ผ่าตัดฝังเครื่องช่วยฟัง
ผ่าตัดฝังเครื่องช่วยฟัง (Hearing-aid implant) คือการวางอุปกรณ์บางส่วนไว้ใต้ผิวหนังหรือในกระดูกบริเวณหลังหู เพื่อช่วยส่งเสียงไปยังหูชั้นในหรือกระตุ้นประสาทหูโดยตรง ใช้กับการสูญเสียการได้ยินบางชนิดเมื่อเครื่องช่วยฟังแบบสวมภายนอกให้ประโยชน์ไม่เพียงพอหรือใช้ไม่ได้ แต่ต้องตรวจการได้ยินและประเมินโครงสร้างหูก่อนจึงจะทราบว่าอุปกรณ์ชนิดใดเหมาะสม
ประเด็นสำคัญ
- คำว่า “เครื่องช่วยฟังแบบฝัง” ครอบคลุมอุปกรณ์หลายชนิด โดยเฉพาะประสาทหูเทียมและอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูก ซึ่งทำงานต่างกันและไม่ได้ใช้แทนกันในผู้ป่วยทุกคน
- การผ่าตัดเป็นเพียงขั้นแรก หลังแผลหายยังต้องเปิดใช้งาน ปรับโปรแกรม และฝึกฟังกับนักแก้ไขการได้ยิน ผลลัพธ์จึงไม่เกิดขึ้นทันทีหลังตื่นจากยาสลบ
- ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ยินลดลงต้องผ่าตัด หลายคนยังเหมาะกับการรักษาสาเหตุของโรคหู เครื่องช่วยฟังแบบสวม หรืออุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกชนิดไม่ผ่าตัดมากกว่า
ผ่าตัดฝังเครื่องช่วยฟัง คืออะไร
การผ่าตัดนี้ไม่ใช่การนำเครื่องช่วยฟังทั่วไปใส่เข้าไปในหู แต่เป็นการฝังส่วนรับสัญญาณหรือส่วนยึดอุปกรณ์ไว้ในร่างกาย อุปกรณ์ภายนอกรับเสียงและแปลงเสียงเป็นสัญญาณ จากนั้นระบบจะส่งสัญญาณผ่านส่วนที่ฝังไว้เพื่อช่วยให้สมองรับรู้เสียง
อุปกรณ์ที่เรียกรวมกันว่าเครื่องช่วยฟังแบบฝังมีหลายกลุ่ม บทความนี้เน้นเฉพาะประสาทหูเทียมและอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูก การระบุชื่ออุปกรณ์ให้ชัดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขั้นตอนผ่าตัด การเปิดใช้งาน การพักฟื้น และประโยชน์ที่คาดหวังต่างกัน
| ชนิดหลัก | ทำงานอย่างไร | มักพิจารณาเมื่อ |
| ประสาทหูเทียม | ข้ามเซลล์รับเสียงที่เสียหายในหูชั้นใน แล้วส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นประสาทหู | สูญเสียการได้ยินจากหูชั้นในระดับรุนแรง และเครื่องช่วยฟังแบบสวมช่วยให้เข้าใจคำพูดไม่เพียงพอ |
| อุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูก | ส่งแรงสั่นผ่านกระดูกกะโหลกไปยังหูชั้นใน โดยเลี่ยงช่องหูและหูชั้นกลาง | มีการสูญเสียการได้ยินแบบการนำเสียง แบบผสม หรือหูหนวกข้างเดียวในผู้ป่วยบางราย |
ประสาทหูเทียมมีส่วนรับสัญญาณอยู่ใต้ผิวหนังหลังหู และมีแถบขั้วไฟฟ้าอยู่ในคอเคลียหรือหอยโข่ง ซึ่งเป็นอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน เครื่องประมวลผลเสียงด้านนอกรับเสียงแล้วส่งข้อมูลผ่านผิวหนังไปยังส่วนฝัง สัญญาณจะกระตุ้นประสาทหูและส่งต่อไปยังสมอง เสียงที่รับรู้ไม่เหมือนการได้ยินตามธรรมชาติทุกประการ สมองต้องใช้เวลาเรียนรู้และตีความสัญญาณใหม่ Mayo Clinic
อุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกใช้แรงสั่นสะเทือนส่งเสียงผ่านกระดูกกะโหลกไปยังหูชั้นใน จึงไม่ต้องพึ่งช่องหูหรือหูชั้นกลางแบบเครื่องช่วยฟังทั่วไป บางระบบมีส่วนเชื่อมผ่านผิวหนัง ส่วนบางระบบส่งสัญญาณผ่านผิวหนังด้วยแม่เหล็ก
เป้าหมายของการรักษาคือเพิ่มการเข้าถึงเสียงและช่วยการสื่อสาร ไม่ใช่คืนการได้ยินให้เหมือนเดิมในทุกสถานการณ์ ประโยชน์ที่แต่ละคนได้รับขึ้นกับชนิดและระยะเวลาของการสูญเสียการได้ยิน การทำงานของประสาทหู อายุที่เริ่มรักษา การใช้เครื่องอย่างสม่ำเสมอ และการฝึกฟังหลังเปิดเครื่อง
ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ
ใครอาจเหมาะกับการผ่าตัด
แพทย์หู คอ จมูกและนักแก้ไขการได้ยินอาจพิจารณาการผ่าตัดเมื่อการสูญเสียการได้ยินกระทบการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดยังช่วยได้ไม่เพียงพอ การดูเพียงผลตรวจระดับเสียงไม่พอ ต้องประเมินความเข้าใจคำพูดด้วย
ผู้ที่อาจได้รับการประเมินเพื่อใส่ประสาทหูเทียม ได้แก่
- มีการสูญเสียการได้ยินจากหูชั้นในระดับรุนแรงในหูข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
- ใส่เครื่องช่วยฟังที่ปรับอย่างเหมาะสมแล้ว แต่ยังเข้าใจคำพูดได้น้อย
- การได้ยินลดลงจนรบกวนการเรียน การทำงาน ความปลอดภัย หรือการสื่อสารกับคนรอบตัว
- มีประสาทหูและโครงสร้างที่จำเป็นต่อการใช้อุปกรณ์
- สามารถเข้ารับการเปิดเครื่อง ปรับโปรแกรม และฟื้นฟูการฟังต่อเนื่อง
- เข้าใจว่าเสียงจากอุปกรณ์ต้องอาศัยการเรียนรู้ และผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน
ผู้ที่อาจเหมาะกับอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูก ได้แก่
- มีการสูญเสียการได้ยินแบบการนำเสียง เพราะเสียงผ่านช่องหูหรือหูชั้นกลางได้ไม่ดี แต่หูชั้นในยังรับสัญญาณได้
- มีการสูญเสียการได้ยินแบบผสม ซึ่งมีทั้งปัญหาการนำเสียงและการรับเสียง
- มีช่องหูตีบหรือไม่มีช่องหูตั้งแต่กำเนิด
- มีโรคหูชั้นกลางเรื้อรังจนไม่เหมาะกับเครื่องช่วยฟังที่อุดในช่องหู
- หูข้างหนึ่งไม่ได้ยินหรือได้ยินน้อยมาก โดยอีกข้างมีการได้ยินที่เหมาะจะรับเสียงผ่านกระดูก
ก่อนตัดสินใจ ผู้ป่วยอาจได้ทดลองใช้อุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกชนิดติดแถบคาดศีรษะหรือยึดบนผิวหนัง เพื่อประเมินลักษณะเสียงโดยไม่ต้องผ่าตัด วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจประโยชน์และข้อจำกัดของระบบได้ดีขึ้น Cleveland Clinic
ใครอาจยังไม่เหมาะ หรือควรชะลอการผ่าตัด
การผ่าตัดอาจไม่ใช่คำตอบแรกหากเครื่องช่วยฟังแบบสวมที่ปรับเหมาะสมยังช่วยให้สื่อสารได้ดี หรือหากมีสาเหตุที่รักษาได้ด้วยยา การทำความสะอาดช่องหู หรือการผ่าตัดแก้โรคของแก้วหูและหูชั้นกลาง
แพทย์อาจชะลอหรือไม่แนะนำการฝังอุปกรณ์เมื่อ
- มีการติดเชื้อบริเวณหู หนังศีรษะ หรือแผลที่จะผ่าตัด
- สุขภาพโดยรวมทำให้ความเสี่ยงจากการระงับความรู้สึกสูงเกินประโยชน์ที่คาดหวัง
- โครงสร้างหูชั้นในหรือประสาทหูไม่เอื้อต่ออุปกรณ์ชนิดที่กำลังพิจารณา
- ไม่สามารถกลับมาติดตามผล เปิดเครื่อง หรือเข้ารับการฟื้นฟูการฟังได้
- คาดหวังว่าจะได้ยินตามธรรมชาติทันที หรือไม่พร้อมใช้อุปกรณ์ภายนอกเป็นประจำ
- มีโรคผิวหนังหรือคุณภาพกระดูกบริเวณที่จะฝัง ซึ่งอาจรบกวนการสมานแผลหรือการยึดอุปกรณ์
- ยังไม่ได้ทดลองเครื่องช่วยฟังหรือทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดอย่างเหมาะสม
เด็กต้องประเมินพัฒนาการ ภาษา การสนับสนุนจากครอบครัว และความพร้อมในการฝึกฟังร่วมด้วย การตัดสินใจไม่ได้อาศัยอายุหรือผลตรวจเพียงตัวเดียว ส่วนผู้สูงอายุไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์จากอายุเพียงอย่างเดียว แพทย์จะพิจารณาสุขภาพ ความจำ การสื่อสาร และความสามารถในการใช้อุปกรณ์ประกอบกัน
เตรียมตัวก่อนผ่าตัด
การเตรียมตัวเริ่มจากยืนยันชนิดของการสูญเสียการได้ยินและเลือกอุปกรณ์ที่ตรงกับปัญหา กระบวนการประเมินอาจใช้เวลาหลายครั้ง เพราะต้องแยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่ช่องหู หูชั้นกลาง หูชั้นใน หรือเส้นประสาท
การตรวจที่อาจได้รับ ได้แก่
- ตรวจหู ช่องหู แก้วหู และบริเวณหลังหู
- ตรวจระดับการได้ยินด้วยเสียงความถี่ต่างๆ
- ทดสอบความเข้าใจคำพูด โดยอาจทดสอบทั้งขณะใส่และไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง
- ตรวจว่าเครื่องช่วยฟังเดิมได้รับการปรับเหมาะสมแล้วหรือไม่
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของหูและศีรษะ เพื่อดูคอเคลีย กระดูกหลังหู และประสาทที่เกี่ยวข้อง
- ประเมินการทรงตัวในผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะหรือมีความเสี่ยง
- ตรวจสุขภาพก่อนดมยาสลบตามโรคประจำตัวและแนวทางของสถานพยาบาล
- ประเมินภาษา การสื่อสาร และความพร้อมของครอบครัว โดยเฉพาะในเด็ก
ควรแจ้งทีมรักษาเรื่องโรคประจำตัว การแพ้ยา การผ่าตัดหูเดิม และอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย นำรายชื่อยาทุกชนิดไปด้วย รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาบางชนิดอาจต้องหยุดหรือปรับ แต่ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์ต้องเป็นผู้กำหนดเวลาเฉพาะราย อย่าหยุดยาเอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ลิ่มเลือด หรือระดับน้ำตาลผิดปกติ
ทีมผ่าตัดจะบอกเวลาที่ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มตามชนิดการระงับความรู้สึกและเวลาผ่าตัด หากเผลอรับประทานหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ต้องแจ้งทีมรักษาตามจริงเพื่อป้องกันการสำลักระหว่างดมยาสลบ
ประสาทหูเทียมสัมพันธ์กับความเสี่ยงเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ผู้ป่วยบางรายจึงต้องตรวจประวัติวัคซีนและรับวัคซีนที่เหมาะสมก่อนผ่าตัดตามอายุและความเสี่ยง Mayo Clinic แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าต้องรับวัคซีนใดและเมื่อใด
ก่อนวันผ่าตัด ควรเตรียม
- เอกสารยืนยันตัวตน เอกสารส่งต่อ และหลักฐานสิทธิการรักษา
- ผลตรวจการได้ยิน ภาพถ่ายรังสี และรายงานการรักษาเดิม หากอยู่คนละสถานพยาบาล
- รายชื่อยา โรคประจำตัว และประวัติแพ้ยา
- กล่องใส่เครื่องช่วยฟังหรืออุปกรณ์เดิม
- เสื้อที่ติดกระดุมหรือซิปด้านหน้า เพื่อไม่ต้องดึงผ่านศีรษะ
- ผู้ใหญ่ที่พากลับบ้านและอยู่ดูแลช่วงแรก หากสถานพยาบาลอนุญาตให้กลับวันเดียวกัน
ควรสระผมตามคำแนะนำก่อนมาโรงพยาบาล เพราะหลังผ่าตัดอาจต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลเปียกช่วงหนึ่ง งดเครื่องประดับบริเวณหูและศีรษะ รวมทั้งแจ้งแพทย์หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ แผลอักเสบ หรือหูมีหนองก่อนวันผ่าตัด
ก่อนลงนามยินยอม ให้ถามให้ชัดว่าอุปกรณ์ที่เสนอเป็นชนิดใด ฝังข้างใด ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกแบบใด เมื่อไรจึงเปิดใช้งานได้ และมีข้อจำกัดต่อการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอนาคตหรือไม่
ขั้นตอนการผ่าตัด
รายละเอียดต่างกันตามชนิดอุปกรณ์ แต่โดยทั่วไปมีลำดับดังนี้
1. ยืนยันข้างและแผนผ่าตัด
ทีมรักษาตรวจชื่อผู้ป่วย ตำแหน่งหูที่จะผ่าตัด ประวัติแพ้ยา และเอกสารยินยอมอีกครั้ง อาจตัดหรือเล็มผมบริเวณเล็กๆ หลังหูตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องโกนทั้งศีรษะในทุกกรณี
2. ให้ยาระงับความรู้สึก
การฝังประสาทหูเทียมมักทำภายใต้การดมยาสลบ ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวระหว่างผ่าตัด Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust ส่วนอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกอาจใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาคลายกังวล หรือใช้ยาสลบ ขึ้นกับชนิดอุปกรณ์ อายุ สุขภาพ และแนวทางของทีมผ่าตัด
3. เปิดแผลบริเวณหลังหู
ศัลยแพทย์ทำแผลหลังหูและเตรียมตำแหน่งสำหรับส่วนที่ฝัง ในการผ่าตัดประสาทหูเทียม แพทย์เปิดทางผ่านกระดูกมาสตอยด์ซึ่งเป็นกระดูกหลังหู แล้วเข้าถึงหูชั้นในอย่างระมัดระวัง อาจติดอุปกรณ์เฝ้าระวังเส้นประสาทใบหน้าเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อเส้นประสาทที่วิ่งผ่านบริเวณนี้
4. วางอุปกรณ์
สำหรับประสาทหูเทียม ศัลยแพทย์วางส่วนรับสัญญาณใต้ผิวหนังและสอดแถบขั้วไฟฟ้าเข้าไปในคอเคลีย จากนั้นยึดอุปกรณ์ไม่ให้เคลื่อน
สำหรับอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูก ศัลยแพทย์เตรียมตำแหน่งที่กระดูกหลังหูและวางชิ้นส่วนฝังในกระดูก ระบบบางชนิดมีส่วนเชื่อมยื่นผ่านผิวหนัง ส่วนระบบอื่นอยู่ใต้ผิวหนังทั้งหมดและรับสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอกผ่านแม่เหล็ก ขั้นตอนจึงไม่เหมือนกันทุกชนิด
5. ตรวจการทำงานระหว่างผ่าตัด
ทีมอาจทดสอบความสมบูรณ์ของขั้วไฟฟ้า การตอบสนองของประสาท หรือการวางตำแหน่งอุปกรณ์ การทดสอบนี้ช่วยยืนยันการทำงานทางเทคนิค แต่ไม่สามารถรับประกันระดับการเข้าใจคำพูดหลังเปิดเครื่องได้
6. ปิดแผลและพันแผล
ศัลยแพทย์ปิดแผลด้วยไหมเย็บ วัสดุเย็บละลาย หรือกาวปิดแผลตามเทคนิค จากนั้นปิดแผลหรือพันศีรษะเพื่อป้องกันบริเวณผ่าตัด เมื่อฟื้นจากยาสลบ ผู้ป่วยจะได้รับการสังเกตอาการปวด คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เลือดออก และการเคลื่อนไหวของใบหน้า
อุปกรณ์มักยังไม่ถูกเปิดใช้งานทันที เนื้อเยื่อและแผลต้องฟื้นตัวก่อน จากนั้นนักแก้ไขการได้ยินจึงติดส่วนภายนอก เปิดระบบ และตั้งค่าระดับสัญญาณ การได้ยินในวันเปิดเครื่องเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องปรับโปรแกรมหลายครั้งและฝึกแปลความหมายของเสียงต่อไป
ใช้เวลานานแค่ไหน
ระยะเวลาขึ้นกับชนิดอุปกรณ์ จำนวนข้างที่ผ่าตัด โครงสร้างหู การเคยผ่าตัดมาก่อน และเทคนิคของศัลยแพทย์ จึงควรถามเวลาโดยประมาณจากทีมที่วางแผนผ่าตัดจริง
การฝังอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกบางชนิดใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 30–60 นาที ตามชนิดของระบบ Cleveland Clinic ส่วนประสาทหูเทียมเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าและมักใช้เวลานานกว่า โดยเฉพาะเมื่อทำสองข้างหรือมีโครงสร้างหูผิดปกติ แหล่งข้อมูลที่ให้มายังไม่ระบุช่วงเวลาที่ใช้ได้กับแนวทางในประเทศไทย จึงควรยืนยันกับศัลยแพทย์
เวลาที่อยู่ในห้องผ่าตัดไม่เท่ากับเวลาทั้งหมดในโรงพยาบาล ยังมีช่วงเตรียมดมยาสลบและสังเกตอาการหลังผ่าตัด ผู้ป่วยบางรายกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ขณะที่บางรายพักสังเกตอาการหนึ่งคืน ตัวอย่างแนวทางจากศูนย์ต่างประเทศระบุว่าหลังฝังประสาทหูเทียมอาจกลับวันเดียวกันหรือพักหนึ่งคืน ขึ้นกับเวลาผ่าตัดและอาการหลังฟื้น Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust การรับไว้ในโรงพยาบาลของไทยอาจต่างกันตามอายุ โรคประจำตัว และนโยบายสถานพยาบาล
พักฟื้นนานแค่ไหน
คนส่วนใหญ่ค่อยๆ ทำกิจวัตรได้มากขึ้นภายในช่วงแรกหลังผ่าตัด แต่ “แผลหาย” “กลับไปทำงาน” และ “เริ่มได้ยินจากอุปกรณ์” เป็นคนละช่วงเวลา การเปิดใช้งานต้องรอให้แผลเหมาะสม และการเข้าใจเสียงต้องใช้การปรับโปรแกรมกับการฝึกฟัง
| ช่วงเวลาโดยทั่วไป | สิ่งที่อาจพบและสิ่งที่ควรทำ |
| วันผ่าตัดถึงวันถัดมา | ปวดตึงหลังหู มึนงง คลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะเล็กน้อย อาจมีผ้าพันศีรษะ |
| หลายวันแรก | พักให้เพียงพอ เดินเบาๆ ได้ตามอาการ รักษาแผลให้แห้ง และรับประทานยาตามแผนที่ได้รับ |
| ก่อนกลับไปทำงาน | ต้องประเมินเป็นรายบุคคลตามชนิดการผ่าตัด อาการเวียนศีรษะ สภาพแผล และลักษณะงาน ควรกลับไปทำงานเมื่อศัลยแพทย์อนุญาต |
| หลายสัปดาห์หลังผ่าตัด | นัดตรวจแผลและพิจารณาเปิดอุปกรณ์ ช่วงเวลาขึ้นกับชนิดอุปกรณ์และการสมานแผล |
| หลายเดือนต่อมา | ปรับโปรแกรมซ้ำ ฝึกฟัง และประเมินความเข้าใจคำพูด การพัฒนาแตกต่างกันในแต่ละคน |
การกลับไปทำงานต้องประเมินเป็นรายบุคคลตามชนิดการผ่าตัด อาการเวียนศีรษะ สภาพแผล และลักษณะงาน ควรกลับไปทำงานเมื่อศัลยแพทย์อนุญาต และยังไม่ควรขับรถ ทำงานบนที่สูง หรือใช้เครื่องจักรหากยังมึนงงหรือเสียการทรงตัว
อาการที่พบได้ช่วงแรก ได้แก่
- ปวดหรือตึงบริเวณแผล
- ชาหรือรู้สึกแปลกบริเวณใบหูและหนังศีรษะ
- ช้ำหลังหูหรือลงมาที่คอ
- คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัวชั่วคราว
- หูอื้อหรือเสียงในหูเปลี่ยนไป
- รู้สึกเสียงดังเป๊าะหรือเสียงกรอบแกรบในหู
- เจ็บคอจากท่อช่วยหายใจหลังดมยาสลบ
อาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้มักดีขึ้นในช่วงหลายวันแรก แต่ไม่ควรขับรถหากยังมึนหรือเสียการทรงตัว Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust
การดูแลแผลต้องทำตามคำสั่งของทีมผ่าตัด เพราะวัสดุปิดแผลและเทคนิคต่างกัน บางแนวทางให้หลีกเลี่ยงการสระผมหรือทำแผลเปียกอย่างน้อยช่วงแรก แต่กำหนดเวลาจริงต้องดูจากศัลยแพทย์ อย่าแกะกาว ไหม หรือวัสดุปิดแผลเอง
หลีกเลี่ยงการเบ่ง ยกของหนัก ออกกำลังที่กระแทก และสั่งน้ำมูกแรงในระยะแรก ระยะเวลาที่ต้องหลีกเลี่ยงขึ้นกับชนิดการผ่าตัดและสภาพแผล หากมีส่วนเชื่อมผ่านผิวหนัง ต้องเรียนรู้การทำความสะอาดรอบตำแหน่งนั้นตามคำแนะนำเฉพาะ
สำหรับอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูก กระดูกต้องเชื่อมกับส่วนฝังก่อนติดเครื่องประมวลผลภายนอก กระบวนการนี้อาจใช้ประมาณ 1–3 เดือน ขึ้นกับระบบที่ใช้และการสมานกระดูกของแต่ละคน Cleveland Clinic
หลังฝังประสาทหูเทียม การนัดเปิดเครื่องของบางศูนย์ต่างประเทศเริ่มประมาณหลายสัปดาห์หลังผ่าตัด แต่กำหนดในไทยอาจต่างกัน หลังเปิดเครื่อง เสียงอาจยังไม่ชัดหรือฟังไม่เป็นธรรมชาติ ต้องมาปรับโปรแกรมหลายครั้งและฝึกฟังอย่างต่อเนื่อง เด็กอาจต้องทำงานร่วมกับทีมด้านภาษาและพัฒนาการ ส่วนผู้ใหญ่ที่สูญเสียการได้ยินมานานอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากขึ้น
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
การผ่าตัดมีความเสี่ยงจากยาระงับความรู้สึกและจากบริเวณหู ศัลยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงเฉพาะรายจากสุขภาพ โครงสร้างหู และชนิดอุปกรณ์ ไม่ควรตีความว่าการระบุความเสี่ยงต่อไปนี้หมายความว่าจะเกิดกับทุกคน
ความเสี่ยงทั่วไป
- เลือดออก เลือดคั่ง หรือบวมบริเวณแผล
- แผลติดเชื้อ แผลแยก หรือหายช้า
- ปวด ชา หรือไวต่อการสัมผัสบริเวณที่ฝัง
- แพ้ยา คลื่นไส้ เจ็บคอ หรือภาวะแทรกซ้อนจากยาสลบ
- แผลเป็นหรือผิวหนังบางเหนืออุปกรณ์
ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับหูและระบบประสาท
- เวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัว ซึ่งมักเป็นชั่วคราวแต่บางรายอาจอยู่นาน
- หูอื้อเกิดใหม่หรืออาการเดิมแย่ลง
- สูญเสียการได้ยินธรรมชาติที่เหลืออยู่ในหูข้างผ่าตัด
- การรับรสเปลี่ยนหรือชาบริเวณลิ้นจากการระคายเคืองเส้นประสาทใกล้หู
- เส้นประสาทใบหน้าบาดเจ็บ ทำให้ใบหน้าอ่อนแรงด้านเดียว
- น้ำหล่อสมองและไขสันหลังรั่ว
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในผู้ใช้ประสาทหูเทียม
- อุปกรณ์เคลื่อน ชำรุด ติดเชื้อ หรือไม่ทำงาน จนอาจต้องผ่าตัดแก้ไขหรือเปลี่ยนอุปกรณ์
- ได้ประโยชน์ด้านการได้ยินน้อยกว่าที่คาด แม้อุปกรณ์ทำงานทางเทคนิคตามปกติ
ความเสี่ยงที่ระบุสำหรับประสาทหูเทียมรวมถึงใบหน้าอ่อนแรง หูอื้อ น้ำหล่อสมองรั่ว ความเจ็บปวดเรื้อรัง การสูญเสียการได้ยินที่เหลืออยู่ และอุปกรณ์ล้มเหลว Mayo Clinic
สำหรับอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกชนิดมีส่วนเชื่อมผ่านผิวหนัง อาจเกิดผิวหนังระคายเคือง เนื้อเยื่อขึ้นคลุมส่วนเชื่อม หรือการติดเชื้อรอบตำแหน่งฝังได้ ส่วนชนิดที่อยู่ใต้ผิวหนังอาจมีแรงกดจากแม่เหล็ก ทำให้เจ็บหรือผิวหนังระคายเคืองหากปรับไม่เหมาะสม
อุปกรณ์ฝังอาจมีเงื่อนไขต่อการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การรักษาด้วยเครื่องมือบางชนิด หรือการผ่าตัดในอนาคต ผู้ใช้ควรเก็บบัตรประจำอุปกรณ์และแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนตรวจหรือรักษา ไม่ควรสรุปเองว่าสามารถหรือไม่สามารถเข้าตรวจได้ เพราะข้อกำหนดต่างกันตามรุ่นและตำแหน่งที่ตรวจ
สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที
ติดต่อทีมผ่าตัดภายในวันเดียวกันหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดแผลมากขึ้นหรือปวดไม่ดีขึ้นตามแผนที่ได้รับ
- แผลแดง ร้อน บวม หรือมีน้ำ หนอง หรือกลิ่นผิดปกติ
- เลือดออกต่อเนื่อง หรือผ้าปิดแผลชุ่มเลือด
- ไข้ร่วมกับอาการแผลอักเสบหรือรู้สึกไม่สบายมาก
- อุปกรณ์หรือส่วนเชื่อมดูเคลื่อน หลวม หรือผิวหนังเหนืออุปกรณ์เริ่มแตก
- หลังเปิดเครื่องแล้วมีอาการปวดมาก กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก หรือผิวหนังถูกกดจนแดงไม่หาย
ไปห้องฉุกเฉินทันทีหรือโทร 1669 หากมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอวันนัดหรือรอการติดต่อกลับจากทีมผ่าตัด
- เวียนศีรษะรุนแรง อาเจียนซ้ำ เดินไม่ได้ หรืออาการทรงตัวแย่ลง
- ใบหน้าเบี้ยว หลับตาไม่สนิท หรือกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง
- มีน้ำใสไหลจากหูหรือจมูกอย่างต่อเนื่อง
- ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง แพ้แสง ซึมลง สับสน หรือปลุกตื่นยาก
- ผื่นหรือจุดเลือดออกผิดปกติร่วมกับไข้และอาการทรุด
- ชัก หมดสติ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน หรืออาการทรุดเร็ว
อาการไข้สูง ซึม คอแข็ง แพ้แสง หรือผื่นร่วมกับอาการป่วยมาก อาจเป็นสัญญาณของเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือการติดเชื้อรุนแรง ควรไปห้องฉุกเฉิน ไม่ควรรอถึงวันนัด Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust
ทางเลือกอื่น
การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับการได้ยินลดลงทุกชนิด การรักษาที่เหมาะสมต้องเริ่มจากหาสาเหตุและประเมินว่าหูส่วนใดยังทำงานได้
รักษาสาเหตุที่แก้ไขได้
ขี้หูอุดตัน การติดเชื้อ ของเหลวในหูชั้นกลาง แก้วหูทะลุ หรือความผิดปกติของกระดูกหูบางชนิดอาจมีแนวทางรักษาเฉพาะ การรักษาสาเหตุอาจช่วยการได้ยินโดยไม่ต้องฝังอุปกรณ์ แต่ไม่ใช่ทุกโรคจะตอบสนองเหมือนกัน
เครื่องช่วยฟังแบบสวม
เครื่องช่วยฟังทั่วไปขยายเสียงและปรับเสียงตามผลตรวจ เหมาะกับผู้ป่วยจำนวนมาก และควรได้รับการปรับโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนสรุปว่าไม่เพียงพอ หากยังเข้าใจคำพูดได้ดีเมื่อปรับเครื่องเหมาะสม การผ่าตัดอาจยังไม่จำเป็น
อุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกชนิดไม่ผ่าตัด
อุปกรณ์อาจติดกับแถบคาดศีรษะหรือยึดบนผิวหนัง จึงไม่ต้องมีแผลผ่าตัด เหมาะกับเด็กเล็ก ผู้ที่ยังไม่พร้อมผ่าตัด หรือผู้ที่ต้องการทดลองคุณภาพเสียงก่อนตัดสินใจ Cleveland Clinic
อุปกรณ์ช่วยการฟังในสถานการณ์เฉพาะ
ไมโครโฟนระยะไกล ระบบส่งเสียงจากโทรทัศน์ โทรศัพท์ที่แสดงข้อความ อุปกรณ์เตือนด้วยแสงหรือแรงสั่น และคำบรรยายสด ช่วยลดข้อจำกัดในการเรียน การทำงาน และความปลอดภัยได้ แม้ไม่ได้แก้ระดับการได้ยินโดยตรง
การฟื้นฟูการสื่อสาร
การฝึกอ่านริมฝีปาก ภาษามือ การฝึกฟัง และการปรับสภาพแวดล้อมช่วยการสื่อสารได้ วิธีเหล่านี้ใช้ร่วมกับเครื่องช่วยฟังหรืออุปกรณ์ฝังได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว
การผ่าตัดชนิดอื่น
หากการได้ยินลดลงเกิดจากแก้วหู กระดูกหู หรือโรคหูชั้นกลาง การซ่อมแก้วหู ซ่อมกระดูกหู หรือผ่าตัดรักษาโรคต้นเหตุอาจเหมาะกว่าการฝังอุปกรณ์ ในทางกลับกัน หากประสาทหูไม่สามารถรับสัญญาณได้ ประสาทหูเทียมอาจไม่ตอบโจทย์ และต้องประเมินระบบอื่นในศูนย์เฉพาะทาง
คำถามสำคัญก่อนเลือกวิธีคือ คุณต้องการแก้ปัญหาใดมากที่สุด เช่น เข้าใจคำพูดในที่เงียบ ฟังในที่มีเสียงรบกวน รับรู้เสียงเตือน หรือช่วยพัฒนาภาษาในเด็ก เป้าหมายที่ชัดช่วยให้ทีมรักษาเปรียบเทียบประโยชน์และข้อจำกัดของแต่ละทางเลือกได้ตรงขึ้น
สิทธิการรักษา
การใช้สิทธิขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ชนิดอุปกรณ์ สถานพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเงื่อนไขที่มีผลในช่วงเวลานั้น ควรตรวจสอบก่อนเริ่มกระบวนการ เพราะการประเมิน การผ่าตัด ตัวอุปกรณ์ การเปิดเครื่อง และการติดตามผลอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างกัน
บัตรทอง
เริ่มติดต่อหน่วยบริการประจำตามสิทธิ เพื่อรับการตรวจและส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่มีทีมประเมินการได้ยินและผ่าตัดฝังอุปกรณ์ ถามให้ชัดว่าสิทธิครอบคลุมอุปกรณ์ชนิดที่แพทย์เสนอหรือไม่ ต้องผ่านเกณฑ์ใด และครอบคลุมการปรับโปรแกรมกับการฟื้นฟูหลังผ่าตัดเพียงใด
ประกันสังคม
ตรวจสอบกับสถานพยาบาลตามสิทธิและช่องทางของหน่วยงานที่ดูแลสิทธิว่า ต้องมีหนังสือส่งต่อหรือการอนุมัติก่อนหรือไม่ อุปกรณ์บางประเภทอาจต้องผ่านการประเมินและเกณฑ์เฉพาะ อย่าเข้ารับบริการนอกเครือข่ายก่อนยืนยันเงื่อนไข เพราะอาจกระทบการใช้สิทธิ
สิทธิสวัสดิการของรัฐอื่น
ผู้มีสิทธิควรติดต่อสถานพยาบาลต้นสังกัดหรือหน่วยงานผู้เบิก ถามว่าต้องใช้ผลตรวจ รายงานแพทย์ หรือการอนุมัติอุปกรณ์ล่วงหน้าหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเงื่อนไขการซ่อม เปลี่ยนส่วนภายนอก และวัสดุสิ้นเปลืองในระยะยาว
ประกันสุขภาพเอกชน
กรมธรรม์บางฉบับแยกความคุ้มครองระหว่างค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่าวิสัญญี ค่าอุปกรณ์ที่ฝัง และอุปกรณ์ภายนอก ควรขอให้บริษัทประกันยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนผ่าตัด พร้อมส่งแผนการรักษาและชื่อประเภทอุปกรณ์เพื่อพิจารณา
ไม่ว่าสิทธิใด ควรถามเรื่องต่อไปนี้
- ต้องใช้ใบส่งต่อหรืออนุมัติล่วงหน้าหรือไม่
- การตรวจการได้ยินและภาพถ่ายรังสีอยู่ในสิทธิหรือไม่
- ตัวอุปกรณ์ภายในและเครื่องประมวลผลภายนอกอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันหรือไม่
- การเปิดเครื่อง ปรับโปรแกรม และฝึกฟังครอบคลุมต่อเนื่องเพียงใด
- หากอุปกรณ์เสีย สูญหาย หรือหมดอายุการใช้งาน มีกระบวนการอย่างไร
- ต้องติดตามที่สถานพยาบาลเดิมหรือสามารถส่งต่อไปที่อื่นได้หรือไม่
จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน
หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare
คำถามที่พบบ่อย
ผ่าตัดแล้วได้ยินทันทีหรือไม่
โดยทั่วไปยังไม่ได้ยินผ่านอุปกรณ์ทันทีหลังผ่าตัด เพราะต้องรอให้แผลฟื้นตัวก่อนติดตั้งหรือเปิดส่วนภายนอก จากนั้นยังต้องปรับโปรแกรมและฝึกให้สมองเรียนรู้สัญญาณเสียงใหม่
เครื่องช่วยฟังแบบฝังต่างจากเครื่องช่วยฟังทั่วไปอย่างไร
เครื่องช่วยฟังทั่วไปขยายเสียงผ่านช่องหู ส่วนอุปกรณ์ฝังอาจส่งแรงสั่นผ่านกระดูกหรือกระตุ้นประสาทหูโดยตรง ชนิดที่เหมาะขึ้นกับตำแหน่งและความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน
ผ่าตัดแล้วการได้ยินจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่
ไม่สามารถรับประกันว่าจะได้ยินเหมือนธรรมชาติหรือเข้าใจคำพูดได้เท่ากันทุกคน ผลลัพธ์ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ ระยะเวลาที่สูญเสียการได้ยิน การทำงานของประสาท การใช้อุปกรณ์ และการฝึกฟัง
ต้องใส่อุปกรณ์ภายนอกด้วยหรือไม่
อุปกรณ์ฝังส่วนใหญ่ยังต้องใช้เครื่องประมวลผลเสียงภายนอก ส่วนภายนอกรับเสียงและส่งสัญญาณไปยังส่วนที่ฝัง จึงอาจต้องถอดตอนนอน อาบน้ำ หรือทำกิจกรรมบางชนิดตามคำแนะนำของระบบนั้น
เลือกฝังประสาทหูเทียมหรืออุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกอย่างไร
เลือกจากชนิดของการสูญเสียการได้ยิน ไม่ได้เลือกจากขนาดหรือรูปลักษณ์ของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว ประสาทหูเทียมมักใช้เมื่อหูชั้นในเสียหายรุนแรง ส่วนระบบนำเสียงผ่านกระดูกมักใช้เมื่อเสียงผ่านช่องหูหรือหูชั้นกลางไม่ได้ หรือในหูหนวกข้างเดียวบางกรณี
ผู้สูงอายุผ่าตัดได้หรือไม่
ผู้สูงอายุอาจรับการผ่าตัดได้หากสุขภาพและผลประเมินการได้ยินเหมาะสม แพทย์จะพิจารณาโรคประจำตัว ความเสี่ยงจากยาสลบ ความสามารถในการใช้อุปกรณ์ และความพร้อมเข้ารับการฝึกฟัง ไม่ได้ใช้อายุเพียงอย่างเดียวตัดสิน
เด็กควรผ่าตัดเมื่อใด
เด็กต้องได้รับการประเมินโดยทีมเฉพาะทางโดยเร็วเมื่อสงสัยว่าสูญเสียการได้ยินรุนแรง เวลาที่เหมาะขึ้นกับสาเหตุ ผลตรวจ พัฒนาการ การลองใช้เครื่องช่วยฟัง และความพร้อมของครอบครัว จึงไม่มีอายุเดียวที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน
พักงานนานเท่าไร
การกลับไปทำงานต้องประเมินเป็นรายบุคคลตามชนิดการผ่าตัด อาการเวียนศีรษะ สภาพแผล และลักษณะงาน ควรกลับไปทำงานเมื่อศัลยแพทย์อนุญาต และยังไม่ควรขับรถ ทำงานบนที่สูง หรือใช้เครื่องจักรหากยังมึนงงหรือเสียการทรงตัว
สามารถอาบน้ำหรือสระผมเมื่อใด
ต้องรอจนทีมผ่าตัดอนุญาตให้แผลเปียก ระยะเวลาขึ้นกับวิธีปิดแผลและชนิดอุปกรณ์ ช่วงแรกควรรักษาแผลให้แห้งและไม่แกะวัสดุปิดแผลเอง
หลังผ่าตัดขับรถได้เมื่อใด
ขับรถได้เมื่อไม่เวียนศีรษะ ไม่ง่วงจากยา และหันศีรษะได้อย่างปลอดภัย หากยังเสียการทรงตัวหรือใช้ยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วง ห้ามขับรถ และควรทำตามข้อกำหนดของทีมผ่าตัด
อุปกรณ์มีผลต่อการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่
อุปกรณ์บางชนิดตรวจได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ส่วนบางชนิดอาจต้องเตรียมการก่อนตรวจ ต้องแจ้งหน่วยรังสีว่ามีอุปกรณ์ฝังและแสดงบัตรประจำอุปกรณ์ทุกครั้ง ห้ามเข้าตรวจโดยไม่ยืนยันความเข้ากันได้
ถ้าอุปกรณ์เสียต้องผ่าตัดใหม่หรือไม่
หากเสียเฉพาะส่วนภายนอกมักซ่อมหรือเปลี่ยนได้โดยไม่ผ่าตัด แต่ความเสียหายของส่วนที่ฝังอาจต้องผ่าตัดแก้ไข ทีมดูแลจะตรวจว่าเกิดจากการตั้งค่า ส่วนภายนอก การเชื่อมต่อ หรือส่วนฝังก่อนตัดสินใจ
ผ่าตัดข้างเดียวหรือสองข้างดีกว่า
คำตอบขึ้นกับการได้ยินของหูแต่ละข้าง เป้าหมายการสื่อสาร และสิทธิการรักษา การใช้สองข้างอาจช่วยเรื่องทิศทางเสียงและการฟังในเสียงรบกวนสำหรับผู้ป่วยบางราย แต่เพิ่มขอบเขตการผ่าตัดและการดูแลอุปกรณ์ จึงต้องประเมินเป็นรายคน
ยังใช้ภาษามือหรืออ่านริมฝีปากหลังผ่าตัดได้หรือไม่
ใช้ต่อได้และอาจช่วยการสื่อสารระหว่างช่วงฝึกฟัง การฝังอุปกรณ์ไม่ได้บังคับให้เลิกวิธีสื่อสารเดิม ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถใช้หลายวิธีร่วมกันตามเป้าหมายและความสะดวก
ก่อนตัดสินใจควรถามศัลยแพทย์เรื่องใดบ้าง
ควรถามว่าอุปกรณ์ชนิดใดเหมาะกับผลตรวจของคุณ และคาดหวังประโยชน์ด้านใดได้อย่างสมเหตุสมผล ถามเพิ่มเรื่องการได้ยินธรรมชาติที่อาจเสียไป ความเสี่ยงเฉพาะราย วันเปิดเครื่อง แผนฝึกฟัง ข้อจำกัดต่อการตรวจในอนาคต และการติดตามดูแลอุปกรณ์ระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง
- NHS: Recovering from cochlear implant surgery - Overview — เกี่ยวกับ Hearing aid implant — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- Cleveland Clinic: Bone-Anchored Hearing Aids (BAHA) — เกี่ยวกับ Hearing aid implant — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- Mayo Clinic: Cochlear implants — เกี่ยวกับ Hearing-aid implant — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที


