แม้คุณแม่หลายคนจะได้รับวัคซีน RSV ระหว่างช่วงตั้งครรภ์เพื่อช่วยส่งต่อภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว1 แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า หลังคลอดลูก ลูกยังจำเป็นต้องรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพิ่มอีกหรือไม่? บทความนี้จึงจะพาไปไขข้อสงสัยนี้กัน พร้อมกับพาไปทำความเข้าใจว่า วัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วยป้องกันลูกน้อยได้มากแค่ไหน แตกต่างจากภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอย่างไร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ RSV ให้กับลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม
RSV คืออะไร ทำไมถึงอันตรายต่อลูกน้อย?
เชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) คือเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้บ่อยในเด็กเล็กและสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง1
โดยอาการเมื่อติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงแรกอาจคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป เช่น มีน้ำมูก ไอ หรือมีไข้ แต่ในทารกและเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่ระบบทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อไวรัส RSV อาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และอาจนำไปสู่ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้1,2,3
ทำไมทารกถึงมีความเสี่ยงต่อเชื้อไวรัส RSV ตั้งแต่แรกเกิด?
ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อไวรัส RSV ที่มีความรุนแรง1 เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่2 โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเปราะบางต่อการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนมากที่สุด โดยพบว่าเกือบ 50% ของการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV ในทารก เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรกของชีวิต4
นอกจากนี้ เชื้อไวรัส RSV ยังมีระยะฟักตัวประมาณ 4-6 วัน1 ทำให้ทารกสามารถติดเชื้อได้ทันทีหลังคลอด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV มีอายุน้อยที่สุดคือเพียง 8 วันหลังคลอดเท่านั้น5
ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงจากเชื้อไวรัส RSV สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารกตั้งแต่ก่อนคลอดผ่านการได้รับวัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส RSV
วัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วยป้องกันลูกน้อยได้อย่างไร?
การรับวัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายของคุณแม่สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส RSV จากนั้นภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ถูกส่งผ่านทางรกไปยังทารกในครรภ์ ทำให้ลูกน้อยมีภูมิคุ้มกันตั้งแต่ก่อนคลอด1 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะทารกแรกเกิดยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาไม่เต็มที่และมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงจาก RSV ได้ง่าย2
การที่คุณแม่ได้รับวัคซีน RSV ระหว่างตั้งครรภ์จึงช่วยลดโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อรุนแรง รวมถึงช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไวรัส RSV ได้ตั้งแต่ลมหายใจแรกของชีวิต1
ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปต่างจากวัคซีน RSV อย่างไร?
แม้ว่าทั้งวัคซีน RSV และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กเล็ก แต่ทั้ง 2 วิธีมีหลักการทำงานและกลุ่มที่เหมาะสมแตกต่างกัน ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป | วัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์ |
| ผู้ที่ได้รับ | ทารกหรือเด็กเล็ก (ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 2 ปี)6 | หญิงตั้งครรภ์ (ช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์)8 |
| หลักการทำงาน | ให้แอนติบอดีสำเร็จรูปแก่เด็กโดยตรง ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันทันที6 | กระตุ้นให้ร่างกายคุณแม่สร้างภูมิคุ้มกัน แล้วส่งต่อให้ลูกผ่านทางรก1 |
| ระยะเวลาคุ้มครอง | ป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้นาน 5-6 เดือน6 | ป้องกันทารกแรกเกิดได้นานอย่างน้อย 6 เดือนหลังคลอด9 |
| จุดเด่น | เหมาะสำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่ได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ตั้งแต่ในครรภ์7 | ช่วยป้องกันลูกน้อยจากเชื้อไวรัส RSV และลดความรุนแรงของโรคได้ตั้งแต่ลมหายใจแรก8 |
แม่รับวัคซีน RSV แล้ว ลูกยังจำเป็นต้องรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอีกไหม?
หากคุณแม่ได้รับวัคซีน RSV ในช่วงตั้งครรภ์อย่างเหมาะสมและครบถ้วนแล้ว โดยทั่วไปลูกน้อยไม่จำเป็นต้องได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพิ่มเติม เนื่องจากมีการส่งต่อภูมิคุ้มกันจากแม่สู่ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัส RSV รุนแรงในช่วงแรกหลังคลอดได้8
อย่างไรก็ตาม ในทารกบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคหัวใจ แพทย์อาจยังพิจารณาให้ได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพิ่มเติม เพื่อเสริมการป้องกันเชื้อไวรัส RSV ให้เหมาะสมกับสุขภาพของเด็กแต่ละราย5
วัคซีน RSV มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน?
วัคซีน RSV ในหญิงตั้งครรภ์มีประสิทธิภาพในการช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ RSV รุนแรงในทารก1 โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เด็กยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย2
จากข้อมูลการศึกษายังพบว่า วัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าโรงพยาบาล การป่วยรุนแรง และความเสี่ยงที่ทารกต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ รวมถึงผลการศึกษายังยืนยันประสิทธิภาพในการป้องกันโรค RSV ในทารกได้ต่อเนื่องจนถึงอายุ 6 เดือน พร้อมทั้งไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมจากการติดตามระยะยาวของการศึกษาอีกด้วย9
คำแนะนำของประเทศไทยเกี่ยวกับการป้องกัน RSV ในทารก
ปัจจุบันยังไม่มียารักษา RSV โดยเฉพาะ ทำให้การป้องกันโรคเป็นสิ่งสำคัญ โดยแนวทางของประเทศไทยนอกจากการดูแลสุขอนามัยหรือหลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยแล้ว ยังมีทางเลือกในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยป้องกันเชื้อไวรัส RSV ในทารกและเด็กเล็ก6 ดังนี้
- รับวัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์: ปัจจุบันราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้คุณแม่รับวัคซีน RSV ชนิด 2 สายพันธุ์ ในช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังทารกในครรภ์และช่วยให้ทารกมีภูมิคุ้มกันตั้งแต่ลมหายใจแรก10
- รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับ RSV: เป็นการให้แอนติบอดีสำเร็จรูปกับทารกโดยตรง แนะนำสำหรับทารกแรกเกิดถึงอายุ 2 ปี รวมถึงทารกที่คลอดก่อนกำหนด6
ทั้งนี้การเลือกแนวทางป้องกันเชื้อไวรัส RSV ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของคุณแม่และทารกแต่ละราย โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงหรือทารกคลอดก่อนกำหนด แนะนำให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือกุมารแพทย์ เพื่อวางแผนการป้องกันที่เหมาะสม6
ดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัส RSV ด้วยการป้องกันที่เหมาะสม
สรุปแล้ว หากคุณแม่ได้รับวัคซีน RSV ระหว่างตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยทั่วไปทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางรก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัส RSV รุนแรงในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอดได้ อย่างไรก็ตามในทารกบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คลอดก่อนกำหนด มีโรคหัวใจ หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ แพทย์อาจยังพิจารณาให้ได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพิ่มเติม เพื่อเสริมการป้องกันให้เหมาะสมกับสุขภาพของเด็กแต่ละราย6
ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งวัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับทารก ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการช่วยลดความรุนแรงของโรค RSV ในเด็กเล็ก6 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการป้องกันที่เหมาะสมกับลูกน้อยมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
วัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์กับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในทารก เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไหม
โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้เลือกใช้ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งการรับวัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์หรือการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในทารก อย่างไรก็ตามในทารกกลุ่มเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพิ่มเติม แม้ว่าคุณแม่จะได้รับวัคซีน RSV มาแล้วก็ตาม6
ควรเลือกรับอะไรดีระหว่างวัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์ กับ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในทารก
ทั้งวัคซีน RSV ในคุณแม่ตั้งครรภ์และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในทารกต่างเป็นทางเลือกในการป้องกันเชื้อไวรัส RSV ที่มีประสิทธิภาพ โดยการรับวัคซีนในช่วงตั้งครรภ์จะช่วยให้คุณแม่ส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปยังทารกได้ตั้งแต่แรกเกิด ทำให้ทารกได้รับการปกป้องตั้งแต่ลมหายใจแรก ในขณะที่ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปจะให้แก่ทารกโดยตรงหลังคลอด6
ดังนั้นการเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความพร้อมในการเข้าถึงบริการ ค่าใช้จ่าย และคำแนะนำทางการแพทย์ของแต่ละราย คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองและทารกมากที่สุด11
ภูมิคุ้มกันจากแม่ที่รับวัคซีน RSV อยู่ได้นานแค่ไหน?
ภูมิคุ้มกันจากคุณแม่ที่ได้รับวัคซีน RSV ระหว่างตั้งครรภ์จะช่วยปกป้องทารกได้ดีในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงมากที่สุด8
PP-A1G-THA-0456
บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
1 อาคารพาร์ค สีลม ชั้น 27 ห้อง 2701-2704 และ 2707-2708 ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 โทรศัพท์ 02-761-4555
*โปรดปรึกษาแพทย์/เภสัชกรเพิ่มเติมหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคหรือการใช้ยา








