ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะพบได้ทุกปี แต่ความจริงแล้วไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง การรู้เท่าทันโรคนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง
บทความนี้จึงจะพาทุกคนไปรู้จักไข้หวัดใหญ่อย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ การติดต่อ อาการ สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ วิธีรักษา รวมถึงแนวทางการป้องกัน เพื่อให้คุณและครอบครัวรับมือกับไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมั่นใจ!
สารบัญ
ไข้หวัดใหญ่คืออะไร?
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ออกมาจากร่างกาย เช่น น้ำลายหรือเสมหะที่เกิดจากการไอ จาม โดยเชื้อโรคจะยิ่งเติบโตและแพร่กระจายได้ดีในช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว (มกราคม-มีนาคม) และช่วงหน้าฝน (เดือนมิถุนายน-ตุลาคม)14,16
โดยทั่วไปผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หากมีอาการไม่รุนแรงสามารถหายเองได้ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของร่างกายและการได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในแต่ละบุคคลด้วย11,14
สาเหตุหลักของไข้หวัดใหญ่เกิดจากอะไร?
สาเหตุหลักของไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ จมูก คอ และปอด โดยสายพันธุ์ที่สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ แบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์หลักๆ ดังนี้16
- ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A : เป็นสาเหตุหลักของการระบาดใหญ่และตามฤดูกาล เพราะมีความสามารถในการกลายพันธุ์สูง ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ภูมิคุ้มกันของคนส่วนใหญ่ยังไม่มี เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 และ H3N2 ที่เป็นไวรัสชนิดรุนแรง เมื่อได้รับเชื้ออาจทำให้มีไข้สูง อ่อนเพลีย ไอ และปวดเมื่อยได้ โดยทั่วไปแล้วหากไม่มีอาการแทรกซ้อนสามารถหายได้ภายใน 5-7 วัน แต่ในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจทำให้อาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้15,16
- ชนิด B : เป็นสาเหตุของการระบาดตามฤดูกาล โดยทั่วไปอาการจะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่มักมีความรุนแรงน้อยกว่า แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ย่อยที่สำคัญ ได้แก่ ยามากาตะ (Yamagata) และวิคตอเรีย (Victoria)16
- ชนิด C : เป็นเชื้อไวรัสที่เมื่อติดเชื้อจะแสดงอาการน้อยที่สุด หรือในบางรายอาจไม่แสดงอาการเลย พบมากในเด็กเล็กเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่เต็มที่12,16
ไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันได้อย่างไร?
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยมีช่องทางการแพร่กระจายหลักๆ ดังนี้
- การแพร่กระจายผ่านละอองฝอย (Droplet Transmission) : เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดจนทำให้มีละอองฝอยขนาดเล็กที่มีเชื้อไวรัสปะปนออกมา ละอองฝอยเหล่านี้จะสามารถลอยอยู่ในอากาศและเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้ ซึ่งนับว่าง่ายต่อการติดเชื้อมาก ทำให้เป็นการแพร่กระจายที่พบได้บ่อยที่สุด2
- การแพร่กระจายทางการสัมผัส (Contact Transmission) : เชื้อไวรัสสามารถปนเปื้อนอยู่บนพื้นผิวต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ หรือของเล่นได้ เมื่อบุคคลอื่นสัมผัสพื้นผิวเหล่านั้นแล้วนำมือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ดวงตา จมูก หรือปาก ก็สามารถรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้2
- การแพร่กระจายทางอากาศ (Airborne Transmission) : เป็นการแพร่กระจายที่พบได้น้อยมาก แต่การอยู่ในพื้นที่ปิดและพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดีร่วมกับผู้ติดเชื้อ อาจทำให้ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้2,10
ทั้งนี้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนเริ่มมีอาการ ไปจนถึง 5-7 วันหลังจากเริ่มมีอาการแล้ว โดยเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจแพร่เชื้อได้นานกว่านั้น2
ลักษณะอาการไข้หวัดใหญ่เป็นอย่างไร
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ร่างกายจะยังไม่แสดงอาการไข้หวัดใหญ่ออกมาทันที เพราะเชื้อเหล่านี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัว 1-4 วัน แต่เมื่อมีอาการจะเริ่มต้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยอาการไข้หวัดใหญ่ที่พบได้มีดังนี้4
- ไข้สูง : เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักจะมีไข้สูงเฉียบพลัน 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือมีไข้หนาวสั่น
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดศีรษะรุนแรง : เป็นอาการที่พบได้บ่อย ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
- อ่อนเพลียมาก : รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง อาจเป็นอยู่นานหลายวันหรือเป็นสัปดาห์
- ไอ : อาจมีอาการไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ
- เจ็บคอ : รู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บในลำคอ
- น้ำมูกไหล : อาจมีน้ำมูกใสหรือมีอาการคัดจมูก เป็นอาการที่พบได้บ้างแต่ไม่บ่อยเท่ากับไข้หวัดธรรมดา
- บางรายอาจมีอาการทางเดินอาหาร : เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
โดยอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นภายใน 3-7 วัน แต่ถึงแม้จะหายป่วยแล้ว ผู้ป่วยอาจยังมีอาการไอและอ่อนเพลียได้อยู่บ้างประมาณ 1-2 สัปดาห์4
อาการไข้หวัดใหญ่แบบไหนที่ต้องพบแพทย์
แม้ว่าไข้หวัดใหญ่ส่วนมากจะหายได้เอง แต่ในบางกรณีโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง คนท้อง และผู้สูงอายุ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากมีอาการดังนี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที4
- หายใจลำบาก หายใจเร็ว หรือเจ็บหน้าอก
- เวียนหัวเฉียบพลันหรือสับสนมึนงง
- ชัก
- อ่อนเพลียและอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
- ดื่มน้ำน้อยลงมาก ปากแห้ง ไม่ปัสสาวะ หรือมีสัญญาณของการขาดน้ำ
- อาการไข้และไอดีขึ้นแล้วแต่กลับมาเป็นอีกและอาการกลับแย่ลง
- ภาวะของโรคประจำตัว เช่น หอบหืดหรือโรคหัวใจ แย่ลงอย่างรวดเร็ว
โดยอาการเหล่านี้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกายที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนเลือด รวมถึงการติดเชื้อที่อาจลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ4
ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปอดบวม (Pneumonia) หลอดลมอักเสบ (Bronchiolitis) ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และการติดเชื้อในกระแสเลือด4
วิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่
วิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่ ส่วนมากหากอาการไม่รุนแรงจะเน้นรักษาด้วยการบรรเทาอาการและการประคับประคองตามอาการ โดยมีแนวทางดังนี้
- เช็ดตัวเมื่อมีไข้ : ในขณะที่มีไข้สูงอาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตัว เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายลง14
- พักผ่อนให้เพียงพอ : การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น14
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ : เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้สูง อาเจียน หรือท้องเสีย14
- รับประทานยาลดไข้และบรรเทาอาการ : สามารถใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ ส่วนในเด็กไม่ควรใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของกลุ่มอาการเรย์ (Reye’s Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงต่อตับและสมอง รวมถึงอาจใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกตามอาการ โดยจะต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ1
- ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) : ในผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) หรือซานามิเวียร์ (Zanamivir) ซึ่งยาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการป่วย และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้1,5
วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่
เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นไวรัสที่สามารถแพร่เชื้อและติดต่อได้ง่ายมากผ่านละอองฝอยของสารคัดหลั่งที่ฟุ้งกระจายในอากาศ หรือแม้กระทั่งการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ตกค้างอยู่บนสิ่งของต่างๆ ดังนั้นการป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ จึงเน้นไปที่การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสและการรับวัคซีน โดยสามารถทำได้ดังนี้
1.ควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส11,14
- ล้างมือบ่อยๆ อย่างถูกวิธี : ควรล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที หากไม่สามารถล้างมือด้วยสบู่ได้ ให้ใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 60% โดยเฉพาะหลังสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า : ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก และปาก เพราะเป็นช่องทางที่เชื้อไวรัส Influenza สามารถเข้าสู่ร่างกายได้
- ปิดปากทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม : ควรใช้ทิชชูหรือข้อพับแขนปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม จากนั้นให้ทิ้งทิชชูที่ใช้แล้วลงถังขยะและล้างมือทันที
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิว : ทำความสะอาดพื้นผิวที่มักสัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ สวิตช์ไฟ และของเล่น
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด : หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ขนส่งสาธารณะ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยด้วย หรือถ้ามีความจำเป็น ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อไว้เสมอ
นอกจากนี้ หากพบว่าตัวเองป่วยควรพักอยู่ที่บ้านจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นและไม่มีไข้ติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หากไข้กลับมาอีกหรืออาการแย่ลง ควรแยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าอาการจะดีขึ้น เพื่อลดโอกาสในการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ไปสู่ผู้อื่น1
2. การรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยวัคซีนชนิดนี้จะช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย การเข้ารักษาในโรงพยาบาล และลดโอกาสการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ได้7,11
โดยวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตั้งแต่ในเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป และควรฉีดปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กลายพันธุ์ง่าย จึงต้องมีการปรับสูตรวัคซีนให้ตรงกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ โดยปัจจุบันในไทยนิยมใช้วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อที่ตายแล้ว มีให้เลือกใช้หลักๆ 2 ชนิดดังนี้7,11
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent) : สามารถป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ Influenza A สองสายพันธุ์ (H1N1 และ H3N2) และ Influenza B สองสายพันธุ์ (Victoria และ Yamagata) โดยวัคซีนชนิดนี้จะเหมาะกับการใช้งานในช่วงปีที่มีการระบาดของสายพันธุ์ B ทั้งสองชนิดในปีเดียวกัน17
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ (Trivalent) : สามารถป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Influenza A สองสายพันธุ์ (H1N1 และ H3N2) และ Influenza B สายพันธุ์ Victoria ถึงแม้จะครอบคลุมสายพันธุ์น้อยกว่า แต่ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมาไม่พบการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ Yamagata แล้ว ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC มองว่าการใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการป้องกันโรค6,17
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด High Dose สำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยวัคซีนชนิดนี้จะมีสารกระตุ้นภูมิมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั่วไปถึง 4 เท่า จึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น ลดโอกาสการเข้าโรงพยาบาลจากปอดอักเสบ รวมถึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้13
คำถามที่พบบ่อย
1. ไข้หวัดใหญ่กี่วันหาย?
โดยทั่วไปอาการเฉียบพลันอย่างไข้หรือปวดเมื่อยจะดีขึ้นภายใน 3-7 วัน แต่อาการอ่อนเพลียหลังไข้ลดอาจนานถึง 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว4
2. เป็นไข้หวัดใหญ่แล้วจะกลับมาเป็นซ้ำในปีเดียวกันได้อีกไหม?
หากเคยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกในปีเดียวกัน เนื่องจากไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นได้แม้ในช่วงฤดูเดียวกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เคยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ก็อาจมีโอกาสติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยติดได้อยู่7
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมซ้ำภายในฤดูกาลเดียวกันมีน้อยมาก เพราะเมื่อติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์นั้นโดยเฉพาะ ทำให้เมื่อได้รับเชื้ออีกครั้งระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้โอกาสในการติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์เดิมต่ำมาก หรือหากติดเชื้ออาการก็มักจะไม่รุนแรง8,9
3. กลุ่มโรคเรื้อรังอะไรบ้างที่ต้องระวังโรคไข้หวัดใหญ่เป็นพิเศษ
ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังดังนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหากติดโรคไข้หวัดใหญ่ ควรได้รับวัคซีนและปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรง3
- โรคปอดเรื้อรัง : เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ถุงลมโป่งพอง
- โรคหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง : เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน : ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2
- โรคทางระบบประสาทและพัฒนาการ : เช่น อัมพาตครึ่งซีก โรคหลอดเลือดสมอง ลมชัก ผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบาก
- โรคเลือดบางชนิด : เช่น ธาลัสซีเมียรุนแรง โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง : เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัดหรือฉายแสง ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง : มี BMI 40 หรือสูงกว่า
- โรคไตเรื้อรัง : โดยเฉพาะผู้ที่ต้องฟอกไตเป็นประจำ
- โรคตับเรื้อรัง : เช่น ไวรัสตับอักเสบ B ไวรัสตับอักเสบ C หรือโรคตับแข็ง
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่อาจดูเหมือนโรคประจำฤดูทั่วไป แต่จริงๆ แล้วสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว การป้องกันที่สำคัญที่สุดคือการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ควบคู่กับการดูแลสุขอนามัยที่ดี และถ้าหากมีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมทันที3,16