รีวิว ตรวจและฟื้นฟูสุขภาพ แบบครบจบคุ้ม ที่ Bangkok Anti-Aging Center


สรุปการรีวิว

ขยาย

ปิด

  • บริการตรวจและฟื้นฟูสุขภาพแบ่งออกเป็น 2 วัน โดยวันแรกจะตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด สแกนร่างกายด้วยเครื่อง E.I.S และตัวอย่างเลือด วันที่สอง ฟังผลตรวจเลือดกับแพทย์ ทำ Colon Hydrotherapy และดริปวิตามินเสริมสุขภาพ
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด จะเป็นการเจาะเลือดจากปลายนิ้วนาง แล้วตรวจดูทางกล้องจุลธรรศน์ ซึ่งเม็ดเลือดของต้องค่อนข้างหนืดและเกาะเป็นก้อน น่าจะมีสาเหตุมาจากการนอนน้อยค่ะ
  • ผลตรวจสุขภาพที่ออกมาโดยรวมถือว่าดีมากๆ ค่ะ แต่ที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ ก็คือ ส่วนของเม็ดเลือดแดงที่เราตรวจไปในวันแรก ซึ่งคุณหมอจะช่วยจัดสูตรวิตามินบำรุงเสริมให้ โดยให้เป็นสูตร Brain Booster ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสดชื่น และลดความอ่อนเพลีย
  • รีวิวนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ #HDreview ได้รับการสปอนเซอร์จากทาง HDmall.co.th และ Bangkok Anti-Aging Center

หลายๆ คนคงรู้กันดีว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นอาชีพที่กิจวัตรการนอนไม่เป็นเวลาจริงๆ ค่ะ แล้วส่วนตัวก็นอนค่อนข้างดึก กินอาหารไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เรียกว่าดูแลตัวเองไม่ค่อยดีมากนัก ก็เลยอยากหาโอกาสมาตรวจสุขภาพและฟื้นฟูก่อนกลับไปลุยงานต่อสักหน่อย

ต้องเลือกมาตรวจสุขภาพที่ Bangkok Anti-Aging Center หรือที่ BAAC สาขาสยามค่ะ โดยแพ็กเกจที่ต้องทำคือ โปรแกรมตรวจและฟื้นฟูสุขภาพแบบครบจบคุ้ม สำหรับผู้หญิง ซึ่งจะประกอบไปด้วยบริการ 5 อย่างด้วยกัน คือ

  1. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  2. สแกนร่างกายด้วยเครื่อง E.I.S
  3. ตรวจสุขภาพด้วยการเจาะเลือด และคัดกรองโรคมะเร็ง รวมการฟังผลตรวจกับคุณหมอ
  4. ฟื้นฟูร่างกายด้วย Colon Hydrotherapy / Immune Booster หรือ Brain Booster (ขึ้นกับดุลพินิจย์ของแพทย์)

จากรายละเอียดแพ็กเกจด้านบน ต้องจะเดินทางเข้ามาที่ BAAC ทั้งหมด 2 วันค่ะ โดยวันแรกเราจะตรวจเลือดและสแกนร่างกายด้วยเครื่อง E.I.S กันก่อน

จากนั้นทาง BAAC ก็จะใช้เวลาในการวิเคราะห์ผลเลือดของต้องประมาณ 1 อาทิตย์ค่ะ และในวันที่สอง เราจะกลับเข้ามาฟังผลตรวจเลือดและรับคำแนะนำว่าควรฟื้นฟูสุขภาพร่างกายด้วยอะไรกันดี

สำหรับตำแหน่งที่ตั้งของ BAAC สาขาสยาม จะอยู่ที่ชั้น 8 ของโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส หลังห้างมาบุญครองค่ะ สามารถจอดรถที่โรงแรมแล้วเดินทางไปที่คลินิกผ่านลิฟต์ภายในได้เลย

หรือจะเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้า ลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ แล้วเดินเลาะข้างในห้างมาที่ชั้น G ของโรงแรมได้ค่ะ ทางโรงแรมจะมีทางเชื่อมกับห้างอยู่ค่ะ

รีวิว ตรวจและฟื้นฟูสุขภาพ แบบครบจบคุ้ม ที่ BAAC

เมื่อเดินทางไปถึง BAAC ต้องก็ยื่นคูปองของ HDmall.co.th ที่ทางแอดมินของเว็บส่งให้ต้องทางอีเมลกับเจ้าหน้าที่ค่ะ หลังจากนั้นก็มีทำประวัติกันเล็กน้อย เพราะเป็นลูกค้าใหม่

จากนั้นก็เข้าสู่การตรวจในขั้นตอนแรกกันเลย ซึ่งก็คือการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

ตรวความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ที่ BAAC

ระยะเวลาตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเองค่ะ และสามารถฟังผลตรวจกับทางเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเลย แถมระหว่างที่เจ้าหน้าที่อธิบายผล ต้องก็จะได้เห็นลักษณะเม็ดเลือดของตัวเองบนจอคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย

ฟังชื่ออาจจะดูน่ากลัว แต่ที่จริงแล้วง่ายมากๆ ค่ะ เจ้าหน้าที่จะเจาะเก็บตัวอย่างเลือดเราจากปลายนิ้วแค่หยดเดียวเท่านั้น จากนั้นก็จะนำไปส่องดูกับกล้องจุลทรรศน์อีกทีค่ะ

ก่อนที่จะตรวจเลือดกัน ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ต้องดูรูปเม็ดเลือดแบบที่ปกติบนผนังห้องก่อนค่ะ ถ้าเม็ดเลือดเราไม่ได้อยู่ในลักษณะนี้ ก็แปลว่ามันมีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งแต่ละลักษณะความผิดปกติมันก็จะบ่งบอกได้หลายโรคมากๆ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เริ่มเจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้วต้องค่ะ

หลังจากตรวจดูผลเลือด เม็ดเลือดของต้องกลมดีค่ะ แต่จากภาพจะเห็นได้ว่า พื้นหลังของเม็ดเลือดมีเศษตะกอนเยอะมาก เจ้าหน้าจึงสอบถามว่า ต้องกินอาหารเสริมหรือวิตามินเสริมบ้างมั้ย ซึ่งต้องกินอาหารเสริมเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว

เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ต้องระมัดระวังการกินอาหารเสริมรูปแบบที่กินอยู่ หรือลองปรับเปลี่ยนกิจวัตรการกินดู เพราะพวกอาหารเสริมมักจะไปรบกวนการทำงานของตับ ทำให้ตับของเราขับสารพิษในร่างกายได้น้อยลง

สิ่งที่เจอต่อมาคือ มีเม็ดเลือดรูปไข่ค่อนข้างเยอะ น่าจะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนบางตัวค่ะ แต่จะเป็นตัวไหน แนะนำให้ต้องเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนอย่างจริงจังอีกที ซึ่งก็จะทราบผลตรวจที่ลึกมากขึ้นค่ะ

และส่วนสุดท้ายเม็ดเลือดของต้องค่อนข้างหนืดค่ะ นอกจากหนืดแล้วยังเกาะตัวกันเป็นแถวอีกต่างหาก ซึ่งน่าจะเกิดจากการนอนไม่เป็นเวลา เจ้าหน้าที่เลยอยากให้ลองกำหนดช่วงเวลานอนให้สม่ำเสมอกันทุกคืนมากขึ้น ซึ่งตรงส่วนนี้น่าจะยากเลย เพราะบางครั้งตารางการบินก็ไม่ค่อยเป็นเวลาซะด้วยสิคะ 555+

สแกนร่างกายด้วยเครื่อง E.I.S

หลังจากตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเสร็จหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็นำทางต้องไปตรวจสุขภาพทั้ง 8 ระบบของร่างกายต่อค่ะ โดยจะใช้อุปกรณ์ตรวจที่มีชื่อว่า “เครื่อง E.I.S”

ก่อนตรวจ ต้องก็ถอดรองเท้า ถอดเครื่องประดับทุกอย่างออกก่อน แล้วนั่งลงกับเก้าอี้ วางมือสองข้างกับเท้าลงกับแผ่นที่ทางเจ้าหน้าที่แนะนำค่ะ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะติดสื่อนำกระแสไฟฟ้าที่ขมับของเราทั้ง 2 ข้างด้วย

หลังจากติดตั้งอุปกรณ์เสร็จ ต้องก็นั่งนิ่งๆ วางทั้งมือและเท้าอยู่กับที่บนแผ่นที่ทางเจ้าหน้าที่บอก เพื่อให้เครื่อง E.I.S ตรวจสแกนระบบทั้ง 8 ส่วนของร่างกายค่ะ ใช้เวลาให้เครื่องตรวจแสกนประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ก็เริ่มอ่านผลซึ่งจะขึ้นเป็นกราฟแท่งให้เราเห็นบนหน้าจอด้วย

ก่อนจะเริ่มอธิบายผล เจ้าหน้าที่ก็แจ้งก่อนว่า จากกราฟของทั้ง 8 ระบบที่เห็น ยิ่งกราฟไหนสั้นก็แสดงว่าระบบนั้นๆ ทำงานได้ีดีค่ะ แต่ยิ่งกราฟไหนยาวออกมา ก็แสดงว่าระบบนั้นอาจจะเริ่มเสื่อมหรืออักเสบแล้ว

เนื่องจากตัวผลการสแกนร่างกายด้วยเครื่อง E.I.S ค่อนข้างละเอียดและเข้มข้นทีเดียว 555+ ต้องเลยจะขออธิบายผลตรวจที่ส่วนที่ควรปรับแล้วกันนะคะ

  • ระบบทางเดินหายใจ ตรวจพบลักษณะการหายใจสั้นค่ะ อาจจะเพราะเราใส่แมสก์อยู่ตลอดเวลา ทางเจ้าหน้าที่แนะนำให้ต้องหาเวลาสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยเสริมการหายใจอย่างเต็มที่บ้าง จะนั่งสมาธิหรือเล่นโยคะก็ได้หมดเลยค่ะ
  • ระบบทางเดินอาหาร ตรวจเจอแผลในระบบทางเดินอาหาร สาเหตุหลักๆ ก็มาจากพฤติกรรมกินข้าวไม่ตรงเวลาของต้องนี่แหละ เจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้ต้องกินข้าวตรงเวลาบ่อยขึ้นและเคี้ยวให้ละเอียดด้วย
  • ระบบการทำงานของสมอง อันนี้ขึ้นหลายตัวเลยค่ะ โดยรวมคือสมองของต้องทำงานได้ช้าและอ่อนล้าลง สาเหตุเกิดมาจากการนอนน้อยนี่แหละค่ะ และต้องยังมีสิทธิ์เป็นโรคไมเกรนได้ด้วย เจ้าหน้าที่แนะนำว่า ทางที่ดีให้นอนตรงเวลาขึ้น จะช่วยลดโอกาสปวดหัวแรงๆ ได้
  • ระบบการทำงานของกระดูก จากการแสกนร่างกาย กระดูกต้นคอของต้องเริ่มบางแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่บอกว่าการก้มๆ เงยๆ ทำงานบ่อยก็มีส่วน ให้พยามรีแลกซ์ยืดคลายกล้ามเนื้อกับกระดูกบ้าง
  • ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ท่อหลอดเลือดที่ฟอกเลือดเสียไปที่ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่นักค่ะ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ต้องออกกำลังกายมากขึ้นหน่อย เพราะกรณีนี้มันพบได้บ่อยในคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือหัวใจไม่แข็งแรง

นอกเหนือจากผลตรวจด้านบน ระบบอื่นๆ ของร่างกายต้องก็ทำงานยังโอเคอยู่ค่ะ หลักๆ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ ก็คือ การกินกับการนอนนี่ล่ะค่ะ

เก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจสุขภาพเชิงลึก

เสร็จจากการสแกนร่างกายด้วยเครื่อง E.I.S เราก็มาเจาะเลือดเพื่อนำไปวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของสุขภาพและความเสี่ยงโรคมะเร็งกันค่ะ ห้องเจาะเลือดจะเป็นโซฟานุ่มๆ สบายๆ ให้นั่ง แล้วพี่พยาบาลก็จะเข้ามาเจาะเลือดให้ต้องค่ะ

เมื่อเจาะเลือดเสร็จ ก็กลับบ้านได้เลยค่ะ แล้วในอีกประมาณ 7 วัน ค่อยกลับมาฟังผลตรวจกับคุณหมอกัน

ฟังผลตรวจสุขภาพและผลตรวจคัดกรองมะเร็ง

ในวันฟังผลตรวจสุขภาพ ต้องเดินทางไปฟังผลตรวจแต่เช้าเลยค่ะ โดยจอดรถที่โรงแรมแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปยังตัวคลินิกเหมือนเดิม หลังจากแจ้งชื่อกับทางพนักงานและนั่งรออยู่พักเดียว ต้องก็ได้เข้าไปพบคุณหมอเพื่อฟังผลตรวจสุขภาพทั้งหมด

สำหรับผลตรวจสุขภาพที่ออกมาโดยรวมถือว่าดีมากๆ ค่ะ แทบจะไม่มีความเสี่ยงโรคอะไรเลย ทั้งโรคมะเร็งในเพศหญิง เช่น โรคมะเร็งรังไข่ โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก หรือโรคมะเร็งที่อาจจะเกิดในช่องท้องอย่างโรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งลำไส้ ต้องไม่มีความเสี่ยงเลยสักโรคค่ะ โล่งใจมาก

คุณหมอได้แนะนำต้องเสริมเล็กน้อยด้วยค่ะว่า ถ้ายังกังวลเรื่องโรคมะเร็งในเพศหญิงอยู่ จะลองตรวจแบบแปปสเมียร์ (Pap Smear) ซึ่งเป็นการตรวจตัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงอีกครั้งก็ได้ แต่แล้วแต่ความสะดวกใจได้เลย เพราะในส่วนของผลตรวจจากเลือด ต้องยังไม่มีความเสี่ยงอะไรทั้งนั้นค่ะ

นอกจากผลตตรวจโรคมะเร็ง ค่าวิตามินบีสิบสองก็อยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ เพราะวิตามินตัวนี้จะช่วยในการบำรุงระบบไหลเวียนเลือดและสมอง ส่วนผลตรวจเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวก็ปกติดีเหมือนกันค่ะ

คุณหมอยังแจ้งผลเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานด้วย ซึ่งไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะค่าน้ำตาลปกติดีมาก ความเสื่อมของเซลล์เนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆ ที่อาจจะลุกลามไปเป็นโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ก็ไม่มี

ค่าการทำงานของตับและไตก็ทำงานได้ดี กรองของเสียได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยรวมคือ ร่างกายแข็งแรงดีค่ะ แต่ที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ ก็คือ ส่วนของความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดที่เราตรวจไปในวันแรกค่ะ

คุณหมอก็เลยจัดวิตามินสูตร Brain Booster ให้ทางเส้นเลือด เป็นสูตรวิตามินที่เด่นเรื่องกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง ช่วยเพิ่มความสดชื่น ลดอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย และทำให้กลับมากะปรี้กะเปร่าอีกครั้งค่ะ

และให้ทำ Colon Hydrotherapy เพิ่มด้วย เพราะจะช่วยเรื่องขับของเสียที่ตกค้างอยู่ในทางเดินอาหาร พวกของเสียที่อาจจะไปก่อสารพิษในเลือดอีกจะได้ถูกขับออกไปให้หมด

ทำ Colon Hydrotherapy

หลังจากฟังผลตรวจกับคุณหมอแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ให้ต้องเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องทำ Colon Hydrotherapy หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อ การทำดีท็อกซ์ นั่นเอง แต่การทำ Colon Hydrotherapy จะเป็นระบบปิด แตกต่างดีท็อกซ์ทั่วไปที่หลายคนรู้จัก

ในห้องทำ Colon Hydrotherapy จะมีเตียงสูงๆ ตั้งอยู่ตรงกลาง ภายในมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำอยู่ด้วย ส่วนชุดที่ใส่ก็คล้ายๆ กับชุดผู้ป่วยในโรงพยายาลค่ะ หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จต้องก็ขึ้นไปนอนบนเตียงเพื่อรอทำ Colon Hydrotherapy ได้เลย

ก่อนทำ Colon Hydrotherapy ก็แอบกลัวนิดหน่อยค่ะ ไม่เคยทำมาก่อนเลยไม่รู้ว่าการดีท็อกซ์ลำไส้จะเจ็บมากมั้ย 555+ แต่กลายเป็นว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่เริ่มสวนล้างลำไส้ ต้องไม่รู้สึกเจ็บเลยค่ะ อาจจะมีความรู้สึกหน่วงๆ มวนๆ ท้องอยู่นิดหน่อย

ระหว่างที่ทำ Colon Hydrotherapy จะมีเจ้าหน้าที่คอยนวดๆ ท้องให้ เพื่อลดอาการปวดท้องให้ตลอดเลยค่ะ โดยรวมแล้วใช้เวลาทำ Colon Hydrotherapy ไม่นาน แค่ 40 นาที ก็เสร็จแล้ว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ให้เข้าห้องน้ำอีกครั้งเผื่ออยากจะขับถ่ายอีกสักรอบหลังทำ แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกมาดริปวิตามินเสริมต่อได้เลย

ดริปวิตามินสูตร Brain Booster

ห้องดริปวิตามินจะอยู่ข้างๆ ห้องทำ Colon Hydrotherapy เลยค่ะ ในห้องมีโซฟานุ่มๆ แบบปรับเอนได้ มีแอร์เปิดไว้เย็นๆ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาวัดความดันให้ก่อน แล้วค่อยเริ่มเจาะเข็มที่ข้อพับเพื่อดริปวิตามินค่ะ

หลังจากเจาะเข็มดริปวิตามินแล้ว ทางพี่พยาบาลก็เอาผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยมมาห่มให้ต้องด้วยค่ะ เพราะในห้องแอร์ค่อนข้างเย็นนิดนึง

ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ก็นำน้ำขิงและเกลือแร่มาให้เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและอาการขาดน้ำจากการทำ Colon Hydrotherapy และให้กินโพรไบโอติกส์ (Probiotics) 2 เม็ด เพื่อเติมจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยค่ะ

เจ้าหน้าที่บอกว่า การดริปวิตามินจะใช้เวลา 15-30 นาทีเท่านั้นค่ะ เพราะร่างกายของเราแข็งแรงอยู่แล้ว สามารถรับวิตามินในระดับความเร็วนี้ได้

แต่สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว คุณหมอก็อาจพิจารณาให้ใช้เวลารับวิตามินเข้าหลอดเลือดช้ากว่านี้ ระยะเวลาก็อาจจะยืดออกไปเป็น 30-45 นาทีค่ะ

ระหว่างที่ดริปวิตามิน ต้องก็สามารถนั่งเล่นมือถือหรือนอนเล่นได้ตามสบายเลย ที่ข้างโซฟาจะมีปุ่มกดสำหรับเรียกเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้ด้วยค่ะ แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็นอนงีบชิวๆ ไปยาวๆ ได้เลย

เมื่อเวลาดริปวิตามินใกล้หมด เจ้าหน้าที่พยาบาลจะเข้ามาถอดสายดริปวิตามินให้เราเอง จากนั้นก็ตรวจวัดความดันกันอีกครั้งก่อนแล้วก็กลับบ้านได้เลยค่ะ

หลังจากนี้ ต้องก็คงต้องพยายามปรับตารางการนอนของตัวเองให้เป็นวินัยและเพียงพอมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นโรคภัยต่างๆ ได้ถามหาทีหลังแน่ๆ ถึงแม้วันนี้ผลตรวจสุขภาพของต้องก็จะออกมาปกติดีแทบทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยการดูแลตัวเองได้นะคะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจอยากมาตรวจสุขภาพ ตรวตคัดกรองมะเร็ง หรืออยากลองทำ Colon Hydrotherapy เพื่อขับของเสียที่ตกค้างออกจากร่างกาย หรืออยากดริปวิตามินเสริมสุขภาพตามสูตรที่เหมาะกับตนเอง ต้องแนะนำให้ลองเดินทางมาใช้บริการที่ Bangkok Anti-Aging Center หรือ BAAC ได้เลยนะคะ

ข้อมูล Bangkok Anti-Aging Center

ขยาย

ปิด

  • สาขาสุทธิสาร: อาคาร BAAC เดินทางด้วย MRT สถานีสุทธิสาร ทางออก 2-3 ต่อวินมอเตอร์ไซค์เข้ามาในซอยประมวลสุข ดูแผนที่
  • สาขาสยาม: คลินิกอยู่ที่ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ชั้น 8 เดินทางด้วย BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ทางออก 5 ดูแผนที่
  • สาขาบางนา: อาคาร BAAC อยู่ติดกับ SB Design บนถนนบางนาตราด กม.ที่ 4 ก่อนถึงทางแยกไปถนนศรีนครินทร์ ดูแผนที่
  • ดูแพ็กเกจทั้งหมดจาก Bangkok Anti-Aging Center ที่นี่

บทความที่ HDmall.co.th แนะนำ

@‌hdcoth line chat