ในบทความนี้
การตลาดยา คือการทำให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์และคนไข้รู้จัก เข้าถึง และใช้ยาหรือเวชภัณฑ์อย่างเหมาะสม ภายใต้พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ที่ห้ามโฆษณาสรรพคุณยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษต่อประชาชนทั่วไป และกำหนดให้โฆษณายาต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่
ข้อจำกัดนี้ทำให้การตลาดยาต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทั้งหมด ยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์โฆษณาให้คนทั่วไปเห็นไม่ได้ ทีมการตลาดจึงต้องทำงานผ่านสามทางหลัก คือผู้ให้บริการที่สั่งใช้หรือจำหน่ายยา การให้ความรู้เรื่องโรคแบบไม่ระบุผลิตภัณฑ์ และการดูแลคนไข้ที่เริ่มการรักษาแล้วให้รักษาต่อเนื่อง คู่มือนี้สรุปทั้งขอบเขตทางกฎหมายและช่องทางที่ใช้ได้จริง
ยาแต่ละประเภทโฆษณาได้แค่ไหน
| ประเภท | โฆษณาต่อประชาชน | สื่อสารกับผู้ประกอบวิชาชีพ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ยาอันตราย และยาควบคุมพิเศษ | ห้ามแสดงสรรพคุณ ตามมาตรา 88 (6) | ได้ ตามจรรยาบรรณ | รวมถึงรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์และโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย |
| ยาที่ไม่ใช่ยาอันตราย เช่น ยาสามัญประจำบ้าน | ได้ เมื่อได้รับอนุญาตก่อน | ได้ | ต้องแสดงเลขที่อนุญาตโฆษณา (ฆท.) และห้ามโอ้อวดสรรพคุณ |
| เครื่องมือแพทย์ | ได้ตามเงื่อนไข เมื่อได้รับอนุญาตตามกฎหมายเครื่องมือแพทย์ | ได้ | ตรวจประเภทและเงื่อนไขกับ อย. |
| วัคซีน | มักจัดอยู่ในกลุ่มที่โฆษณาสรรพคุณต่อประชาชนไม่ได้ ตรวจประเภทของแต่ละผลิตภัณฑ์ | ได้ | ใช้การรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคและการป้องกันแทน |
นอกจากเรื่องประเภทยา มาตรา 88 ยังกำหนดว่าโฆษณาขายยาต้องไม่โอ้อวดสรรพคุณ ไม่ทำให้เข้าใจว่ารักษาโรคบางกลุ่มได้ เช่น เบาหวาน มะเร็ง และวัณโรค ไม่รับรองหรือยกย่องสรรพคุณโดยบุคคลอื่น และไม่แถมพกหรือออกสลากรางวัล การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาทตามมาตรา 124 และเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจสั่งระงับโฆษณาได้
เมื่อโฆษณานั้นเกิดขึ้นในสถานพยาบาล เช่น โปรแกรมฉีดวัคซีนของคลินิก ก็ต้องทำตามกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลของกรม สบส. ด้วย ซึ่งห้ามระบุชื่อยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษในโฆษณาของคลินิกเช่นกัน ดูรายละเอียดได้ในคู่มือโฆษณาสถานพยาบาล
สรุปเพื่อการวางแผน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ทุกแคมเปญควรผ่านทีมการแพทย์และทีมกำกับดูแลของบริษัท และตรวจกับแนวทางล่าสุดของ อย.
5 ช่องทางของการตลาดยาที่ใช้ได้จริง
1. ผู้ประกอบวิชาชีพที่สั่งใช้และแนะนำยา
แพทย์ เภสัชกร และพยาบาลคือคนที่ตัดสินใจหรือแนะนำการใช้ยาให้คนไข้ ช่องทางดั้งเดิมคือผู้แทนยา งานประชุมวิชาการ และผู้นำทางความคิดในสาขานั้น ช่องทางที่โตเร็วขึ้นคือการสื่อสารดิจิทัลกับผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น เนื้อหาวิชาการ เว็บบินาร์ และข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงได้เมื่อต้องการ การสื่อสารทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามจรรยาบรรณของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) และข้อบังคับของแพทยสภาเรื่องการรับประโยชน์จากบริษัทยา
2. คลินิกและโรงพยาบาลนอกเมืองใหญ่
โรงพยาบาลใหญ่มักมีทีมขายดูแลอยู่แล้ว แต่คลินิกเวชกรรม คลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม และศูนย์ตรวจสุขภาพหลายพันแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะนอกกรุงเทพฯ มักไม่มีใครไปถึงสม่ำเสมอ ปัญหาของคลินิกกลุ่มนี้คือสั่งของจำนวนน้อย ได้ราคาไม่ดี และไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ใหม่ การเข้าถึงกลุ่มนี้อย่างคุ้มค่าทำได้ผ่านระบบที่รวมคำสั่งซื้อจากหลายคลินิกเข้าด้วยกัน และให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ในระบบที่คลินิกใช้ทำงานอยู่ทุกวัน
3. การให้ความรู้เรื่องโรคแบบไม่ระบุผลิตภัณฑ์
แคมเปญให้ความรู้เรื่องโรค (Disease Awareness) ชวนให้คนรู้จักความเสี่ยง อาการ และการป้องกัน แล้วแนะนำให้ไปพบแพทย์ เช่น การรณรงค์เรื่องมะเร็งปากมดลูก ไข้เลือดออก หรือการคัดกรองเบาหวาน แคมเปญแบบนี้ไม่ใช่การโฆษณายา จึงทำได้กว้างกว่า แต่ต้องระวังไม่ให้ชี้ไปที่ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง เช่น ไม่ใช้ชื่อหรือภาพของผลิตภัณฑ์ และไม่ใช้สีหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงยี่ห้อ
ตัวชี้วัดที่ดีของแคมเปญแบบนี้ไม่ใช่ยอดเข้าถึง แต่คือจำนวนคนที่ลงมือทำต่อ เช่น นัดพบแพทย์ จองตรวจคัดกรอง หรือจองวัคซีน ที่ผู้ให้บริการที่พร้อมดูแล
4. โปรแกรมดูแลคนไข้ให้รักษาต่อเนื่อง
ยาหลายกลุ่ม เช่น ยาโรคเรื้อรัง วัคซีนที่ต้องฉีดหลายเข็ม และยาที่ต้องใช้ต่อเนื่องหลายเดือน มีปัญหาเหมือนกันคือคนไข้เลิกกลางทาง โปรแกรมดูแลคนไข้ (Patient Support Program) เช่น การเตือนนัดเข็มถัดไป การติดตามอาการ และการให้ข้อมูลการใช้ยา ช่วยให้คนไข้รักษาครบ ซึ่งดีทั้งกับผลการรักษาและยอดขาย
เรื่องที่ต้องวางให้ดีตั้งแต่ต้นคือข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และควรให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ติดต่อคนไข้ แทนการที่บริษัทยาถือข้อมูลคนไข้เอง
5. ข้อมูลดีมานด์จริงจากคนไข้และผู้ให้บริการ
รายงานตลาดแบบรายไตรมาสหรือผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ บอกภาพย้อนหลัง แต่ไม่บอกว่าเดือนนี้คนในจังหวัดไหนกำลังหาการรักษาอะไร ข้อมูลจากแพลตฟอร์มที่คนไข้ค้นหาและจองบริการจริง และจากคำสั่งซื้อของคลินิก ช่วยให้วางแผนสต็อก จัดสรรทีมขาย และเลือกพื้นที่ทำแคมเปญได้แม่นขึ้น
ตัวชี้วัดการตลาดยาที่ควรดู
| ตัวชี้วัด | วัดอะไร | ใช้ตัดสินใจเรื่อง |
|---|---|---|
| ผู้ให้บริการที่สั่งซื้อครั้งแรก | คลินิกและโรงพยาบาลใหม่ที่เริ่มสั่งผลิตภัณฑ์ | การขยายพื้นที่และช่องทาง |
| อัตราสั่งซื้อซ้ำของผู้ให้บริการ | ผู้ให้บริการที่สั่งซ้ำภายใน 3 หรือ 6 เดือน | คุณภาพของการดูแลผู้ให้บริการ |
| สัดส่วนคนไข้ที่รักษาครบ | เช่น ฉีดวัคซีนครบทุกเข็ม หรือใช้ยาครบตามแผน | ผลของโปรแกรมดูแลคนไข้ |
| คนที่ลงมือทำต่อจากแคมเปญให้ความรู้ | นัดพบแพทย์ จองตรวจ หรือจองวัคซีน | ผลของแคมเปญให้ความรู้เรื่องโรค |
| ดีมานด์รายจังหวัด | ความสนใจของคนไข้และคำสั่งซื้อของผู้ให้บริการแยกตามพื้นที่ | การวางแผนสต็อกและทีมขาย |
คำถามที่พบบ่อย
โฆษณายาต่อประชาชนได้ไหม
ขึ้นกับประเภทยา ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษห้ามโฆษณาแสดงสรรพคุณต่อประชาชนตามมาตรา 88 (6) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ส่วนยาที่ไม่ใช่ยาอันตราย เช่น ยาสามัญประจำบ้าน โฆษณาได้เมื่อได้รับอนุญาตข้อความ ภาพ และเสียงจาก อย. ก่อนเผยแพร่ และต้องไม่โอ้อวดสรรพคุณ
โฆษณายาผิดกฎหมายมีโทษอย่างไร
การโฆษณาขายยาที่ฝ่าฝืนมาตรา 88, 88 ทวิ, 89 หรือ 90 มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาทตามมาตรา 124 และเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจสั่งระงับโฆษณาได้ ผู้ที่รีวิวหรือโพสต์แสดงสรรพคุณยาอันตรายแทนบริษัทก็อาจมีความผิดด้วย
แคมเปญให้ความรู้เรื่องโรคต่างจากโฆษณายาอย่างไร
แคมเปญให้ความรู้เรื่องโรคพูดถึงความเสี่ยง อาการ การป้องกัน และชวนให้ไปพบแพทย์ โดยไม่ระบุหรือชี้ไปที่ผลิตภัณฑ์ใด ส่วนโฆษณายาพูดถึงผลิตภัณฑ์โดยตรง แคมเปญให้ความรู้จึงทำได้กว้างกว่า แต่ถ้ามีชื่อ ภาพ หรือสัญลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงผลิตภัณฑ์ ก็อาจถูกมองว่าเป็นโฆษณายาได้
บริษัทยาสื่อสารกับแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ไหม
ได้ การสื่อสารโดยตรงกับผู้ประกอบวิชาชีพมีขอบเขตกว้างกว่าการโฆษณาต่อประชาชน แต่ต้องจำกัดให้ถึงเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพจริง และเป็นไปตามจรรยาบรรณของอุตสาหกรรมยาและข้อบังคับของสภาวิชาชีพ
จะเข้าถึงคลินิกขนาดเล็กทั่วประเทศได้อย่างไรโดยไม่เพิ่มทีมขาย
ใช้ช่องทางที่รวมคำสั่งซื้อจากหลายคลินิกเข้าด้วยกัน และให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ในระบบที่คลินิกใช้ทำงานอยู่ทุกวัน คลินิกได้ราคาดีขึ้นแม้สั่งจำนวนน้อย ส่วนบริษัทยาดูแลผู้ให้บริการรายเล็กจำนวนมากได้โดยไม่ต้องส่งทีมขายไปทุกแห่ง
โปรแกรมดูแลคนไข้ต้องระวังเรื่อง PDPA อย่างไร
ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งก่อนเก็บและใช้ แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ติดต่อและติดตามคนไข้ และให้บริษัทยาเห็นเฉพาะข้อมูลภาพรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล
แหล่งอ้างอิง
- กองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, คำถามที่พบบ่อยเรื่องการโฆษณายา
- สภาเภสัชกรรม, ประเภทยาและข้อกำหนดของกฎหมายยาที่เกี่ยวข้อง
- แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.), กฎหมายในการเฝ้าระวังโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- โพสต์ทูเดย์, ปากกาลดน้ำหนักเป็นยาควบคุมพิเศษ ห้ามโฆษณาสรรพคุณต่อสาธารณะ