akram huseyn fKC9eWRnlGY unsplash scaled e1769669727659

สิวเรื้อรัง ท้องอืด ปวดหัวบ่อย สัญญาณ “ภาวะไวต่ออาหาร Food Sensitivity”

เคยไหม กินอาหารบางอย่างแล้วไม่สบายท้อง ท้องอืด ผื่นขึ้น สิวขึ้น เหนื่อยง่าย ปวดหัว หรือรู้สึกอ่อนเพลียแบบไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็ไม่ถึงขั้นมีอาการรุนแรง จนหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเกิดจากความเครียด แต่จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ ภาวะไวต่ออาหาร (Food Sensitivity) หรือที่บางคนเคยได้ยินในชื่อ ภูมิแพ้อาหารแฝง 

Food Sensitivity คืออะไร ต่างจากการแพ้อาหารไหม ส่งผลกระทบยังไงต่อชีวิตบ้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไวต่ออาหารชนิดไหน บทความนี้มีคำตอบ

ภาวะไวต่ออาหาร (Food Sensitivity) คืออะไร?

ภาวะไวต่ออาหาร (Food Sensitivity) หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) คือ อาการไวต่ออาหารแบบเรื้อรัง ซึ่งเมื่อรับประทานอาหารบางชนิดเข้าไปแล้ว จะไม่ทำให้เกิดอาการในทันที แต่ถ้ารับประทานอาหารติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติตามมา

ภาวะไวต่ออาหารนี้ สามารถเกิดขึ้นได้หลายระบบในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท หรือระบบทางเดินหายใจ เป็นอาการที่ไม่รุนแรง แต่เรื้อรัง เช่น ท้องเสีย ท้องเฟ้อ ปวดหัวเรื้อรัง ปวดไมเกรน ไอจาม หรือสิวอักเสบ

ลักษณะเด่นของ Food Sensitivity คือ

  • อาการไม่แสดงทันทีหลังรับประทาน
  • อาจใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน กว่าจะเกิดอาการ
  • อาการไม่รุนแรงเฉียบพลัน แต่เป็นเรื้อรัง

ด้วยอาการที่ไม่ได้แสดงชัดเจนทั้งหมดนี้ ทำให้หลายคนไม่รู้ว่า อาหาร อาจเป็นต้นเหตุของอาการที่เกิดขึ้น ซ้ำยังไม่รู้ด้วยว่า ตัวเองมีภาวะไวต่ออาหารชนิดใดบ้าง

Food Sensitivity เกิดจากอะไร?

Food Sensitivity หรือ ภาวะไวต่ออาหาร เกิดจากร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG (Immunoglobulin G) ขึ้นมาต่อต้านอาหารที่รับประทานเข้าไป โดย IgG จะเข้าใจผิดว่าอาหารเป็นสิ่งแปลกปลอม และเข้าไปกำจัด ส่งผลให้เนื้อเยื่อตามส่วนต่างๆ ถูกทำลายและเกิดการอักเสบตามไปด้วย

กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตราบใดที่ยังรับประทานอาหารชนิดนั้นอยู่ จนกระทั่งอวัยวะส่วนนั้นเสียหาย และทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นมา

ภาวะไวต่ออาหาร ต่างจาก การแพ้อาหาร อย่างไร?

หลายคนมักสับสนระหว่าง Food Sensitivity กับ Food Allergy (การแพ้อาหาร) แต่ทั้งสองภาวะนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน

การแพ้อาหาร (Food Allergy)

  • เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ภายในไม่กี่นาทีหลังรับประทานอาหาร หรือสัมผัสอาหารชนิดนั้น
  • มีอาการค่อนข้างรุนแรง เช่น ลมพิษ ปากบวม ตาบวม อาเจียน ท้องเสีย ช็อค หายใจติดขัด หอบ
  • ต้องรีบไปพบแพทย์และรักษาทันที เพราะอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารนั้นอย่างเคร่งครัด

Food Sensitivity (ภาวะไวต่ออาหาร)

  • อาการเกิดช้า ไม่เฉียบพลัน
  • อาการไม่รุนแรง แต่มีอาการหลากหลาย เช่น ท้องอืด เป็นสิวเรื้อรัง ปวดหัวบ่อยๆ น้ำหนักขึ้นหรือลดผิดปกติ
  • สามารถจัดการได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องรีบพบแพทย์

อาการที่เป็นสัญญาณเตือน ภาวะไวต่ออาหาร

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าภาวะไวต่ออาหารนั้น มีอาการที่หลากหลาย โดยสามารถแสดงอาการได้ในหลายระบบ ดังนั้น

  • ระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสียสลับท้องผูก
  • ระบบผิวหนัง เช่น สิวอักเสบเรื้อรัง ผื่นคันไม่ทราบสาเหตุ ผิวแห้ง
  • ระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน มึนงง
  • ระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง
  • ร่างกายทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้นง่าย-ลงยาก ตัวบวม

การตรวจ Food Sensitivity คืออะไร?

การตรวจ Food Sensitivity คือการตรวจเลือดเพื่อดูระดับภูมิคุ้มกันชนิด IgG ต่ออาหารแต่ละชนิด โดยจะช่วยระบุว่า ร่างกายของเรา “ไว” ต่ออาหารชนิดใดบ้าง เป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการค้นหาต้นเหตุ โดยไม่ต้องเดาสุ่ม

ผลการตรวจจะแสดงเป็นระดับความรุนแรง ทำให้สามารถวางแผนการงดอาหารได้อย่างตรงจุด

  • ระดับสูง (สีแดง) หมายถึง ร่างกายมีการสร้าง IgG ในระดับสูง หากรับประทานจะทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายเกิดการอักเสบ ควรงดรับประทาน 3-6 เดือน
  • ระดับปานกลาง (สีเหลือง) หมายถึง ร่างกายมีการสร้าง IgG ในระดับปานกลาง สามารถรับประทานได้สัปดาห์ละครั้ง และควรหมุนเวียนอาหารไปเรื่อยๆ ในช่วง 3 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเพิ่มขึ้นจนเป็นระดับสีแดง
  • ระดับปกติ (สีเขียว) หมายถึง ไม่มีอาการไวต่ออาหาร สามารถรับประทานได้ปกติ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และหลากหลาย ไม่รับประทานอาหารประเภทเดิมๆ ติดต่อกัน เพราะอาจทำให้เกิดอาการได้

ทั้งนี้อาหารที่มักก่อให้เกิดภาวะไวต่ออาหาร ได้แก่

  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต เนย ครีม เวย์
  • เมล็ดธัญพืชที่มีกลูเตน เช่น ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต
  • สมุนไพรหรือเครื่องเทศ
  • ไข่
  • ถั่วในกลุ่มทรีนัต (Tree nuts) เช่น อัลมอนด์ ฮาเซลนัท วอลนัท มะม่วงหิมพานต์ พีแคน
  • อาหารทะเล
  • ผัก ผลไม้บางชนิด

ทำไมต้องตรวจ Food Sensitivity?

หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับอาการไม่สบายเรื้อรังมานาน โดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง การตรวจ Food Sensitivity จะช่วยให้ทราบว่า สาเหตุของอาการต่างๆ เกิดจากอะไร และควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดใดบ้าง ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการรับประทานอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

ใครควรตรวจ Food Sensitivity?

การตรวจ Food Sensitivity เหมาะกับผู้ที่มีอาการเหล่านี้ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

  • ท้องอืด แน่นท้อง ปัญหาระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง
  • ผื่นเรื้อรัง สิว ผิวแพ้ง่าย
  • ปวดหัว ไมเกรนบ่อย
  • อ่อนเพลีย พลังงานต่ำ ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ
  • น้ำหนักขึ้นง่าย หรือลดน้ำหนักยาก
  • มีโรคเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ชัดเจน
  • ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ อยากปรับการรับประทานอาหารให้เหมาะกับร่างกายตัวเอง

ตรวจภาวะไวต่ออาหาร Food Sensitivity แล้วดียังไง?

เมื่อรู้ผลตรวจโดยละเอียดแล้ว จะทำให้เราสามารถเลือกอาหารที่เหมาะกับร่างกาย ลดอาการป่วยที่เกิดซ้ำๆ ระบบย่อยอาหารที่ดีขึ้น รู้สึกสดชื่น แข็งแรง และมีพลังมากขึ้น และสามารถปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพดีที่ในระยะยาว

ภาวะไวต่ออาหาร ดูเหมือนเป็นอาการไม่สบายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เป็นสิว ท้องอืด ปวดหัว ฯลฯ แต่สำหรับใครที่ต้องทนกับอาการเหล่านี้นานนับปี การได้ค้นพบสาเหตุที่แท้จริง และรู้วิธีรักษาแบบตรงจุด อาจเปรียบเสมือนการ “ปลดล็อก” คุณภาพชีวิตใหม่เลยทีเดียว

หากคุณเริ่มสงสัยว่ามีอาการของภาวะไวต่ออาหาร แนะนำให้ลองเริ่มสังเกตตัวเอง หรือตรวจภาวะไวต่ออาหาร ซึ่งปัจจุบันมีบริการทั้งที่คลินิกและโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป พร้อมรับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการใช้ชีวิตได้เหมาะสมที่สุด

สนใจตรวจภาวะไวต่ออาหาร คลิกที่นี่เพื่อเช็กราคา ค้นหาคลินิกใกล้บ้านคุณ! 

Scroll to Top