ วิธีลดงานหน้าเคาน์เตอร์และคนไข้ไม่มาตามนัด และเรื่องที่คลินิกอื่นเจอมาก่อน
ส่งสัปดาห์ละครั้ง · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →คำถามที่พบบ่อย
ถ้าใช้แล้วไม่เวิร์ค ย้ายข้อมูลออกได้ไหม
ได้ และทีมงานช่วยส่งออกให้ ทั้งกรณีเลิกใช้หลังหมดช่วงทดลองใช้ฟรี 1 เดือน และกรณีเลิกกลางทาง ข้อมูลคนไข้เป็นของคลินิก ไม่ใช่ของผู้ให้บริการระบบ คำถามนี้ควรถามกับทุกเจ้าที่กำลังพิจารณา ไม่ใช่แค่เจ้าเดียว เพราะเป็นข้อที่คนถามน้อยที่สุดตอนซื้อและสำคัญที่สุดตอนจะย้าย
ทีมคลินิกไม่ถนัดเทคโนโลยี จะใช้ไหวไหม
ทีมงาน Jib OS ช่วยตั้งระบบและย้ายข้อมูลเข้าให้ ตั้งแต่ดึงข้อมูลจากระบบเดิม ตั้งค่าบริการและราคา ไปจนถึงสอนทีมหน้าร้านให้ใช้งานได้จริง จึงไม่ต้องเริ่มจากหน้าจอเปล่าและคู่มือ ส่วนโรงพยาบาลและเครือคลินิกขนาดใหญ่ที่มีระบบเดิมอยู่แล้ว มีบริการส่งทีมวิศวกรเข้าไปเชื่อมระบบและปรับให้เข้ากับกระบวนการทำงานเดิม
โปรแกรมคลินิกในไทยราคาเท่าไหร่
ช่วงราคากว้างมาก จากข้อมูลที่ผู้ให้บริการเปิดเผย Cliniter เริ่มต้นเฉลี่ยราว 1,917 บาทต่อเดือนสำหรับคลินิกเล็ก DoctorEase เริ่มต้น 2,900 บาทต่อเดือน ขณะที่ DentCloud สำหรับคลินิกทันตกรรมเปิดให้ใช้ฟีเจอร์หลักฟรี ส่วนอีกหลายเจ้าไม่เปิดเผยราคาและต้องขอใบเสนอราคา ควรถามให้ชัดว่าราคาที่เห็นรวมผู้ใช้กี่คนและกี่สาขา
โปรแกรมคลินิกแบบออฟไลน์กับคลาวด์ ควรเลือกแบบไหน
ออฟไลน์ทำงานได้แม้อินเทอร์เน็ตขัดข้องและบางคลินิกสบายใจกว่าเรื่องข้อมูล แต่มีข้อจำกัดคือเข้าถึงได้จากเครื่องที่ติดตั้งเท่านั้น ดูข้อมูลข้ามสาขาไม่ได้ และเสี่ยงข้อมูลสูญหายถ้าไม่มีการสำรองนอกสถานที่ ส่วนคลาวด์เข้าถึงได้จากทุกเครื่องและมักมีการสำรองอัตโนมัติ แต่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต บางเจ้าอย่าง MCS ให้เลือกได้ทั้งสองแบบ
เปลี่ยนโปรแกรมคลินิกยากไหม
ขึ้นอยู่กับว่าระบบเดิมส่งออกข้อมูลได้แค่ไหน ซึ่งควรถามผู้ให้บริการเดิมก่อนเป็นอันดับแรก ผู้ให้บริการบางรายอย่าง ProClinic มีทีมช่วยย้ายข้อมูลและส่วนลดสำหรับลูกค้าที่ย้ายมา ซึ่งช่วยลดอุปสรรคได้มาก วิธีที่ปลอดภัยคือใช้ระบบใหม่กับคนไข้ใหม่ก่อนโดยยังเปิดระบบเดิมไว้อ่านอย่างเดียว
โปรแกรมคลินิกช่วยเรื่องการหาคนไข้ใหม่ได้ไหม
บางเจ้าเริ่มมีโมดูลด้าน CRM และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และ ProClinic วางตำแหน่งเรื่องการเพิ่มยอดขายโดยตรง แต่โดยทั่วไประบบเหล่านี้ทำงานกับข้อมูลลูกค้าที่คลินิกมีอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้คนที่ยังไม่รู้จักคลินิกค้นเจอ ซึ่งเป็นงานคนละประเภทที่ต้องอาศัยเว็บไซต์ที่ถูกค้นเจอและการทำแคมเปญ
ระบบที่มีแอปสำหรับคนไข้ดีกว่าไหม
มีประโยชน์สำหรับให้คนไข้ดูนัดหมายและประวัติการรักษาของตัวเอง และกำลังกลายเป็นมาตรฐานในตลาด สิ่งที่ควรเข้าใจคือแอปเหล่านี้แสดงข้อมูลที่คลินิกมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ตอบคำถามใหม่ที่คนไข้ถามนอกเวลาทำการ ไม่ได้บอกราคาหัตถการที่เขายังไม่เคยทำ และไม่ได้จองคิวที่ยังไม่มีในระบบ
คลินิกเปิดใหม่ควรเริ่มจากระบบไหน
ควรเริ่มจากระบบที่ครอบคลุมงานพื้นฐาน คือเวชระเบียน นัดหมาย คิดเงิน และสต๊อก เพราะเป็นฐานของการดำเนินงานประจำวัน โดยเลือกตามประเภทคลินิกและจำนวนแพทย์ในช่วงแรก ไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจใหญ่ที่สุดตั้งแต่ต้น แต่ควรถามเรื่องการย้ายข้อมูลออกไว้ตั้งแต่วันแรกเผื่อวันหนึ่งต้องเปลี่ยน
อ่านต่อ
- Jib OS กับโปรแกรมคลินิกอย่าง DoctorEase หรือ JERA Cloud ต่างกันอย่างไร
- โปรแกรมคลินิกทันตกรรมในไทย มีอะไรบ้างและเลือกยังไง
- คลินิกที่ยังเก็บ OPD ในระบบออฟไลน์ ย้ายยังไงไม่ให้งานสะดุด
- JERA Cloud คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และควรเช็กอะไรก่อนซื้อ
- Cliniter คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และราคาเท่าไหร่
- DoctorEase คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และราคาเท่าไหร่
- ProClinic และ MCS คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน
- ระบบที่จำกัดผู้ใช้ ช่องทาง และข้อความ ต้นทุนจริงที่เห็นตอนคลินิกโต
- โปรแกรมบริหารคลินิกฟรี มีจริงไหม ใช้ได้แค่ไหน และควรระวังอะไร
- คลินิกที่ใช้ Excel อยู่ ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ และย้ายยังไง
- ค่า DF แพทย์ คืออะไร คำนวณยังไง และคลินิกควรตั้งเท่าไหร่
- โรงพยาบาลที่มี HIS อยู่แล้ว ยังต้องมีระบบจัดการแชทอีกไหม
- Jib OS กับ Keenix เลือกอย่างไร
- คลินิกเวชกรรม คืออะไร ต่างจากสหคลินิกและคลินิกเฉพาะทางอย่างไร
- MediCloud คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และควรเช็กอะไรก่อนซื้อ
- MediCloud คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และราคาเท่าไหร่
Jib OS