ดาวน์โหลดบัตรแพ้ยา template และทะเบียนผู้ป่วยแพ้ยา (Excel)
บัตรแพ้ยาสำหรับพิมพ์แจกผู้ป่วยหน้าละ 8 ใบ พร้อมทะเบียนที่คลินิกเก็บไว้ค้นเองเมื่อผู้ป่วยมาโดยไม่มีบัตร ฟรี ฝากอีเมลไว้แล้วดาวน์โหลดได้ทันที

ในไฟล์มีอะไร
ชีต "บัตรแพ้ยา" บัตรขนาดพกพา หน้าละ 8 ใบ กรอกในไฟล์แล้วพิมพ์ หรือพิมพ์เปล่าแล้วเขียนด้วยมือก็ได้ ตัดตามเส้นแล้วแจกผู้ป่วย
ชีต "ทะเบียนแพ้ยา" ทะเบียนที่คลินิกเก็บไว้เอง มีช่องค้นด้วยเลขประจำตัว ชื่อ และเบอร์โทร พร้อมช่องแยกระหว่างสิ่งที่ผู้ป่วยแจ้งกับวิธีที่ยืนยัน และช่องติ๊กว่าออกบัตรแล้วหรือยัง
ชีต "วิธีใช้" อธิบายเหตุผลของโครงสร้างนี้และข้อควรระวัง
ทะเบียนคือครึ่งที่สำคัญกว่า และเป็นครึ่งที่มักไม่มี
คลินิกส่วนใหญ่ที่ทำเรื่องนี้ ทำแค่บัตร
แต่บัตรช่วยได้เฉพาะตอนที่ผู้ป่วยพกมาและหยิบออกมาให้ดู ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ข้อมูลนี้จำเป็นที่สุด
ตอนที่จำเป็นที่สุดคือตอนที่ผู้ป่วยลืมบัตร มากับคนอื่น หรืออยู่ในสภาพที่บอกเองไม่ได้ ในสถานการณ์นั้นสิ่งเดียวที่ช่วยได้คือทะเบียนที่คลินิกค้นเองได้
และทะเบียนต้องค้นได้ด้วยเบอร์โทร ไม่ใช่เลขประจำตัวอย่างเดียว เพราะถ้าผู้ป่วยคนเดียวเคยถูกออกเลขประจำตัวสองเลข ประวัติจะแตกเป็นสองเส้น และข้อมูลแพ้ยาอาจอยู่ในเส้นที่ไม่ได้เปิดดู (HN คืออะไร และควรออกเลขอย่างไรไม่ให้ซ้ำ)
นั่นคือเหตุผลที่ทะเบียนในไฟล์นี้มีช่องเบอร์โทรอยู่ติดกับช่องชื่อ ไม่ได้ซ่อนไว้ท้ายตาราง
แยก "ผู้ป่วยแจ้ง" ออกจาก "ยืนยันแล้ว" เสมอ
นี่คือช่องที่ทำให้ทะเบียนนี้ต่างจากตารางแพ้ยาทั่วไป
ทะเบียนมีสองช่องแยกกัน คือ อาการที่ผู้ป่วยแจ้งหรือที่สังเกตได้ กับ ยืนยันจาก ซึ่งเลือกได้ว่าเป็นผู้ป่วยแจ้งเอง บัตรแพ้ยาเดิม เวชระเบียนจากที่อื่น พบระหว่างรักษาที่นี่ หรือยังไม่ได้ยืนยัน
เหตุผลคือข้อมูลแพ้ยาที่บันทึกไว้แล้วแทบไม่เคยถูกลบออก
เมื่อ "แพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน" เข้าไปอยู่ในประวัติแล้ว มันจะอยู่ตรงนั้นไปตลอด และจำกัดทางเลือกการรักษาของผู้ป่วยคนนั้นทุกครั้งที่เจ็บป่วย ไม่ใช่แค่ที่คลินิกนี้
ถ้าสิ่งที่ผู้ป่วยจำได้คลาดเคลื่อน และไม่มีการบันทึกว่าข้อมูลมาจากไหน จะไม่มีใครทบทวนย้อนหลังได้เลยว่าควรตรวจสอบซ้ำหรือไม่ การบันทึกที่มาไว้ตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งที่เปิดทางให้กลับมาดูใหม่ได้ในภายหลัง
ไฟล์นี้ไม่ได้ตัดสินว่าอะไรคือการแพ้
ช่องอาการในทะเบียนให้บันทึกตามที่ผู้ป่วยเล่าหรือที่สังเกตได้ โดยไม่ต้องตีความ
ไฟล์นี้ไม่มีช่องจัดระดับความรุนแรง และไม่มีช่องให้เลือกว่าเป็นการแพ้ยาหรือผลข้างเคียง เพราะการแยกสองอย่างนี้เป็นการวินิจฉัยของผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่สิ่งที่แบบฟอร์มควรตัดสินแทน
แบบฟอร์มที่บังคับให้เลือกในช่องที่คนกรอกไม่มีข้อมูลพอจะเลือก คือแบบฟอร์มที่ผลิตข้อมูลผิดอย่างเป็นระบบ ให้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ก่อน แล้วให้ผู้ประกอบวิชาชีพเป็นผู้จำแนก
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →คลินิกแบบไหนควรมีทะเบียนนี้
- คลินิกเวชกรรมที่จ่ายยาเอง
- คลินิกทันตกรรม ซึ่งใช้ยาชาและยาปฏิชีวนะเป็นประจำ และมักไม่มีทะเบียนแยก
- คลินิกความงามที่ให้ยาหรือฉีดสารที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้
- ห้องพยาบาลในสถานประกอบการที่จ่ายยาสามัญประจำบ้าน
- คลินิกสัตว์ ซึ่งข้อมูลแพ้ยาของสัตว์เลี้ยงมักอยู่ในความทรงจำของเจ้าของเท่านั้น
กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่มีช่องว่างชัดที่สุด เพราะข้อมูลแพ้ยามักถูกถามปากเปล่าตอนซักประวัติครั้งแรก แล้วไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในที่ที่ค้นเจอในครั้งถัดไป (แบบฟอร์มซักประวัติสำหรับคนไข้ใหม่)
ข้อควรระวัง
ข้อมูลในไฟล์นี้เป็นข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็น ข้อมูลอ่อนไหวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไฟล์ที่วางไว้บนเครื่องที่ใครก็เปิดได้ หรือส่งต่อทางแชตกลุ่ม มีความเสี่ยงมากกว่าที่คลินิกส่วนใหญ่ประเมินไว้ (เก็บ OPD card และข้อมูลคนไข้อย่างไรให้ถูกต้อง)
ไฟล์นี้เป็นเครื่องมือช่วยบันทึกทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยการแพ้ยา การประเมินความรุนแรง และการตัดสินใจเรื่องการรักษา เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพ
เคล็ดลับบริหารคลินิก ส่งตรงถึงอีเมลคุณ
เจ้าของและผู้บริหารคลินิกกว่า 20,000 คน รับข่าวสารจากเราอยู่แล้ว
สำหรับเจ้าของคลินิกและผู้ที่กำลังจะเปิด — วิธีให้คนไข้ใหม่เจอคลินิกบน Google และให้ AI อย่าง ChatGPT และ Claude แนะนำคลินิกของคุณ วิธีลดงานหน้าเคาน์เตอร์และคนไข้ไม่มาตามนัด และเรื่องที่คลินิกอื่นเจอมาก่อน
ส่งสัปดาห์ละครั้ง · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
คำถามที่พบบ่อย
บัตรแพ้ยาควรมีข้อมูลอะไรบ้าง
อย่างน้อยควรมีชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย เลขประจำตัวผู้ป่วย ชื่อสามัญของยาหรือสารที่แพ้ อาการที่เกิดขึ้น ชื่อสถานพยาบาลผู้ออกบัตร และวันที่ออก ควรระบุชื่อสามัญเป็นหลักเพราะยาชนิดเดียวกันมีชื่อการค้าหลายชื่อ และผู้ป่วยอาจได้รับยาตัวเดิมภายใต้ชื่ออื่นโดยไม่รู้ตัว รวมทั้งควรมีข้อความเตือนให้แสดงบัตรทุกครั้งก่อนรับยาหรือรับการรักษา
ทำไมต้องมีทะเบียนแพ้ยาด้วย ในเมื่อออกบัตรให้ผู้ป่วยแล้ว
เพราะบัตรช่วยได้เฉพาะตอนที่ผู้ป่วยพกมาและหยิบออกมาให้ดู ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ข้อมูลนี้จำเป็นที่สุด ตอนที่จำเป็นที่สุดคือตอนที่ผู้ป่วยลืมบัตร มากับคนอื่น หรือบอกเองไม่ได้ สิ่งเดียวที่ช่วยได้ในตอนนั้นคือทะเบียนที่คลินิกค้นเองได้ และควรค้นได้ด้วยเบอร์โทรด้วย ไม่ใช่เลขประจำตัวอย่างเดียว
ควรบันทึกชื่อยาที่แพ้เป็นชื่อการค้าหรือชื่อสามัญ
ควรบันทึกชื่อสามัญเป็นหลัก เพราะยาตัวเดียวกันจำหน่ายภายใต้ชื่อการค้าหลายชื่อ ผู้ป่วยที่จำได้แต่ชื่อการค้าอาจได้รับยาตัวเดิมภายใต้ชื่ออื่นโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตามควรบันทึกชื่อการค้าที่ผู้ป่วยจำได้ไว้ด้วย เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าหมายถึงยาตัวใด
แพ้ยากับผลข้างเคียงของยาต่างกันอย่างไร และควรบันทึกอย่างไร
การแยกสองอย่างนี้เป็นการวินิจฉัยของผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้กรอกแบบฟอร์มควรตัดสิน สิ่งที่ควรทำคือบันทึกอาการตามที่ผู้ป่วยเล่าหรือที่สังเกตได้โดยไม่ตีความ พร้อมบันทึกว่าข้อมูลมาจากไหน แล้วให้ผู้ประกอบวิชาชีพเป็นผู้จำแนกภายหลัง เพราะแบบฟอร์มที่บังคับให้เลือกในช่องที่คนกรอกไม่มีข้อมูลพอจะเลือก จะผลิตข้อมูลที่ผิดอย่างเป็นระบบ
ทำไมต้องบันทึกว่าข้อมูลแพ้ยามาจากไหน
เพราะข้อมูลแพ้ยาที่บันทึกไว้แล้วแทบไม่เคยถูกลบออก และจำกัดทางเลือกการรักษาของผู้ป่วยไปตลอด ไม่ใช่เฉพาะที่คลินิกนี้ หากสิ่งที่ผู้ป่วยจำได้คลาดเคลื่อนและไม่มีบันทึกว่าข้อมูลมาจากไหน จะไม่มีใครทบทวนย้อนหลังได้ว่าควรตรวจสอบซ้ำหรือไม่ การบันทึกที่มาไว้ตั้งแต่ต้นจึงเปิดทางให้กลับมาทบทวนได้ในภายหลัง
คลินิกทันตกรรมจำเป็นต้องมีทะเบียนแพ้ยาไหม
ควรมี เพราะคลินิกทันตกรรมใช้ยาชาและยาปฏิชีวนะเป็นประจำ แต่ข้อมูลแพ้ยามักถูกถามปากเปล่าตอนซักประวัติครั้งแรกแล้วไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในที่ที่ค้นเจอในครั้งถัดไป ทำให้ต้องถามใหม่ทุกครั้งและพึ่งความจำของผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งเป็นจุดที่ข้อมูลหายได้ง่ายที่สุด
Jib OS