loratadine

Loratadine (ลอราทาดีน)

ลอราทาดีน (Loratadine) เป็นยาแก้แพ้ชนิดหนึ่ง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ยาต้านฮีสทามีน มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสทามีน ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ และก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมา เช่น จาม น้ำมูกไหล ผื่นคัน ลมพิษ ยานี้จึงช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้

สรรพคุณยา Loratadine

ยาลอราทาดีนมีจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป และมีทั้งในรูปแบบยาเม็ด ยาแคปซูล และยาน้ำเชื่อม นิยมใช้แบบเม็ดขนาด 10 mg

  • รักษาโรคภูมิแพ้ ลดอาการคัน จาม น้ำมูกไหล อาการคัดจมูก
  • รักษาโรคลมพิษ ลดอาการคัน ป้องกันผื่นแพ้ขึ้นผิวหนัง
  • รักษาาอาการแพ้จากผิวหนัง ลดอาการคัน การบวมที่เกิดจากการแพ้

ปริมาณการใช้ยา Loratadine

  • เด็กอายุ 2-5 ปี รับประทานชนิดน้ำ 5 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง โดยยาน้ำส่วนใหญ่จะมีความเข้มข้น 5 มิลลิกรัม ต่อ 5 มิลลิลิตร
  • เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป รับประทานยา 10 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง สามารถใช้ได้ทั้งยารูปแบบเม็ดและแคปซูล
  • ผู้ใหญ่ รับประทานยา 10 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง เป็นเหตุผลที่ยา Loratadine ชนิดเม็ดส่วนใหญ่ มีขนาด 10 มิลลิกรัม เพื่อให้สะดวกในการรับประทานเพียงวันละครั้ง

ถึงปกติ Loratadine ทานแบบเม็ด 10 mg วันละหนึ่งครั้ง แต่ไม่ควรซื้อทานเอง ควรกินยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา

ข้อควรระวังในการใช้ยา Loratadine

  • แพ้ยานี้ หรือยาเดสลอราทาดีน (Desloratadine)
  • มีภาวะทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางเมตาบอลิซึมของร่างกายชนิด Phenylketonuria (PKU) ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการย่อยกรดฟีนิลอะลานีน เนื่องจากยา Loratadine รูปแบบที่เคี้ยวได้อาจมีกรดฟีนิลอะลานีนเป็นส่วนผสม
  • มีภาวะไตวายหรือตับวาย
  • ห้ามใช้ยานี้รักษาตุ่มผื่นหรือลมพิษที่มีการฟกช้ำ พุพอง มีสีผิดปกติ หรือผื่นลมพิษที่ไม่มีอาการคัน และควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการในลักษณะดังกล่าว
  • ควรหยุดใช้ยานี้หากอาการผื่นลมพิษไม่ดีขึ้นภายใน 3 วันหลังจากเริ่มใช้ยา หรือในกรณีที่มีผื่นลมพิษมานานกว่า 6 สัปดาห์ และควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของผื่นที่เกิดขึ้น

การใช้ยา Loratadine ในหญิงตั้งครรภ์

ยาลอราทาดีนจัดเป็นยาในกลุ่ม B สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และเมื่อมารดารับประทานยานี้ ตัวยาจะผ่านไปยังน้ำนมน้อยมาก คุณจึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ยานี้ได้

แต่ควรเฝ้าระวังอาการที่ไม่พึงประสงค์ของทารกด้วย เช่น ง่วงซึม ดูดนมยาก น้ำหนักลด เป็นต้น และไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องระยะยาวในระหว่างที่ให้นมบุตร

ปฎิกิริยาของ Loratadine ต่อยาอื่น

  • ก่อนใช้ยานี้ ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรเกี่ยวกับยา วิตามิน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และสมุนไพรใดๆ ที่กำลังใช้อยู่
  • ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาราโนลาซีน (Ranolazine) ซึ่งเป็นยาสำหรับรักษาโรคหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง
  • ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ Loratadine ร่วมกับยาต่อไปนี้
    • อะมิโอดาโรน (Amiodarone)
    • ดารูนาเวียร์ (Darunavir)
    • ดาซาทินิบ (Dasatinib)

การใช้ Loratadine ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การใช้ยาลอราทาดีน ร่วมกับแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดอาการมึนงง ปากแห้ง ตาแห้ง (ซึ่งอาจมีผลต่อการมองเห็น) จึงควรหลีกเลี่ยงร่วมกับการใช้ร่วมกัน

การกิน Loratadine ร่วมกับน้ำเกรปฟรุ๊ต

ลอราทาดีนและน้ำเกรปฟรุ๊ตต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ตับด้วยกลไกแบบเดียวกัน จึงมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อระดับยา Loratadine ในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

ทำอย่างไรเมื่อลืมกินยา?

หากลืมรับประทานยานี้ ควรรับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ และไม่เกิน 5 มิลลิกรัมในเด็กอายุ 2-5 ปี

การใช้ยาเกินขนาด

  • การใช้ยานี้มากกว่าปริมาณที่แนะนำ (10 มิลลิกรัม/วัน) จะเสี่ยงทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น เช่น ง่วงนอนอย่างรุนแรง หัวใจเต้นถี่ขึ้น ปวดศีรษะ
  • ส่วนเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปที่กินยานี้มากกว่า 10 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเริ่มมีอาการเคลื่อนที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน
  • หากคุณกินยาเกินขนาด หรือมีอาการที่อาจเกิดจากการกินยาเกินขนาดดังที่กล่าวมา ควรรีบไปพบแพทย์แผนกฉุกเฉินทันที

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Loratadine

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยานี้ ได้แก่ ง่วงนอน อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะ Paradoxical ที่ตรงข้ามกับอาการง่วงนอน อย่างความรู้สึกตื่นเต้นหรือกระวนกระวายใจจากการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางได้

หากพบผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

  • ภาวะตับถูกทำลาย หรือตับอักเสบ
  • เกิดปฏิกิริยาแพ้ยาอย่างรุนแรง (Anaphylaxis) เช่น มีอาการแน่นหน้าอกหรือหายใจลำบาก ความดันโลหิตลดต่ำ บวมตามใบหน้า คอ ปาก ลิ้น
  • เป็นลมหมดสติ
  • ชัก
  • มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)

Loratadine สำหรับสุนัข

  • Loratadine ไม่ได้ทำให้เกิดอาการง่วงนอนเท่ายา Diphenhydramine จึงสามารถใช้ยานี้รักษาอาการภูมิแพ้ในสุนัขได้
  • ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนใช้ยานี้กับสุนัข และไม่ควรใช้ยานี้ หากสุนัขมีโรคตับ
  • ไม่ควรให้สุนัขกินยานี้ร่วมกับยาอื่นๆ เช่น ยาแก้แพ้ตัวอื่น ยาไซเมทิดีน (Cimetidine) ยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) หรือยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) เพราะยาเหล่านี้อาจทำปฏิกิริยากันจนเกิดผลข้างเคียงหรือส่งผลต่อฤทธิ์ยาได้
  • ควรให้สุนัขกินยานี้ในรูปแบบแคปซูลหรือยาเม็ดเท่านั้น เพราะยาชนิดน้ำจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจแรงเกินไปสำหรับสุนัข

การเก็บรักษายา Loratadine

  • เก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิม ปิดภาชนะให้สนิท และเก็บให้พ้นจากเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • เก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้องโดยไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส เช่น บริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรง และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น ทิ้งยานี้เมื่อยาหมดอายุ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Loratadine

1. ยา Loratadine และยาเซทิริซีน (Cetirizine) ต่างกันอย่างไร 

ตอบ: ยาทั้ง 2 ชนิดเป็นยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสทามีน (Antihistamine) รุ่นที่ 2 เหมือนกัน ซึ่งจะส่งผลให้ง่วงน้อยกว่ายาต้านฮิสทามีนรุ่นเก่า แทบมีฤทธิ์คล้ายกันทั้งในด้านการรักษาและผลข้างเคียง แต่จากการศึกษาพบว่ายาเซทิริซีนทำให้ง่วงมากกว่า

2. ยา Loratidine ที่หมดอายุแล้ว ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ 

ตอบ: ไม่ควรใช้ยาหลังจากวันหมดอายุที่กำหนดข้างฉลาก เนื่องจากประสิทธิภาพของยาอาจลดลง

3. ยานี้ทำให้น้ำหนักเพิ่มหรืออ้วนขึ้นได้หรือไม่

ตอบ: ไม่มีข้อมูลระบุว่ายานี้จะทำให้น้ำหนักเพิ่ม คุณควรปรึกษาแพทย์หากพบอาการข้างเคียงดังกล่าวหลังจากใช้ยานี้

4. มีอาการจามและเคืองตาตลอดเวลา สามารถใช้ยานี้รักษาได้หรือไม่

ตอบ: สามารถใช้ได้ โดยอ่านรายละเอียดข้อบ่งใช้และอาการข้างเคียงของยาข้างต้น

5. ตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวตั้งแต่กิน Alavert ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหรือไม่

ตอบ: อาการปวดหัวเป็นอาการข้างเคียงที่ได้พบบ่อยจากการใช้ยา Alavert (Loratadine)

6. มีอาการปวดศีรษะเนื่องจากโพรงจมูกอักเสบ แพทย์จ่ายยาแก้แพ้ชนิดใหม่คือ Loratadine ถ้ากินทุกวัน ยาตัวนี้จะทำให้โพรงจมูกแห้งเกินไปหรือไม่

ตอบ: อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นอาจมาจากการแพ้ ส่วนอาการปากแห้งจมูกแห้งนั้นเป็นอาการข้างเคียงของยา Loratadine

7. เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย เภสัชกรเลยให้ใช้ Loratadine 10 มิลลกรัม แทน Allegra 180 มิลลิกรัม ยาสองตัวนี้เหมือนกันไหม และจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่

ตอบ: ยาทั้งสองตัวเป็นยาแก้แพ้ในรุ่นที่ 2 (Non-sedating) ทั้งคู่ ใช้รักษาอาการแพ้เหมือนกัน แต่การตอบสนองต่อยาแต่ละตัวในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ทางที่ดีจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยานี้ และแจ้งให้ทราบถึงยาอื่นๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือสมุนไพรทุกตัวที่กำลังใช้อยู่ด้วย

8. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกิน Loratadine เพื่อรักษาอาการไข้ แต่พบเลือดปนในอุจจาระเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน อาการนี้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ยาหรือไม่

ตอบ: ไม่มีข้อมูลระบุว่ายานี้ทำให้อุจจาระปนเลือด จึงเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากภาวะริดสีดวงทวารหรือการยกของหนักเกินไป

9. สามารถกินยา Loratadine ได้ทุกวันหรือไม่

ตอบ: ควรกินยานี้วันละ 1 ครั้งเวลาไหนก็ได้ แต่ไม่ควรกินเพิ่มภายใน 24 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน และหากใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคไต ควรมีการปรับระดับยาด้วย

ยาลอราทาดีนช่วยบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้ แต่วิธีรักษาและป้องกันที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เพื่อไม่ให้เกิดการกระตุ้นจนอาการแพ้กำเริบ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จึงควรรู้ว่า ตนแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด และระดับความรุนแรงในการแพ้มากน้อยแค่ไหน

Scroll to Top