ระบบที่จำกัดผู้ใช้ ช่องทาง และข้อความ ต้นทุนจริงที่เห็นตอนคลินิกโต

เวลาเปรียบเทียบระบบ เจ้าของคลินิกส่วนใหญ่ดูที่ราคาต่อเดือน แล้วเลือกแพ็กเกจที่พอดีกับขนาดคลินิกวันนี้

ปัญหาคือแพ็กเกจส่วนใหญ่ไม่ได้คิดราคาตามคุณค่าที่ได้ แต่คิดตามข้อจำกัดที่ตั้งไว้ และข้อจำกัดเหล่านั้นจะกลายเป็นปัญหาตอนที่คลินิกเริ่มโต ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ควรต้องมานั่งคิดเรื่องนี้

ข้อจำกัดที่พบบ่อยในตลาด

ประเภทผลเมื่อชนเพดาน
จำนวนผู้ใช้ทีมโตแล้วต้องขึ้นแพ็กเกจ หรือใช้บัญชีร่วมกัน
จำนวนช่องทางเพิ่ม WhatsApp หรืออีเมลไม่ได้โดยไม่จ่ายเพิ่ม
จำนวนข้อความยิ่งมีคนทักเยอะยิ่งจ่ายแพง
จำนวนคำตอบของ AIต้องเลือกว่าจะให้ AI ตอบใครบ้าง
ประวัติแชทย้อนหลังข้อมูลเก่าหายหลังพ้นระยะที่กำหนด
จำนวนทีมหรือกลุ่มงานแบ่งงานตามโครงสร้างจริงไม่ได้
จำนวนคนไข้ในระบบยิ่งรักษาคนไข้มาก ยิ่งต้องขึ้นแพ็กเกจ
พื้นที่เก็บไฟล์เก็บภาพเอกซเรย์และภาพก่อนหลังได้จำกัด

ตัวอย่างจากตลาดจริง ผู้ให้บริการระบบแชทรายหนึ่งในไทยกำหนดแพ็กเกจไว้ที่ 2 ช่องทางและ 5 ผู้ใช้ในระดับเริ่มต้น เพิ่มเป็น 4 ช่องทางและ 15 ผู้ใช้ในระดับที่สูงขึ้นราว 4,000 บาทต่อเดือน และในระดับสูงสุดกำหนดว่าจำนวนช่องทางรวมกับจำนวนผู้ใช้ต้องไม่เกิน 40

ส่วนโปรแกรมบริหารคลินิกบางเจ้ากำหนดผู้ใช้สูงสุด 10 บัญชีในแพ็กเกจเริ่มต้น

ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูเยอะจนกว่าจะนับจริง

ตัวอย่างจากผู้ให้บริการในตลาดไทย

เพดานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ ผู้ให้บริการที่เปิดราคาไว้ชัดเจนหลายเจ้าระบุเพดานไว้ตรงๆ

  • Keenix ระบุเพดานจำนวน OPD ที่ 1,000, 3,000 และ 5,000 รายการตามแพ็กเกจ และจำนวนบัญชีผู้ใช้ที่ 2, 3 และ 6 บัญชี โดยไม่จำกัดเฉพาะแพ็กเกจ Pro
  • ProClinic ระบุเพดานจำนวนคนไข้ที่ 300, 600 และ 1,200 คน โดยไม่จำกัดเฉพาะแพ็กเกจสูงสุด
  • DoctorEase ระบุจำนวนผู้ใช้สูงสุด 10 บัญชีในแพ็กเกจเริ่มต้น

ข้อมูลข้างต้นอ้างอิงจากหน้าเว็บของผู้ให้บริการ ณ เวลาที่เขียน ควรตรวจสอบล่าสุดก่อนตัดสินใจ

สังเกตว่าเพดานที่ต่ำที่สุดมักอยู่กับแพ็กเกจที่ราคาน่าสนใจที่สุด ซึ่งเป็นแพ็กเกจที่คลินิกส่วนใหญ่เลือกตอนเริ่ม และเป็นเหตุผลที่ราคาที่จ่ายจริงในปีที่สองมักไม่ตรงกับที่คำนวณไว้ตอนซื้อ

ลองนับดูว่าคลินิกคุณต้องใช้เท่าไหร่

ช่องทาง

คลินิกทั่วไปในไทยมีอย่างน้อย

  • LINE OA
  • Facebook
  • Instagram
  • แชทบนเว็บไซต์

และถ้ารับคนไข้ต่างชาติ ต้องเพิ่ม WhatsApp และอีเมล รวมเป็นหกช่องทาง

แพ็กเกจที่ให้ 2 ช่องทางจึงครอบคลุมได้แค่หนึ่งในสาม

ผู้ใช้

ลองนับคนที่ต้องเข้าระบบจริงในคลินิกขนาดกลาง

  • เจ้าของหรือผู้จัดการ
  • แพทย์ประจำและแพทย์พาร์ทไทม์
  • พนักงานต้อนรับ ซึ่งมักมีมากกว่าหนึ่งคนและหลายกะ
  • ฝ่ายนัดหมาย
  • ฝ่ายการเงิน
  • ผู้ช่วยแพทย์

คลินิกที่มีทีมหน้าร้านสิบกว่าคนบวกแพทย์อีกหลายท่าน ชนเพดาน 15 ผู้ใช้ได้ง่ายมาก

เพดานจำนวนคนไข้ เพดานที่ต่างจากทุกข้ออื่น

มีเพดานประเภทหนึ่งที่ควรแยกออกมาพูดต่างหาก เพราะทำงานคนละแบบกับข้ออื่น

ผู้ให้บริการบางรายในตลาดไทยกำหนดจำนวนคนไข้ที่เก็บในระบบได้ เช่น แพ็กเกจเริ่มต้นรองรับ 300 คน ระดับถัดไป 600 คน และ 1,200 คน โดยต้องขึ้นถึงระดับสูงสุดจึงจะไม่จำกัด พร้อมกับกำหนดพื้นที่เก็บภาพไว้ด้วย

ที่ต้องแยกออกมาเพราะเพดานนี้มีทางเดียวคือขึ้น

จำนวนผู้ใช้ลดได้ถ้าคนลาออก จำนวนช่องทางลดได้ถ้าเลิกใช้ช่องทางไหน จำนวนข้อความในเดือนที่เงียบก็ลดลงเอง

แต่จำนวนคนไข้สะสมไม่เคยลดลง ทุกคนที่เคยมารักษาถูกนับตลอดไป

คลินิกที่รับคนไข้ใหม่เดือนละ 25 คนจะเต็มเพดาน 300 คนภายในปีเดียว และเต็ม 600 คนในปีที่สอง โดยไม่ได้ทำอะไรผิดเลย นอกจากทำธุรกิจได้ตามปกติ

แปลว่าเพดานนี้ไม่ใช่ขีดจำกัดการใช้งาน แต่เป็นนาฬิกาที่นับถอยหลัง

และลบข้อมูลเก่าเพื่ออยู่ใต้เพดานก็ทำไม่ได้

นี่คือจุดที่ต่างจากธุรกิจอื่นชัดเจนที่สุด

ร้านค้าที่ชนเพดานจำนวนลูกค้าในระบบ CRM ยังลบข้อมูลลูกค้าเก่าที่ไม่ได้ซื้อมาหลายปีทิ้งได้

แต่เวชระเบียนมีข้อกำหนดทางกฎหมายเรื่องระยะเวลาการเก็บรักษา คลินิกจึงลบประวัติคนไข้เพื่อให้อยู่ใต้เพดานไม่ได้ แม้จะอยากทำก็ตาม

ทางเลือกจึงเหลือแค่ขึ้นแพ็กเกจ หรือย้ายข้อมูลเก่าออกไปเก็บที่อื่นซึ่งสร้างปัญหาใหม่คือประวัติคนไข้อยู่คนละที่

พื้นที่เก็บภาพก็โตทางเดียวเหมือนกัน

คลินิกทันตกรรมเก็บภาพเอกซเรย์ คลินิกความงามเก็บภาพก่อนหลัง ทั้งสองอย่างสะสมขึ้นเรื่อยๆ และลบไม่ได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

More patients, and a system that runs the day

Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.

Or see what Jib OS is →

ปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องเงิน

เมื่อชนเพดานผู้ใช้ คลินิกมีสองทางเลือก คือจ่ายเพิ่ม หรือ ใช้บัญชีร่วมกัน

และในทางปฏิบัติ หลายคลินิกเลือกทางหลัง

นี่คือปัญหาที่ร้ายแรงกว่าที่คิด สำหรับสถานพยาบาลโดยเฉพาะ

เมื่อพนักงานสามคนใช้บัญชีเดียวกัน

  • ตรวจไม่ได้ว่าใครเข้าดูข้อมูลคนไข้รายไหนเมื่อไหร่
  • ตรวจไม่ได้ว่าใครแก้ไขอะไร
  • เมื่อพนักงานลาออก ต้องเปลี่ยนรหัสให้ทุกคนที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งมักไม่ได้ทำ
  • ถ้าเกิดข้อพิพาทกับคนไข้ ไล่ย้อนหลังไม่ได้

ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวภายใต้ PDPA และการควบคุมสิทธิ์เข้าถึงพร้อมบันทึกว่าใครเข้าถึงอะไร เป็นสิ่งที่ควรทำได้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องยอมสละเพราะแพ็กเกจจำกัดจำนวนบัญชี

เพดานผู้ใช้จึงไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องที่ผลักให้คลินิกทำสิ่งที่ไม่ควรทำ

ทำไมการคิดราคาตามข้อจำกัดถึงขัดกับการเติบโต

สังเกตว่าเพดานทุกประเภทผูกกับ ความสำเร็จของคลินิก

  • คนทักเยอะขึ้น เพราะการตลาดได้ผล → ชนเพดานข้อความ
  • ทีมโตขึ้น เพราะคนไข้เยอะขึ้น → ชนเพดานผู้ใช้
  • เปิดช่องทางใหม่ เพราะอยากรับคนไข้ต่างชาติ → ชนเพดานช่องทาง
  • เปิดสาขาใหม่ → ชนทุกเพดานพร้อมกัน

แปลว่ายิ่งคลินิกทำได้ดี ยิ่งจ่ายแพงขึ้น ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำให้ต้องคิดสองรอบก่อนทำสิ่งที่ควรทำ

ที่พบบ่อยที่สุดคือคลินิกที่ไม่กล้าเปิดช่องทางใหม่ หรือไม่กล้าให้ AI ตอบทุกข้อความ เพราะกลัวชนเพดาน ทั้งที่นั่นคือสิ่งที่ควรทำเพื่อไม่ให้เสียคนไข้

ทำไมเรื่องนี้สำคัญเป็นพิเศษกับผู้ให้บริการที่ขายทั้งสองฝั่ง

ตรงนี้ต้องพูดให้เป็นธรรมก่อน ผู้ให้บริการที่ขายเฉพาะระบบตอบแชทหรือระบบหลังบ้าน การคิดเงินตามจำนวนข้อความหรือผู้ใช้ไม่ได้มีอะไรผิด เพราะเขาไม่ได้เป็นคนทำให้ปริมาณข้อความเพิ่มขึ้น ปริมาณมาจากการตลาดที่คลินิกทำเอง จะคิดตามการใช้งานก็เป็นเพียงรูปแบบราคาแบบหนึ่ง

แต่กรณีจะต่างออกไปทันที ถ้าผู้ให้บริการรายเดียวกันขายทั้งการหาคนไข้และระบบจัดการ

ลองคิดตามดู ถ้าผู้ให้บริการรับทำการตลาดให้คลินิกด้วย และคิดเงินฝั่งระบบตามจำนวนข้อความหรือจำนวนผู้ใช้ไปพร้อมกัน

  • แคมเปญได้ผลดี คนทักเยอะขึ้น → คลินิกจ่ายค่าระบบแพงขึ้น
  • คลินิกโตจนต้องจ้างคนเพิ่ม → คลินิกจ่ายค่าระบบแพงขึ้นอีก
  • เปิดสาขาที่สอง → แพงขึ้นอีก

แปลว่าความสำเร็จของผู้ให้บริการในการช่วยคลินิกโต กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของคลินิกโดยอัตโนมัติ

นั่นไม่ใช่แค่แรงจูงใจที่ไม่ตรงกัน แต่เป็น ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้ให้บริการได้ประโยชน์สองต่อจากงานเดียว และคลินิกเป็นฝ่ายรับต้นทุนที่เกิดจากผลงานที่ตัวเองจ่ายเงินซื้อมา

Jib OS ขายทั้งฝั่งการเติบโตและฝั่งการจัดการ จึงเป็นเหตุผลที่ฝั่งการจัดการต้องไม่คิดตามการใช้งาน ไม่ใช่เพราะเป็นจุดขายทางการตลาด แต่เพราะถ้าคิดแบบนั้นแล้ว ข้อตกลงจะไม่เป็นธรรมกับคลินิกตั้งแต่ต้น

แนวทางของ Jib OS

ไม่มีเพดานผู้ใช้ ช่องทาง ข้อความ คำตอบของ AI จำนวนคนไข้ หรือพื้นที่เก็บไฟล์ และทดลองใช้ฟรี 1 เดือน สำหรับคลินิกที่ยังไม่เคยใช้

และตอบข้อ 3 ข้างต้นได้ด้วย ข้อมูลคนไข้ บทสนทนา และการจองส่งออกได้ ซึ่งเป็นคำถามที่ควรถามผู้ให้บริการทุกเจ้ารวมถึงเรา

จุดอ้างอิงที่ตรงที่สุดคือตอน Gmail เปิดตัว ในเวลานั้นบริการอีเมลอื่นให้พื้นที่หลักเมกะไบต์แล้วขายพื้นที่เพิ่ม ส่วน Gmail ให้พื้นที่มากจนผู้ใช้ไม่ต้องคิดเรื่องนี้อีกเลย

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการที่ผู้ใช้เลิกต้องลบอีเมลเก่าเพื่อให้มีที่ว่าง และเมื่อผู้ใช้ชินกับสิ่งนั้นแล้ว ก็ไม่กลับไปใช้บริการที่ต้องคอยจัดการพื้นที่อีก

คลินิกไม่ควรต้องลบประวัติคนไข้เพื่อให้อยู่ใต้เพดาน และไม่ควรต้องคิดว่าจะเก็บภาพเอกซเรย์ไว้กี่ภาพ นั่นคือมาตรฐานที่ควรเป็น

คิดราคาเป็นส่วน ส่วนละ 6,000 บาทต่อเดือน หรือ 5,000 บาทเมื่อจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน โดยราคาไม่เปลี่ยนเมื่อ

  • ทีมโตขึ้น
  • เพิ่มช่องทางใหม่
  • คนไข้ทักเยอะขึ้นในเดือนที่ยิงแอด
  • ให้ AI ตอบทุกข้อความแทนที่จะเลือกตอบบางข้อความ
  • ฐานคนไข้สะสมโตขึ้นทุกปี
  • เก็บภาพเอกซเรย์และภาพก่อนหลังมากขึ้น

เหตุผลไม่ใช่เรื่องการตลาด แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมของข้อตกลง เมื่อเราได้เงินจากการช่วยคลินิกโตอยู่แล้ว การเก็บเพิ่มจากผลลัพธ์ของงานตัวเองอีกทางหนึ่งไม่ใช่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ และระบบก็ไม่ควรทำให้คลินิกลังเลที่จะตอบคนไข้ให้ครบ หรือลังเลที่จะให้พนักงานทุกคนมีบัญชีของตัวเอง

More patients, and a system that runs the day

Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.

Or see what Jib OS is →

คำถามที่ควรถามผู้ขายทุกเจ้า

ก่อนตัดสินใจ ควรถามให้ครบเจ็ดข้อ

  1. จำกัดจำนวนผู้ใช้ไหม และถ้าเกินต้องขึ้นแพ็กเกจหรือจ่ายต่อหัว
  2. จำกัดจำนวนช่องทางไหม และช่องทางไหนบ้างที่นับ
  3. จำกัดจำนวนข้อความไหม ทั้งขาเข้าและขาออก
  4. จำกัดจำนวนคำตอบของ AI ไหม และถ้าเกินเกิดอะไรขึ้น
  5. เก็บประวัติแชทย้อนหลังนานเท่าไหร่ และหลังจากนั้นข้อมูลหายหรือแค่ดูไม่ได้
  6. เพิ่มสาขาแล้วคิดอย่างไร
  7. จำกัดจำนวนคนไข้ที่เก็บในระบบไหม และถ้าเต็มแล้วต้องทำอย่างไร
  8. จำกัดพื้นที่เก็บไฟล์ไหม และเกินแล้วคิดเพิ่มอย่างไร
  9. ถ้าเดือนไหนคนทักเยอะกว่าปกติมาก จะเกิดอะไรขึ้น

ข้อ 7 เป็นข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับคลินิกที่ตั้งใจอยู่ยาว เพราะเป็นเพดานเดียวที่ลดลงไม่ได้เลย ส่วนข้อ 9 เป็นข้อที่คนถามน้อยที่สุด และเป็นข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับคลินิกที่ทำการตลาด เพราะเดือนที่แคมเปญได้ผลดีที่สุดคือเดือนที่ค่าระบบอาจพุ่งสูงที่สุด

วิธีคำนวณต้นทุนจริง

อย่าเทียบราคาแพ็กเกจ ให้เทียบต้นทุนของคลินิกคุณในสามสถานการณ์

สถานการณ์คำนวณอย่างไร
วันนี้จำนวนผู้ใช้ ช่องทาง และข้อความจริงในเดือนที่ผ่านมา
โตขึ้นเท่าตัวคนไข้เพิ่มเป็นสองเท่า ทีมเพิ่มอีกห้าคน
เปิดสาขาที่สองทุกอย่างคูณสอง

ถ้าราคาในสถานการณ์ที่สองและสามพุ่งขึ้นมาก นั่นคือต้นทุนของการเติบโตที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการ และควรนับเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจตั้งแต่วันแรก

เคล็ดลับบริหารคลินิก ส่งตรงถึงอีเมลคุณ

เจ้าของและผู้บริหารคลินิกกว่า 20,000 คน รับข่าวสารจากเราอยู่แล้ว

สำหรับเจ้าของคลินิกและผู้ที่กำลังจะเปิด — วิธีให้คนไข้ใหม่เจอคลินิกบน Google และให้ AI อย่าง ChatGPT และ Claude แนะนำคลินิกของคุณ วิธีลดงานหน้าเคาน์เตอร์และคนไข้ไม่มาตามนัด และเรื่องที่คลินิกอื่นเจอมาก่อน

ส่งสัปดาห์ละครั้ง · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมคลินิกจำกัดจำนวนผู้ใช้กี่คน

ต่างกันตามผู้ให้บริการและแพ็กเกจ ตัวอย่างในตลาดไทยมีตั้งแต่ 5 ผู้ใช้ในระดับเริ่มต้น ไปจนถึง 10 หรือ 15 ผู้ใช้ในระดับที่สูงขึ้น สิ่งที่ควรทำก่อนเทียบราคาคือนับจำนวนคนที่ต้องเข้าระบบจริง รวมทั้งแพทย์ พนักงานต้อนรับทุกกะ ฝ่ายนัดหมาย และฝ่ายการเงิน ซึ่งคลินิกขนาดกลางมักเกินกว่าที่ประเมินไว้

ใช้บัญชีร่วมกันเพื่อประหยัดค่าระบบได้ไหม

ทำได้ทางเทคนิคแต่ไม่ควรทำสำหรับสถานพยาบาล เพราะทำให้ตรวจสอบไม่ได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลคนไข้รายใดเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำได้ภายใต้ PDPA นอกจากนี้เมื่อพนักงานลาออกยังต้องเปลี่ยนรหัสให้ทุกคนที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติมักไม่ได้ทำ ทำให้อดีตพนักงานยังเข้าถึงข้อมูลได้

ระบบที่คิดเงินตามจำนวนข้อความมีข้อเสียอะไร

ข้อเสียหลักคือค่าใช้จ่ายพุ่งสูงในเดือนที่ธุรกิจดีที่สุด เพราะจำนวนข้อความสัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จของการตลาด ผลที่ตามมาคือคลินิกอาจลังเลที่จะยิงแอดหรือลังเลที่จะให้ระบบตอบทุกข้อความ ซึ่งขัดกับเป้าหมายที่แท้จริงคือไม่ให้คนไข้ตกหล่น

จำกัดจำนวนช่องทางเป็นปัญหาไหม

เป็นปัญหาสำหรับคลินิกที่โต เพราะคลินิกไทยทั่วไปใช้อย่างน้อย LINE, Facebook, Instagram และแชทบนเว็บไซต์ รวมสี่ช่องทาง และถ้ารับคนไข้ต่างชาติต้องเพิ่ม WhatsApp กับอีเมลเป็นหกช่องทาง แพ็กเกจที่ให้สองช่องทางจึงครอบคลุมได้ไม่ถึงครึ่ง และการเพิ่มช่องทางมักต้องขึ้นแพ็กเกจ

ประวัติแชทย้อนหลังสำคัญแค่ไหน

สำคัญกว่าที่คิด เพราะประวัติบทสนทนาคือบริบทที่ทำให้ทีมตอบคนไข้ได้โดยไม่ต้องให้เขาเล่าซ้ำ และเป็นหลักฐานถ้าเกิดข้อพิพาท ระบบที่เก็บประวัติแค่ 14 วันหรือหนึ่งปีจึงมีข้อจำกัดสำหรับคลินิกที่คนไข้กลับมาเป็นรอบยาว เช่น งานจัดฟันที่ใช้เวลาสองปี ควรถามให้ชัดว่าหลังพ้นระยะแล้วข้อมูลหายหรือแค่ดูไม่ได้

Jib OS จำกัดอะไรบ้าง

ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้ ช่องทาง ข้อความ หรือจำนวนคำตอบของ AI ราคาคิดเป็นส่วน ส่วนละ 6,000 บาทต่อเดือน หรือ 5,000 บาทเมื่อจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน และไม่เปลี่ยนเมื่อทีมโตขึ้น เพิ่มช่องทาง หรือมีคนทักเข้ามามากขึ้น เหตุผลหลักคือ Jib OS ขายทั้งฝั่งการหาคนไข้และฝั่งการจัดการ ถ้าคิดเงินฝั่งจัดการตามการใช้งานด้วย ความสำเร็จในการช่วยคลินิกโตจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของคลินิกโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้ข้อตกลงไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น

อ่านต่อ

More patients, and a system that runs the day

Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.

Or see what Jib OS is →
© 2026 Jib OS · Powered by HDmall · คลังบทความทั้งหมด

เริ่มทดลองใช้ฟรี

ทดลองใช้ Jib OS ฟรี 1 เดือน บอกเราสองอย่าง แล้วเราจะติดต่อกลับและตั้งค่าให้พร้อมใช้งานภายในไม่กี่วัน

ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน และเราตั้งค่าให้ทั้งหมด ไม่ต้องผูกบัตร ไม่มีข้อผูกมัดต้องใช้ต่อ หยุดเมื่อครบเดือนได้ และข้อมูลคนไข้ บทสนทนา และการจองทั้งหมดส่งออกไปกับคุณได้