ราคาโปรแกรมคลินิกในไทยเป็นแบบไหน เข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายก่อนเซ็นสัญญา
"โปรแกรมคลินิก ราคา" เป็นคำค้นที่เจ้าของคลินิกพิมพ์ลงกูเกิลกันบ่อยมาก คำตอบคือมันไม่มีราคาเดียวที่ตายตัว ตลาดนี้มีตั้งแต่ของฟรีไปจนถึงแพ็กเกจหลักหมื่นบาทต่อเดือน สิ่งที่ควรรู้ก่อนคุยกับเซลส์คือโครงสร้างราคาจริงๆ มีกี่ก้อน และแต่ละก้อนคิดยังไง
1. โครงสร้างราคาแบบรายเดือน (Subscription)
ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ในไทยเก็บเงินแบบรายเดือน ราคาขยับขึ้นลงตามสามตัวแปรหลัก คือจำนวนสาขา จำนวนผู้ใช้งาน และฟีเจอร์ที่เลือก แพ็กเกจที่มีแค่ระบบนัดหมายจะถูกกว่าแพ็กเกจที่พ่วงเวชระเบียนกับสต๊อกยาเข้าไปด้วย ยิ่งฟีเจอร์แน่นเท่าไหร่ ราคาก็ขยับสูงตามไปเรื่อยๆ
2. ค่าติดตั้งและอบรมทีมงาน
ตรงนี้เป็นจุดที่คลินิกมักพลาด บางเจ้าคิดค่าติดตั้งและค่าอบรมพนักงานแยกจากค่ารายเดือน ต้องถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่ารวมอยู่ในแพ็กเกจหรือเปล่า ไม่งั้นเจอบิลเพิ่มตอนหลังแล้วจะงง
3. ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามการใช้งาน
บางโปรแกรมไม่คิดราคาเหมาแบบเดียว แต่คิดตามปริมาณ เช่น ตามจำนวนข้อความแชตที่ส่งออก หรือตามจำนวนคนไข้ในระบบ แบบเดียวกับที่ Chatfuel หรือ ManyChat ใช้กันในโลกแชตบอต ก่อนเซ็นสัญญาลองประเมินดูก่อนว่าคลินิกคุณส่งข้อความหรือรับคนไข้เดือนละกี่ราย แล้วเทียบว่าแพ็กเกจไหนคุ้มกว่ากันจริงๆ
4. ราคาฟรีมีจริงไหม แล้วคุ้มค่าหรือไม่
มีจริง แต่มาพร้อมเงื่อนไข ส่วนใหญ่จำกัดจำนวนผู้ใช้หรือตัดฟีเจอร์บางอย่างออก เหมาะกับคลินิกเปิดใหม่ที่อยากทดลองระบบก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน แต่พอคนไข้เริ่มเยอะขึ้น แทบทุกเจ้าต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงินอยู่ดี เพราะของฟรีรองรับปริมาณงานที่โตขึ้นไม่ได้
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →5. สิ่งที่ควรเปรียบเทียบมากกว่าตัวเลขราคา
ดูแค่ราคาอย่างเดียวเสี่ยงพลาดจุดสำคัญ คำถามที่ควรถามคือ ระบบเชื่อมต่อกับช่องทางการตลาดออนไลน์ได้ไหม มีแชตบอตช่วยหาลูกค้าใหม่ควบคู่ไปด้วยหรือเปล่า อย่างระบบของ Jib OS ที่รวมงานบริหารคลินิกกับการตลาดออนไลน์ไว้ในแพ็กเกจเดียว เจ้าของคลินิกไม่ต้องไปซื้อระบบแยกหลายตัวมาต่อกันเอง
ที่น่าสนใจคือ Jib OS ไม่ใช่ระบบที่สร้างขึ้นมาลอยๆ แล้วเพิ่งเอาไปทดลองกับคลินิกอื่น แต่เป็นระบบเดียวกับที่ HDmall ใช้ขับเคลื่อนมาร์เก็ตเพลสสุขภาพของตัวเอง ซึ่งเชื่อมต่อผู้ใช้งานกับบริการคลินิกและโรงพยาบาลกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ให้คนเปรียบเทียบราคาและจองแพ็กเกจสุขภาพ ทันตกรรม ความงาม และศัลยกรรมได้ในที่เดียว งานแชตและการจองจำนวนมากที่ HDmall รับมือทุกวันผ่านทั้ง LINE, Facebook และเว็บไซต์ ก็เป็นเหตุผลที่เครื่องมือแชตและการจองใน Jib OS ถูกออกแบบมาให้รองรับปริมาณงานระดับนี้ได้จริง
6. เปรียบเทียบกับผู้เล่นในตลาด
HIS และ SmartClinic มักตั้งราคาสูง เพราะเป้าหมายคือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ไม่ใช่คลินิกทั่วไป ส่วน Clinic Master กับ MedFlow จับกลุ่มคลินิกขนาดกลางได้พอดีกว่า ขณะที่เครื่องมือแชตอย่าง LINE OA หรือ Page365 ฟรีในช่วงเริ่มต้นก็จริง แต่ไม่มีฟังก์ชันเวชระเบียนหรือสต๊อกยาให้ใช้เลย คลินิกที่ต้องการระบบครบวงจรจริงๆ ควรมองหาแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ครบ ไม่ใช่แพ็กเกจที่ราคาถูกที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละกลุ่มผู้เล่นเหมาะกับคลินิกแบบไหน ลองดูตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
| มิติเปรียบเทียบ | HIS / SmartClinic | Clinic Master / MedFlow | LINE OA / Page365 | Jib OS |
|---|---|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | โรงพยาบาลขนาดใหญ่ | คลินิกขนาดกลาง | ร้านค้า/คลินิกทั่วไปที่เน้นแชต | คลินิกที่ต้องการทั้งบริหารและการตลาด |
| ฟีเจอร์เวชระเบียน/สต๊อกยา | มีครบ | มี | ไม่มี | มี |
| การเชื่อมต่อการตลาดออนไลน์และแชตบอต | จำกัดหรือไม่เน้น | จำกัดหรือไม่เน้น | เด่นด้านแชต แต่แยกจากระบบคลินิก | รวมอยู่ในระบบเดียวกัน |
| ระดับราคาที่ผู้ให้บริการวางตำแหน่ง | สูง | กลาง | ฟรีเริ่มต้น | แพ็กเกจครบวงจร |
| ความเหมาะสมกับคลินิกทั่วไป | ไม่เหมาะ เพราะเกินความจำเป็น | เหมาะ | ใช้ได้เฉพาะงานแชต ต้องหาระบบคลินิกแยกเพิ่ม | เหมาะกับคลินิกที่อยากรวมทุกงานไว้ที่เดียว |
| ข้อจำกัดหลัก | ราคาสูงเกินความจำเป็นสำหรับคลินิก | ฟีเจอร์การตลาดออนไลน์ไม่ครบ | ไม่มีระบบบริหารคลินิกรองรับ | ต้องพิจารณาความเข้ากันได้กับสาขาและจำนวนผู้ใช้ |
จากตารางจะเห็นว่าการเลือกระบบไม่ควรตัดสินจากราคาต่ำสุดหรือชื่อที่คุ้นเคย แต่ควรดูว่าคลินิกต้องการฟังก์ชันบริหารงานอย่างเดียว หรือต้องการทั้งบริหารคลินิกและการตลาดออนไลน์ในระบบเดียวกัน
อยากลองก่อนตัดสินใจว่าแชตบอตช่วยลดงานหน้าร้านได้จริงไหม ดูตัวอย่างการทำงานได้ที่ หน้าทดลองแชตของ Jib OS
สรุป
ตัวเลขราคาบนหน้าเว็บไม่ใช่สิ่งเดียวที่ควรตัดสินใจซื้อ ต้องดูทั้งโครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมด ฟีเจอร์ที่ได้จริง และที่สำคัญคือระบบรองรับการเติบโตของคลินิกในอนาคตได้แค่ไหน
เคล็ดลับบริหารคลินิก ส่งตรงถึงอีเมลคุณ
เจ้าของและผู้บริหารคลินิกกว่า 20,000 คน รับข่าวสารจากเราอยู่แล้ว
สำหรับเจ้าของคลินิกและผู้ที่กำลังจะเปิด — วิธีให้คนไข้ใหม่เจอคลินิกบน Google และให้ AI อย่าง ChatGPT และ Claude แนะนำคลินิกของคุณ วิธีลดงานหน้าเคาน์เตอร์และคนไข้ไม่มาตามนัด และเรื่องที่คลินิกอื่นเจอมาก่อน
ส่งสัปดาห์ละครั้ง · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าเปลี่ยนจากระบบเดิมมาใช้โปรแกรมคลินิกใหม่ ข้อมูลคนไข้เก่าจะหายไปไหม
ข้อมูลคนไข้เก่าไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องตรวจสอบกับผู้ให้บริการตั้งแต่ต้นว่ามีบริการนำเข้าข้อมูล (data migration) รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ควรถามให้ชัดว่าเวชระเบียนเก่า ประวัติการนัด และสต๊อกยาจะย้ายเข้าระบบใหม่ได้ครบถ้วนแค่ไหน เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลตกหล่นระหว่างเปลี่ยนระบบ
พนักงานที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีจะใช้ระบบเป็นได้เร็วแค่ไหน
ระยะเวลาที่พนักงานจะใช้งานคล่องขึ้นอยู่กับว่าแพ็กเกจนั้นมีค่าอบรมทีมงานรวมอยู่ด้วยหรือไม่ อย่างที่บทความอธิบายไว้ว่าบางเจ้าแยกค่าติดตั้งกับค่าอบรมออกจากค่ารายเดือน คลินิกจึงควรสอบถามล่วงหน้าว่าผู้ให้บริการมีการอบรมหน้างานหรือคู่มือใช้งานให้หรือไม่ เพื่อลดเวลาปรับตัวของพนักงาน
โปรแกรมคลินิกแบบฟรีปลอดภัยพอสำหรับเก็บข้อมูลคนไข้หรือไม่
โปรแกรมฟรีส่วนใหญ่เหมาะกับการทดลองระบบในช่วงเปิดคลินิกใหม่มากกว่าการใช้งานระยะยาว เพราะมักจำกัดจำนวนผู้ใช้หรือฟีเจอร์บางส่วนตามที่กล่าวไว้ในบทความ เมื่อจำนวนคนไข้เพิ่มขึ้น คลินิกส่วนใหญ่จำเป็นต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงินเพื่อให้ระบบรองรับปริมาณงานและความปลอดภัยของข้อมูลได้เพียงพอ
ถ้าเลือกแพ็กเกจที่มีทั้งเวชระเบียนและระบบการตลาดออนไลน์ในตัวเดียว จะคุ้มกว่าแยกซื้อจริงไหม
แพ็กเกจรวมมักคุ้มกว่าสำหรับคลินิกที่ต้องการทั้งบริหารงานและหาลูกค้าใหม่ไปพร้อมกัน เพราะไม่ต้องจ่ายค่าระบบซ้ำซ้อนหลายเจ้าอย่างที่บทความยกตัวอย่างกรณี LINE OA หรือ Page365 ที่เด่นเรื่องแชตแต่ไม่มีฟีเจอร์เวชระเบียนให้ใช้เลย ระบบอย่าง Jib OS ที่รวมงานบริหารคลินิกกับการตลาดออนไลน์ไว้ในที่เดียวจึงช่วยลดความยุ่งยากในการต่อระบบหลายตัวเข้าด้วยกัน
คลินิกขนาดเล็กที่เพิ่งเปิดใหม่ควรเริ่มจากแพ็กเกจแบบไหน
คลินิกเปิดใหม่ควรเริ่มจากแพ็กเกจที่มีฟีเจอร์พื้นฐานอย่างระบบนัดหมายก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มเวชระเบียนหรือสต๊อกยาเมื่อปริมาณคนไข้เริ่มมากขึ้น เพราะแพ็กเกจที่ฟีเจอร์แน่นเกินความจำเป็นในช่วงแรกจะทำให้ต้นทุนรายเดือนสูงโดยไม่จำเป็น การเลือกผู้ให้บริการที่ปรับขนาดแพ็กเกจตามการเติบโตได้จึงสำคัญกว่าราคาถูกที่สุด
จะรู้ได้อย่างไรว่าราคาที่เสนอมาไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
วิธีตรวจสอบคือถามผู้ให้บริการให้ครบทั้งสามส่วนตามโครงสร้างราคาในบทความ ได้แก่ ค่ารายเดือนตามจำนวนสาขาและผู้ใช้ ค่าติดตั้งและอบรมทีมงาน และค่าธรรมเนียมตามปริมาณการใช้งานเช่นจำนวนข้อความแชตหรือจำนวนคนไข้ในระบบ หากผู้ให้บริการชี้แจงทั้งสามส่วนนี้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โอกาสเจอบิลเพิ่มภายหลังก็จะน้อยลง
อ่านต่อ
- คู่มือฉบับเต็ม: โปรแกรมคลินิก คืออะไร เลือกอย่างไรให้เหมาะกับคลินิกของคุณ
- คลินิกทั่วไปกับคลินิกความงามต้องการระบบบริหารจัดการต่างกันอย่างไร
- ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมกับระบบนัดหมายได้จริงไหม? สิ่งที่คลินิกต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
- โปรแกรมบริหารคลินิกช่วยลดภาระงานเอกสารได้อย่างไร รวม 6 งานที่ระบบทำแทนคนได้
- โปรแกรมคลินิกในไทยมีเจ้าไหนบ้าง และเลือกยังไงให้ตรงกับคลินิก
- DoctorEase คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และราคาเท่าไหร่
- ระบบที่จำกัดผู้ใช้ ช่องทาง และข้อความ ต้นทุนจริงที่เห็นตอนคลินิกโต
- โปรแกรมบริหารคลินิกฟรี มีจริงไหม ใช้ได้แค่ไหน และควรระวังอะไร
- ภาษีป้ายคลินิก คิดยังไง พร้อมเครื่องคำนวณ Excel ฟรี
- ป้ายแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล คลินิกต้องติดอะไรบ้าง พร้อมแบบฟอร์มฟรี
- การเงินคลินิก เข้าใจกำไรจริง ต้นทุนจริง และตั้งราคาให้ไม่ขาดทุน
- MediCloud คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และควรเช็กอะไรก่อนซื้อ
- MediCloud คืออะไร เหมาะกับคลินิกแบบไหน และราคาเท่าไหร่
Jib OS