โรคตับเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากตับทำงานผิดปกติ หรือตับทำงานได้น้อยลง สาเหตุนั้นก็เกิดได้จากหลายปัจจัย บางอย่างเราอาจทำหรือเจออยู่ทุกวัน อย่างการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการติดไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง
ไปดูกันว่าโรคตับที่พบบ่อยหรือควรระวังมีอะไรบ้าง แต่ละโรคเกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหน รักษาได้ไหม อยากฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับช่วยได้มากน้อยแค่ไหน
สารบัญ
1. โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)
โรคไวรัสตับอักเสบเอ เป็นภาวะตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A virus: HAV) ผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สุขอนามัยยังไม่ดีพอ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
เชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะก่อให้เกิดการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน อาการมีตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนถึงรุนแรงมาก จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม หากได้รับการรักษาหายแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไปตลอดชีวิต ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบเอ
เชื้อไวรัสตับอักเสบเอมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 14–28 วัน จากนั้นจะเริ่มแสดงอาการ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลวหรือท้องเสีย ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะมีสีเข้ม แต่อุจจาระมีสีซีด ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน)
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอทำได้การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ จำนวน 2 เข็ม แต่ละเข็มห่างกันประมาณ 6 เดือน จะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้ยาวนาน หรือลดโอกาสเกิดอาการรุนแรงกรณีติดเชื้อแล้ว
นอกจากนี้ ควรเลี่ยงปัจจัยและสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อชนิดนี้ร่วมด้วย เช่น ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรค
ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ
2. โรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นภาวะตับอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B virus: HBV) ผ่านทางเลือด น้ำอสุจิ ของเหลวหรือสารคัดหลั่งในร่างกาย จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะคลอดได้ด้วยเช่นกัน
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี
เชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 2–3 เดือน ในระยะแรกหลังการติดเชื้อ จะเป็นอาการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด จุกแน่นชายโครงขวา ปัสสาวะมีสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน)
หลังจากนั้นประมาณ 2–3 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้น เนื่องจากร่างกายค่อย ๆ กำจัดเชื้อไวรัสออกไป และสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อขึ้น แต่อาจมีผู้ป่วยบางส่วนที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อออกได้หมด จะเกิดการติดเชื้อต่อไปจนตับอักเสบเรื้อรัง เพิ่มโอกาสเป็นโรคตับแข็ง หรือโรคมะเร็งตับได้ในอนาคต
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีทำได้การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ปกติจะแนะนำให้ฉีดตั้งแต่แรกเกิดหรือในวัยเด็ก กรณียังไม่ได้ฉีด ผู้ใหญ่สามารถฉีดเพิ่มเติมได้ ให้ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 และ 3 จะฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 1 และ 6 เดือนตามลำดับ
เมื่อได้รับวัคซีนครบทั้งหมดแล้ว ประสิทธิภาพของวัคซีนจะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ตลอดชีวิต ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้มากถึง 97%
นอกจากนี้ ควรลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วยการล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนปรุงอาหาร หรือจับสิ่งสกปรก ไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรค ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือสิ่งของส่วนตัวร่วมกัน มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
3. โรคตับแข็ง (Liver cirrhosis)
โรคตับแข็งเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อและเซลล์ตับถูกทำลายจากการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน ทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง เกิดแผลเป็นและพังผืดในเนื้อตับ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดลง
โรคตับแข็งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หลัก ๆ มักมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีแบบเรื้อรัง โรคไขมันพอกตับ การได้รับยาหรือสารพิษที่เป็นอันตรายกับตับ
โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาเพื่อประคับประคองอาการ ชะลอการเกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ยกเว้นได้รับการปลูกถ่ายตับใหม่
อาการของโรคตับแข็ง
ส่วนใหญ่แล้ว โรคตับแข็งมักแสดงออกให้เห็นได้เมื่อโรคตับแข็งเข้าสู่ระยะรุนแรง อาการที่มักพบ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องบวม ขาบวม ฟกช้ำง่ายหรือมีเลือดออกง่าย น้ำหนักลด ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) อาจพบอาการทางสมอง อย่างรู้สึกสับสน มึนงง
การป้องกันโรคตับแข็ง
โรคตับแข็งเป็นผลต่อเนื่องมาจากตับอักเสบเรื้อรัง แม้ไม่มีวัคซีนป้องกันโรคตับแข็งโดยตรง แต่สามารถฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีที่ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังได้
ร่วมกับการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ งดดื่มแอลกอฮอล์ มีเพศสัมพันธ์โดยป้องกัน ไม่ใช้เข็มร่วมกัน ระวังการกินอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากเป็นโรคตับอยู่แล้ว ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ เพื่อควบคุมโรคและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับ
วิธีง่าย ๆ ดูแลสุขภาพตับ เพื่อป้องกันโรคตับ
โรคตับบางชนิดสามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน แต่ควรดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรงควบคู่ไปด้วย ดังนี้
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือมันจัด และเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร เพื่อป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ตับอักเสบอย่างเรื้อรัง อาจนำไปสู่โรคตับแข็งได้
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยลดไขมันในร่างกาย และลดความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น: การใช้ยาปริมาณมากเกินไปหรือไม่มีความจำเป็น อาจทำให้ตับทำงานหนัก และเกิดความเสียหายระยะยาว ควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาใด ๆ
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: การตรวจสุขภาพจะช่วยให้ตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรก และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที คนที่มีความเสี่ยงต่อโรคตับหรือกังวล ให้ปรึกษาแพทย์ถึงการตรวจคัดกรองโรคตับให้ละเอียดขึ้นตามความเสี่ยงแต่ละคน
โรคตับถือเป็นปัญหาสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว หากกำลังมีแพลนตรวจสุขภาพอยู่แล้ว ลองดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพตับ โปรฉีดวัคซีนตับอักเสบเอ โปรฉีดวัคซีนตับอักเสบบี จองกับ HDmall.co.th รับราคาพิเศษกว่าจองตรง