quick facts cirrhosis of the liver disease faq scaled

11 คำถามสั้น ๆ ชวนรู้จักโรคตับแข็ง

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่กับคนไทยจำนวนไม่น้อยต้องเจอ อาจด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิต สุขอนามัย ไปจนถึงความเข้าใจโรคตับแข็งอาจไม่มากพอ ทำให้โรคตับแข็งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคตับแข็ง ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ความรุนแรง การรักษา ไปจนถึงวิธีการป้องกันโรคที่ทำได้เอง เพื่อให้ทุกคนดูแลสุขภาพตับของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

Q1: โรคตับแข็ง คืออะไร?

A: โรคตับแข็งเป็นโรคตับเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลายถาวร เนื่องจากการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน จนเกิดแผลเป็น มีเนื้อเยื่อพังผืดเข้ามาแทนที่เซลล์ตับ ทำให้ตับทำงานไม่ได้หรือไม่ดีเท่าเดิม 

เมื่อการทำงานของตับลดลงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เสี่ยงเกิดภาวะตับวาย และเป็นเหตุให้เสียชีวิตท้ายที่สุด

Q2: สาเหตุของโรคตับแข็ง เกิดจากอะไร?

A: โรคตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

  • การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและนานกว่า 10 ปี ทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จนเกิดการอักเสบเรื้อรังขึ้น
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี กรณีร่างกายติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดังกล่าว แล้วไม่สามารถกำจัดออกไปได้ จะไม่เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ ทำให้เชื้อแฝงตัวในร่างกาย ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนตับเกิดแผลเป็น
  • โรคไขมันพอกตับ ไขมันส่วนเกินที่สะสมในตับเป็นเวลานานจนตับเกิดการอักเสบ มักพบในคนอ้วน หรือคนเป็นเบาหวาน
  • ยาและยาสมุนไพรที่มีผลต่อตับ การได้รับตัวยาหรือยาสมุนไพรบางชนิดติดต่อกันนาน หรือเกินปริมาณ สามารถก่อให้เกิดการอักเสบของตับ เช่น ยาเม็ดใบขี้เหล็ก ยาเมทิลโดปา (Methyldopa) ยาพาราเซตามอล
  • การได้รับสารพิษ เช่น สารหนู (Arsenic) มักปนเปื้อนในยาหม้อ ยาต้ม
  • การติดพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในเลือด (Schistosome) อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคตับแข็ง
  • โรคหรือภาวะเกี่ยวข้องกับตับ เช่น ภาวะดีซ่านเรื้อรัง ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง โรควิลสัน (Wilson’s disease)
  • ไม่ทราบสาเหตุ พบได้ 1 ใน 4 ของผู้ป่วย 

Q3: โรคตับแข็งมีอาการไหม?

A: โรคตับแข็งในระยะแรกมักไม่แสดงอาการให้เห็น หรือมีอาการน้อยมากแบบไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลื่นไส้ บางคนอาจตรวจเจอโดยบังเอิญในการตรวจสุขภาพประจำปี หรือการอัลตราซาวด์จากปัญหาสุขภาพอื่น  

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำงานของตับลดลงมากแล้ว จะเริ่มแสดงอาการชัดเจนขึ้น อาจต่างกันไปในแต่ละคน เช่น เป็นจ้ำเลือดง่าย คันตามตัว มีอาการบวมที่ขา เท้าหรือข้อเท้า ท้องมาน ดีซ่าน (ผิวหนังและตาขาวเหลือง)  

Q4: โรคตับแข็งรุนแรงแค่ไหน?

A: ความรุนแรงของโรคตับแข็งจะใช้เกณฑ์ประเมินจากผลเลือดร่วมกับอาการของผู้ป่วย แบ่งเป็น 3 ระยะ (Child pugh score) คือ 

  • Class A เป็นขั้นต้น อาจมีอาการแสดงไม่มาก แต่ตรวจพบความผิดปกติจากผลเลือด มีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุดเมื่อเทียบกับระยะอื่น อัตรารอดชีวิต 5 ปี อยู่ที่ 95%
  • Class B เป็นขั้นปานกลาง เริ่มแสดงอาการของโรคชัดเจนมากขึ้น แต่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ 
  • Class C เป็นขั้นรุนแรง อาจพบภาวะแทรกซ้อน 

Class A มีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุดเมื่อเทียบกับระยะอื่น โดยอัตรารอดชีวิต 5 ปี อยู่ที่ 95% ส่วน Class B อยู่ที่ 75% และ Class C อยู่ที่ 50% 

Q5: ใครคือกลุ่มเสี่ยงโรคตับแข็ง?

A: โรคตับแข็งเกิดขึ้นกับได้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคในข้างต้น จะมีโอกาสเกิดโรคตับแข็งได้สูงขึ้น เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันนาน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง รวมไปถึงครอบครัวมีประวัติเป็นโรคตับ 

ถ้าเป็นกังวลหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรค สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพตับ หรือตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจหาความเสี่ยง และป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ 

Q6: โรคตับแข็งรักษาได้หรือไม่?

A: หากเป็นตับแข็งระยะแรก การทำงานของตับไม่เสียไปมาก ถ้าสามารถหยุดสาเหตุ หรือเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้ตับเสียหายออกไปได้ การทำงานตับก็จะดีขึ้น เช่น หยุดดื่มแอกอฮอล์ ใช้ยาต้านไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ลดน้ำหนักสำหรับคนที่มีภาวะไขมันพอกตับ

กรณีตับแข็งลุกลามจนมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อน การรักษาจะเน้นไปที่การควบคุมภาวะแทรกซ้อนไม่ให้รุนแรงขึ้น 

ส่วนคนที่เป็นโรคตับแข็งรุนแรงจนไตทำงานได้น้อยมาก หรือรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว อาจจำเป็นต้องเข้ารับการปลูกถ่ายตับใหม่ ซึ่งจะทำได้เฉพาะในคนแข็งแรงเท่านั้น

Q7: โรคตับแข็งรักษาหายไหม?

A: โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายขาด ยกเว้นได้รับการปลูกถ่ายตับใหม่จากผู้บริจาคตับ แต่การดูแลรักษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะระยะเริ่มต้น จะช่วยควบคุมอาการของโรคได้ 

กรณีผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายตับแล้ว ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ และมีชีวิตอยู่ได้นานมากขึ้น  

Q8: โรคตับแข็งมีชีวิตอยู่ได้นานไหม?

A: ผู้ป่วยโรคตับแข็งสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพ ซึ่งต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กระทบกับสุขภาพตับ 

นอกจากนี้ ควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการ และวางแผนรับมือหากมีภาวะแทรกซ้อน หรือมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น

Q9: ภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับแข็งมีอะไรบ้าง?

A: ภาวะแทรกซ้อนจากตับมักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคตับแข็งในระยะรุนแรง โดยภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้บ่อย เช่น

  • อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร จากภาวะเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือแผลในกระเพาะอาหาร
  • ท้องมานหรืออาการท้องโต เนื่องจากมีน้ำคลั่งอยู่ในช่องท้อง
  • อาการทางสมอง เช่น ซึม สับสน หรือหลงลืม เนื่องจากมีของเสียคั่งค้างอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก
  • เหนื่อยง่าย จากภาวะความดันของเส้นเลือดภายในปอดสูงผิดปกติหรือโลหิตจาง
  • ติดเชื้อง่ายขึ้น เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงจากการที่ตับเสื่อมสภาพลง
  • เลือดออกง่าย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างสารช่วยให้เลือดแข็งตัว หรือมีปัญหาเกล็ดเลือดต่ำ
  • ดีซ่าน เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดีออกจากร่างกายได้
  • คันตามตัว เนื่องจากน้ำดีเคลื่อนตัวมาสะสมที่บิรเวณผิวหนัง
  • มะเร็งตับ
  • ไตวาย

Q10: เป็นโรคตับแข็งเสี่ยงเป็นมะเร็งตับจริงไหม?

A: ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งตับ การตรวจคัดกรองโรคตับ หรือตรวจสุขภาพตับจะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ก่อน โดยทั่วไปจะเป็นการตรวจเลือด เพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) หรือการทำอัลตราซาวด์ตับ 

Q11: โรคตับแข็งป้องกันได้อย่างไร?

A: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคตับแข็งได้โดยตรง แต่ลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้ โดยเลี่ยงปัจจัยที่ทำลายตับให้มากที่สุด ได้แก่ 

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะไขมันพอกตับ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี 
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่วมกับออกกำลังกายเป็นประจำ

สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และห่างไกลจากโรคตับแข็งได้ หากกำลังมองหาโรงพยาบาลหรือคลินิกตรวจสุขภาพตับ HDmall.co.th รวบรวมโปรตรวจค่าตับ ตรวจไวรัสตับอักเสบ มาให้แล้ว  

Scroll to Top