3. ราคาตรวจสุขภาพพนักงาน ปัจจัยที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ scaled

ราคาตรวจสุขภาพประจำปีพนักงาน: ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ตรวจสุขภาพประจำปีพนักงาน ราคาเท่าไหร่? นี่คือคำถามยอดฮิตของฝ่าย HR เพราะเป็นหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่มีประโยชน์ทั้งต่อตัวพนักงานเองและต่อองค์กร เพราะจะช่วยตรวจพบความเสี่ยง หรือสัญญาณโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ป้องกันและลดอัตราการลาป่วย เพิ่มโอกาสในการรักษา รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว

แต่หลายองค์กรยังไม่รู้ว่า ควรกำหนดงบประมาณเท่าไหร่ บางครั้งอาจเจอปัญหางบประมาณบานปลาย รายการตรวจไม่ตรงกับลักษณะงาน หรือทราบแค่ราคาแพ็กเกจ แต่เมื่อตัดสินใจตรวจจริง กลับพบค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย สารพัดปัญหาที่ฝ่าย HR ต้องจัดการ

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่า ตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี ราคา ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ปัจจัยที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ และควรวางแผนอย่างไรให้คุ้มค่าและเหมาะกับองค์กรที่สุด

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาตรวจสุขภาพพนักงานมีอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพสำหรับพนักงาน มีช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้าง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

  1. จำนวนพนักงาน: ตามปกติยิ่งพนักงานมีจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการตรวจมักถูกลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายส่งเสริมการขายของโรงพยาบาล หรือคลินิกแต่ละแห่ง
  2. รายการตรวจสุขภาพหรือแพ็กเกจที่เลือก: รายการตรวจสุขภาพแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักๆ
    • รายการตรวจพื้นฐาน เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาค่าต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ ไต ฯลฯ
    • รายการตรวจเชิงลึกหรือการตรวจที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ เช่น การตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจคัดกรองมะเร็งต่างๆ CT Scan หรือ MRI ฯลฯ

โดยทั่วไปการตรวจรายการพื้นฐานจะมีราคาถูกกว่า แต่รายการตรวจเชิงลึกจะมีราคาสูงกว่า ทั้งนี้การเลือกแพ็กเกจหรือรายการตรวจสำหรับพนักงาน ฝ่าย HR อาจพิจารณาจากความเสี่ยง ตำแหน่งหรือหน้าที่ของพนักงานแต่ละคน และเลือกรายการที่เหมาะสมกับพนักงานมากที่สุด

  1. รูปแบบการตรวจ: รูปแบบการตรวจสุขภาพพนักงานมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ
    • การตรวจสุขภาพที่คลินิกหรือโรงพยาบาล (Offsite) คือการที่บริษัทติดต่อกับสถานพยาบาล เพื่อซื้อแพ็กเกจ พร้อมกำหนดช่วงวันและเวลาให้พนักงานเดินทางไปตรวจเอง ณ สถานพยาบาลนั้นๆ ได้ตามสะดวก
    • การตรวจสุขภาพที่บริษัท (Onsite) คือการที่บริษัทติดต่อกับสถานพยาบาล มาจัดตรวจสุขภาพให้พนักงาน ณ บริษัทพร้อมกันภายใน 1-2 วัน โดยที่พนักงานไม่ต้องไปเดินทางไปตรวจที่สถานพยาบาลเอง บริษัทขนาดใหญ่ ที่มีพนักงานจำนวนมาก มักเลือกรูปแบบนี้
  2. ค่าแพทย์ และค่าบริการของสถานพยาบาล อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพเช่นกัน เพราะการตรวจสุขภาพแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจที่คลินิกหรือโรงพยาบาล หรือตรวจที่บริษัท จำเป็นจะต้องมีค่าแพทย์ ที่ทำหน้าที่ตรวจร่างกาย ให้คำปรึกษาและวินิจฉัยโรค รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เช่น พยาบาล และนักเทคนิคการแพทย์ ช่วยอำนวยความสะดวกด้วย
  3. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยทั่วไป มักเป็นค่าใช้จ่ายของการตรวจสุขภาพแบบ Onsite เช่น กรณีที่บริษัทตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด หรือพื้นที่ห่างไกล อาจมีค่าเดินทาง ค่าขนส่งอุปกรณ์ ค่าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าล่วงเวลาเพิ่มเติม เป็นต้น
  4. ช่วงเวลาที่ต้องการตรวจสุขภาพ ช่วงเวลาก็มีผลต่อราคาเช่นกัน โดยช่วงปลายปีและต้นปี เป็นช่วงที่หลายบริษัทมักจัดให้มีการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี ทำให้มีความต้องการสูง ราคาจึงมักปรับสูงขึ้นตาม

ตรวจสุขภาพพนักงานประจำปีผ่าน HDmall ราคาเท่าไหร่?

แพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีบริษัทที่ HDmall ให้บริการมี 1 รูปแบบ ได้แก่ บริการตรวจสุขภาพที่คลินิก/โรงพยาบาล โดยมีราคาเริ่มต้น 690 บาท  สำหรับการตรวจที่แล็บหรือคลินิก และราคาเริ่มต้น 1,299 บาท สำหรับการตรวจที่โรงพยาบาล HR สามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจ สถานพยาบาลที่สะดวก และจองแพ็กเกจให้พนักงานด้วยตัวเองได้ที่  https://hdmall.co.th/highlight/health-checkup-oneprice

ตัวอย่างคลินิกและโรงพยาบาลที่ให้บริการ (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.ย. 2569)

ประเภทแล็บ/คลินิก

  1.  N Health
  2. Bangkok Anti-Aging Center
  3. Harmony Life Center
  4. Life Balance Methodology
  5. MedConsult Bangkok Medical Clinic

ประเภทโรงพยาบาล

  1. โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ พระราม 4
  2. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง
  3. โรงพยาบาลรวมใจรักษ์
  4. โรงพยาบาลนวมินทร์ 9
  5. โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ

เคล็ดลับลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพพนักงาน

หลายๆ บริษัท อาจมีงบประมาณในการตรวจสุขภาพพนักงานอย่างจำกัด แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังคงต้องการมอบสวัสดิการให้พนักงานทุกๆ คนอย่างครบถ้วน

เทคนิคการลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพพนักงานให้เหมาะสมกับงบประมาณ แต่ยังคงคุ้มค่า มีดังนี้

1. จัดกลุ่มพนักงาน และแบ่งแพ็กเกจตามลักษณะงาน

พนักงานแต่ละคนไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพเหมือนกันทุกรายการ ฝ่าย HR สามารถจัดกลุ่มพนักงานตามความเสี่ยง ตำแหน่งหน้าที่ เพื่อเลือกแพ็กเกจหรือรายการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมที่สุด ตัวอย่างดังนี้

  • พนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ ซึ่งมักมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคกลุ่ม NCDs* ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น กินหวาน มัน เค็มจัด ขาดออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ควรเลือกรายการตรวจพื้นฐาน ที่ครอบคลุมการตรวจระดับน้ำตาล ไขมัน ตับ ไต ยูริก เป็นต้น
  • พนักงานที่ทำงานในโรงงานหรือฝ่ายผลิต ซึ่งอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง ต้องทำงานกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับโลหะหนัก หรือสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เป็นต้น พนักงานกลุ่มนี้ จำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองเฉพาะทางตามปัจจัยเสี่ยง เช่น ตรวจการได้ยิน ตรวจปอด ตรวจระดับการมองเห็น ตรวจหาค่าสารเคมีหรือโลหะหนักในร่างกาย เป็นต้น

นอกจากนี้ฝ่าย HR ยังสามารถเพิ่มทางเลือกรายการตรวจเชิงลึก เช่น ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดต่างๆ ฯลฯ สำหรับพนักงานที่ต้องการตรวจรายการอื่นๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากที่บริษัทกำหนดไว้

โดยฝ่าย HR อาจติดต่อกับสถานพยาบาล เพื่อขอส่วนลด หรือราคาพิเศษสำหรับพนักงาน ซึ่งพนักงานสามารถเลือกรายการตรวจเพิ่มได้ และจ่ายเงินเพิ่มเองในราคาที่ถูกกว่า โดยบริษัทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

*โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs – Non-Communicable Diseases) คือกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่พัฒนาช้าๆ และเรื้อรังจากการใช้พฤติกรรมชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น

2. รวมการตรวจเป็นรอบเดียว

โดยส่วนใหญ่ หากจำนวนพนักงานมาก ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพต่อหัว ก็จะถูกลง ฉะนั้นการจัดให้มีการตรวจสุขภาพพร้อมกับทั้งบริษัท ฝ่าย HR ก็มีแนวโน้มที่จะต่อรองราคาได้ง่ายกว่า

3.วางแผนการตรวจล่วงหน้า

การตรวจสุขภาพสำหรับพนักงาน องค์กรส่วนใหญ่มักจัดโครงการในช่วงปลายปี หรือต้นปี ซึ่งถือเป็นช่วง High Season ค่าใช้จ่ายในการตรวจจึงสูงกว่าปกติเล็กน้อย นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาเรื่องการจัดสรรคิว นัดหมายวันเวลาอีกด้วย เพราะบริษัทหลายๆ แห่ง มักเลือกช่วงเวลาตรวจที่ใกล้เคียงกัน

ดังนั้นการวางแผนการตรวจล่วงหน้า หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่เป็น High Season บริษัทมักได้ราคาที่คุ้มค่ากว่า และไม่ต้องเสียเวลาในการจัดสรรคิวอีกด้วย

4. เปรียบเทียบราคา หาข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุด

สถานพยาบาลแต่ละแห่ง มักมีรายการตรวจ แพ็กเกจ และข้อเสนอที่แตกต่างกันออกไป ฝ่าย HR ควรติดต่อขอใบเสนอราคาอย่างน้อย 2-3 แห่ง เพื่อมาเปรียบเทียบความคุ้มค่า โดยมีเช็กลิสต์ในการเปรียบเทียบข้อมูล ดังนี้

  • รายการตรวจครอบคลุม ครบตามความต้องการหรือไม่
  • รวมค่าแพทย์ ค่าบริการหรือไม่
  • รวมค่ารายงานสรุปหรือไม่
  • มีการกำหนดจำนวนพนักงานขั้นต่ำหรือไม่
  • กรณีตรวจแบบ Onsite มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมอะไรบ้าง เช่น ค่าเดินทาง ค่าบริการนอกสถานที่ เป็นต้น

คำแนะนำจาก HR มืออาชีพ

HR ที่มีประสบการณ์ในการจัดโครงการตรวจสุขภาพพนักงานมาหลายครั้ง ก่อนตัดสินใจเลือกตรวจกับสถานพยาบาลใด มักพิจารณา 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้

  1. ความคุ้มค่า แม้ว่าราคาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ แต่ฝ่าย HR ที่มีประสบการณ์ มักจะไม่เลือกข้อเสนอที่ถูกที่สุด แต่จะเลือกข้อเสนอ “เหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด” เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับพนักงานและองค์กร
  2. ความสะดวกของพนักงาน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากพนักงานรู้สึกว่าการตรวจสุขภาพแต่ละครั้งมีความยากลำบาก ต้องลางาน หรือเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาจทำให้พนักงานไม่สนใจ หรือไม่อยากเข้ารับการตรวจสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเสียงบประมาณ และเสียเวลาจัดโครงการโดยไม่เกิดประโยชน์
  3. รายงานสรุปสำหรับองค์กร หลังจากที่ตรวจสุขภาพเสร็จสิ้น บางสถานพยาบาลอาจมีรายงานสรุปผลการตรวจสุขภาพของพนักงานโดยภาพรวม รวมทั้งวิเคราะห์ความเสี่ยงหรืออัตราการเจ็บป่วยของพนักงาน ซึ่งข้อมูลนี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อองค์กรค่อนข้างมาก เพราะสามารถนำมาวางแผนการดูแลสุขภาพ หรือสวัสดิการของพนักงานในอนาคต

บริการสวัสดิการพนักงานอื่นๆ จาก HDmall ที่บริษัทคุณอาจสนใจ

นอกจากบริการตรวจสุขภาพแล้ว HDmall ยังมีบริการสวัสดิการสำหรับองค์กรอื่นๆ ที่ช่วยให้บริษัทดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานได้ครอบคลุม ตรงใจพนักงาน ในราคาที่คุ้มค่า

โครงการ HDmall Workplace Wellness Solutions  (ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับบริษัท)

โครงการส่งเสริมสวัสดิการพนักงานแบบยืดหยุ่นจาก HDmall ช่วยให้บริษัทดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตพนักงานได้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานแต่ละคนมากยิ่งขึ้น เพิ่มเติมจากสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว โดย HDmall จะมอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 10% ให้กับพนักงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทันตกรรม และความงาม ในส่วนที่สวัสดิการปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม 

สมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิ์ให้พนักงานหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://hdmall.co.th/c/wws-register

Scroll to Top