ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม
ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (Cochlear implant) คือการใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนหนึ่งไว้ใต้ผิวหนังหลังใบหู และสอดขั้วไฟฟ้าเข้าไปในหูชั้นใน เพื่อส่งสัญญาณไปกระตุ้นประสาทการได้ยินโดยตรง เหมาะกับผู้สูญเสียการได้ยินระดับรุนแรงที่ใช้เครื่องช่วยฟังอย่างเหมาะสมแล้วแต่ยังเข้าใจเสียงพูดได้ไม่เพียงพอ โดยต้องผ่านการประเมินจากทีมรักษาก่อนว่าโครงสร้างหู ประสาทการได้ยิน และความพร้อมในการฟื้นฟูเหมาะสมหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- ประสาทหูเทียมไม่ทำให้การได้ยินกลับเป็นเหมือนหูปกติ แต่ช่วยให้สมองรับสัญญาณเสียงรูปแบบใหม่ ผู้ใช้ต้องฝึกฟังและปรับอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องหลังผ่าตัด
- ไม่ใช่ผู้มีปัญหาการได้ยินทุกคนต้องผ่าตัด ผู้ที่ยังได้ประโยชน์เพียงพอจากเครื่องช่วยฟังมักใช้วิธีนั้นต่อไปก่อน ส่วนผู้สมัครผ่าตัดต้องตรวจการได้ยิน การเข้าใจคำพูด และภาพถ่ายหูชั้นใน
- การผ่าตัดทำภายใต้การดมยาสลบ หลังแผลหายจึงเปิดใช้อุปกรณ์ภายนอกและเริ่มปรับเสียง ผลที่ได้รับแตกต่างกันตามสาเหตุและระยะเวลาที่สูญเสียการได้ยิน อายุ รวมถึงการฝึกฟังหลังผ่าตัด
ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม คืออะไร
ประสาทหูเทียมเป็นระบบรับและส่งสัญญาณเสียง ไม่ใช่เครื่องขยายเสียงแบบเครื่องช่วยฟังทั่วไป เครื่องช่วยฟังทำให้เสียงดังขึ้นแล้วอาศัยการทำงานที่เหลืออยู่ของหูชั้นใน ส่วนประสาทหูเทียมจะข้ามเซลล์รับเสียงที่เสียหาย และใช้ขั้วไฟฟ้ากระตุ้นประสาทการได้ยินโดยตรง (Stanford Health Care)
อุปกรณ์แบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่
- ส่วนที่ฝังอยู่ภายใน
มีตัวรับสัญญาณวางใต้ผิวหนังบริเวณหลังใบหู และมีสายขั้วไฟฟ้าสอดเข้าไปในคอเคลียหรือหอยโข่ง ซึ่งเป็นอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน
- ส่วนที่อยู่ภายนอก
ประกอบด้วยไมโครโฟน เครื่องประมวลผลเสียง และตัวส่งสัญญาณที่ยึดกับบริเวณหลังใบหู อุปกรณ์ส่วนนี้รับเสียง แปลงเสียงเป็นสัญญาณดิจิทัล แล้วส่งผ่านผิวหนังไปยังส่วนที่ฝังอยู่ภายใน
เมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะเปลี่ยนเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ประสาทการได้ยินส่งสัญญาณนั้นไปยังสมอง จากนั้นสมองต้องเรียนรู้ว่าสัญญาณแต่ละแบบหมายถึงเสียงอะไร เสียงช่วงแรกจึงอาจไม่เป็นธรรมชาติหรือไม่ชัดเจนทันที การฝึกฟังและการปรับแผนที่เสียงโดยนักแก้ไขการได้ยินเป็นส่วนสำคัญพอๆ กับการผ่าตัด
จุดมุ่งหมายของการรักษาคือช่วยให้ผู้ใช้รับรู้เสียงรอบตัวและเข้าใจคำพูดได้ดีขึ้นตามศักยภาพของแต่ละคน ไม่ใช่รับประกันว่าจะฟังได้เหมือนคนที่ไม่เคยสูญเสียการได้ยิน บางคนเข้าใจคำพูดได้ดีโดยไม่ต้องอ่านริมฝีปาก ขณะที่บางคนยังต้องใช้การอ่านริมฝีปาก ภาษามือ หรือวิธีสื่อสารอื่นร่วมด้วย
สามารถฝังอุปกรณ์ข้างเดียวหรือสองข้างได้ การเลือกขึ้นกับระดับการได้ยินของหูแต่ละข้าง อายุ สาเหตุของโรค ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง และแผนการสื่อสารของผู้ป่วย สำหรับเด็ก ทีมรักษาจะพิจารณาพัฒนาการด้านภาษา การมีส่วนร่วมของครอบครัว และความพร้อมในการฟื้นฟูระยะยาวร่วมด้วย
ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ
ผู้ที่อาจเหมาะกับการผ่าตัด
การประเมินไม่ได้ดูเฉพาะว่าหูได้ยินเสียงเบาแค่ไหน แต่ดูด้วยว่าสามารถเข้าใจคำพูดเมื่อใส่เครื่องช่วยฟังแล้วเพียงใด ผู้ที่อาจได้รับการพิจารณา ได้แก่
- ผู้ใหญ่หรือเด็กที่สูญเสียการได้ยินจากหูชั้นในระดับรุนแรง
- ผู้ที่ทดลองใช้เครื่องช่วยฟังซึ่งปรับอย่างเหมาะสมแล้ว แต่ยังเข้าใจคำพูดไม่เพียงพอต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
- ผู้ที่มีประสาทการได้ยินและโครงสร้างหูชั้นในซึ่งรองรับการวางขั้วไฟฟ้าได้
- ผู้ที่เข้าใจว่าเสียงจากอุปกรณ์ไม่เหมือนการได้ยินตามธรรมชาติ และยอมรับการฝึกฟังกับการติดตามต่อเนื่อง
- เด็กที่ครอบครัวสามารถพามาปรับอุปกรณ์ ฝึกทักษะการฟังและภาษา และใช้อุปกรณ์เป็นประจำได้ (Stanford Health Care)
ผู้ใหญ่ที่สูญเสียการได้ยินหลังเคยมีภาษาแล้ว อาจใช้ประสบการณ์เดิมช่วยตีความสัญญาณเสียงใหม่ได้ แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นกับระยะเวลาที่ไม่ได้ยินและสุขภาพของระบบประสาท ผู้ที่สูญเสียการได้ยินมาตั้งแต่ก่อนพัฒนาภาษาอาจต้องฝึกอย่างเข้มข้นและมีเป้าหมายต่างออกไป
เด็กต้องผ่านการประเมินแบบสหสาขาวิชาชีพ อาจมีแพทย์หู คอ จมูก นักแก้ไขการได้ยิน นักแก้ไขการพูด และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการร่วมกันพิจารณา เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เด็กรับรู้เสียง แต่ต้องวางแผนว่าจะใช้เสียง การพูด ภาษามือ หรือการสื่อสารแบบผสมอย่างไรให้เหมาะกับเด็กและครอบครัว
ผู้ที่อาจยังไม่เหมาะ หรือควรแก้ปัจจัยอื่นก่อน
การผ่าตัดอาจไม่ใช่คำตอบในกรณีต่อไปนี้
- ยังได้รับประโยชน์จากเครื่องช่วยฟังเพียงพอต่อการสื่อสาร
- มีการอุดตันของช่องหู ขี้หูอุดตัน น้ำในหูชั้นกลาง หรือโรคอื่นที่รักษาได้ด้วยวิธีที่ง่ายกว่า
- มีการติดเชื้อบริเวณหูหรือผิวหนังใกล้ตำแหน่งผ่าตัด ซึ่งควรรักษาให้สงบก่อน
- ประสาทการได้ยินไม่มีหรือเสียหายมากจนไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมองได้
- โครงสร้างคอเคลียผิดปกติหรือมีพังผืดจนใส่ขั้วไฟฟ้าได้ยาก ทั้งนี้บางกรณียังผ่าตัดได้ด้วยแผนเฉพาะบุคคล
- มีโรคประจำตัวที่ทำให้ความเสี่ยงจากการดมยาสลบสูงเกินประโยชน์ในขณะนั้น
- ไม่สามารถเข้ารับการเปิดเครื่อง ปรับเสียง ฝึกฟัง และติดตามระยะยาวได้
- มีความคาดหวังว่าอุปกรณ์จะคืนการได้ยินแบบธรรมชาติทันที หรือไม่ต้องฝึกหลังผ่าตัด
อายุเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เกณฑ์ตัดสิน ผู้สูงอายุอาจรับการผ่าตัดได้หากสุขภาพโดยรวมเหมาะสม ส่วนเด็กต้องพิจารณาช่วงเวลาของพัฒนาการภาษาอย่างรอบคอบ แพทย์จะชั่งประโยชน์ ความเสี่ยง และโอกาสในการฟื้นฟูของแต่ละคน ไม่ควรใช้ประสบการณ์ของผู้รับการผ่าตัดรายอื่นมาทำนายผลของตนเอง
เตรียมตัวก่อนผ่าตัด
การเตรียมตัวเริ่มตั้งแต่การยืนยันว่าประสาทหูเทียมเหมาะกว่าวิธีอื่น ไม่ใช่เพียงการตรวจร่างกายก่อนเข้าห้องผ่าตัด
การประเมินก่อนตัดสินใจ
โดยทั่วไปอาจประกอบด้วย
- ตรวจหูชั้นนอก แก้วหู และหูชั้นกลาง
- ตรวจระดับการได้ยินของหูแต่ละข้าง
- ทดสอบความสามารถในการฟังและเข้าใจคำพูด ทั้งขณะไม่ใส่และใส่เครื่องช่วยฟัง
- ตรวจว่าเครื่องช่วยฟังที่ใช้อยู่ได้รับการปรับให้เหมาะสมแล้วหรือไม่
- ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็มอาร์ไอ เพื่อดูคอเคลีย ประสาทการได้ยิน กระดูกหลังใบหู และความผิดปกติอื่น (Stanford Health Care)
- ประเมินการทรงตัวในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะอยู่เดิม
- ประเมินภาษา การพูด พัฒนาการ และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้สำหรับเด็ก
- พูดคุยเรื่องเป้าหมาย ข้อจำกัด การดูแลอุปกรณ์ และตารางฟื้นฟูหลังผ่าตัด
ก่อนผ่าตัด ทีมรักษาควรตรวจประวัติวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส และให้ครบตามอายุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางที่ใช้ในประเทศไทย รวมถึงพิจารณาวัคซีนอื่นตามแนวทาง โดยทีมรักษาจะกำหนดชนิดและเวลาฉีดเป็นรายบุคคล เนื่องจากผู้มีประสาทหูเทียมมีความเสี่ยงต่อเยื่อหุ้มสมองอักเสบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย วัคซีนช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ทั้งหมด
อาหารและยา
ทีมวิสัญญีจะกำหนดเวลาหยุดอาหาร นม และน้ำก่อนดมยาสลบอย่างชัดเจน เวลาที่ใช้ไม่เหมือนกันในเด็กและผู้ใหญ่ และอาจต่างกันตามชนิดของอาหารหรือเวลาผ่าตัด ให้ทำตามคำสั่งของสถานพยาบาล ไม่ควรเดาเวลาเอง
แจ้งรายชื่อยาทุกชนิด รวมถึง
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
- ยารักษาเบาหวาน รวมถึงยาฉีด
- ยาควบคุมความดันและโรคหัวใจ
- ยาสมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริม
- ประวัติแพ้ยา แพ้วัสดุปิดแผล หรือแพ้ยาง
- ประวัติมีปัญหาจากการดมยาสลบ
ยาบางชนิดอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนผ่าตัด แต่ห้ามหยุดยาเอง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะกำหนดเวลาให้ตามชนิดยา โรคประจำตัว และความเสี่ยงเลือดออกหรือเกิดลิ่มเลือด
สิ่งที่ควรเตรียมในวันผ่าตัด
- บัตรประจำตัว เอกสารสิทธิรักษา และหนังสืออนุมัติจากผู้ประกันตนถ้ามี
- รายชื่อยาที่ใช้อยู่และข้อมูลการแพ้ยา
- ผลตรวจหรือภาพถ่ายทางรังสีที่สถานพยาบาลขอ
- เครื่องช่วยฟังและอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้อยู่
- วิธีสื่อสารที่ทีมดูแลควรรู้ เช่น อ่านริมฝีปาก เขียนข้อความ หรือใช้ภาษามือ
- เสื้อผ้าที่สวมง่าย ไม่ต้องดึงผ่านศีรษะ
- ผู้ใหญ่ที่พากลับบ้านและอยู่ช่วยสังเกตอาการช่วงแรก
ผู้รับการผ่าตัดควรงดเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์แต่งผม และของมีค่าตามคำแนะนำของโรงพยาบาล หากมีไข้ ไอมาก แผลอักเสบ หรือการติดเชื้อก่อนวันผ่าตัด ให้แจ้งทีมรักษา เพราะอาจต้องประเมินว่าควรเลื่อนการผ่าตัดหรือไม่
ขั้นตอนการผ่าตัด
ขั้นตอนอาจต่างกันตามกายวิภาคของหู อุปกรณ์ที่เลือก และเทคนิคของศัลยแพทย์ แต่โดยทั่วไปเป็นดังนี้
- ตรวจยืนยันตัวและข้างที่จะผ่าตัด
ทีมรักษาทบทวนผลตรวจ แผนการฝังข้างเดียวหรือสองข้าง ประวัติแพ้ยา และเอกสารยินยอม
- ดมยาสลบ
ผู้ป่วยหลับตลอดการผ่าตัดและไม่รู้สึกเจ็บ วิสัญญีแพทย์ดูแลการหายใจ ชีพจร ความดัน และสัญญาณชีพอื่น อาจมีอาการเจ็บคอชั่วคราวจากท่อช่วยหายใจหลังตื่น (NHS)
- ติดอุปกรณ์ติดตามเส้นประสาทใบหน้า
ทีมผ่าตัดอาจวางเข็มตรวจขนาดเล็กบริเวณใบหน้าเพื่อเฝ้าระวังเส้นประสาทใบหน้าระหว่างผ่าตัด อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ติดอุปกรณ์หลังผ่าตัด
- เปิดแผลหลังใบหู
ศัลยแพทย์กรีดแผลบริเวณหลังใบหู แล้วยกเนื้อเยื่อเพื่อเข้าถึงกระดูกมาสตอยด์ ซึ่งเป็นกระดูกที่อยู่หลังหู
- สร้างทางเข้าสู่หูชั้นใน
ศัลยแพทย์กรอกระดูกอย่างระมัดระวังเพื่อเข้าถึงหูชั้นกลางและคอเคลีย โดยหลีกเลี่ยงเส้นประสาทใบหน้าและโครงสร้างสำคัญรอบข้าง
- วางตัวรับสัญญาณใต้ผิวหนัง
ตัวรับและตัวกระตุ้นถูกวางในตำแหน่งที่เตรียมไว้บนกระดูกหลังใบหู ใต้ผิวหนังของศีรษะ
- สอดขั้วไฟฟ้าเข้าคอเคลีย
ศัลยแพทย์เปิดทางขนาดเล็กเข้าสู่คอเคลีย แล้วค่อยๆ สอดสายขั้วไฟฟ้าไปตามส่วนโค้งของหูชั้นใน
- ตรวจการทำงานของระบบ
ทีมอาจทดสอบความสมบูรณ์ของอุปกรณ์และการตอบสนองต่อสัญญาณไฟฟ้าก่อนปิดแผล การทดสอบนี้ช่วยยืนยันการเชื่อมต่อ แต่ไม่ได้ทำนายว่าผู้ป่วยจะเข้าใจคำพูดได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต
- ปิดแผลและพันศีรษะ
แผลอาจปิดด้วยไหมละลาย ไหมที่ต้องตัด หรือกาวปิดผิวหนัง แล้วปิดด้วยวัสดุปิดแผล บางแห่งพันผ้ารอบศีรษะเพื่อปกป้องแผลในช่วงแรก
หลังผ่าตัด ส่วนที่ฝังภายในยังไม่ถูกเปิดใช้งานทันที ต้องรอให้แผลและเนื้อเยื่อรอบอุปกรณ์ฟื้นตัวก่อน จากนั้นนักแก้ไขการได้ยินจึงติดส่วนภายนอก เปิดเครื่อง และตั้งค่าระดับการกระตุ้นให้เหมาะกับผู้ใช้
ใช้เวลานานแค่ไหน
การผ่าตัดใช้เวลาหลายชั่วโมงโดยประมาณ แต่ไม่มีระยะเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ระยะเวลาขึ้นกับว่าจะฝังข้างเดียวหรือสองข้าง รูปร่างของคอเคลีย การมีพังผืดหรือความผิดปกติของกระดูก ประวัติผ่าตัดหูเดิม และขั้นตอนตรวจอุปกรณ์ระหว่างผ่าตัด ศัลยแพทย์จะบอกช่วงเวลาที่คาดไว้หลังดูภาพถ่ายหูและแผนการผ่าตัดของคุณ
การผ่าตัดทำภายใต้การดมยาสลบ หลังเสร็จผ่าตัดต้องพักในห้องพักฟื้นจนหายใจได้ดี สัญญาณชีพคงที่ และอาการคลื่นไส้หรือเวียนศีรษะอยู่ในระดับที่กลับบ้านได้
บางคนกลับบ้านได้ในวันเดียว ขณะที่บางคนพักโรงพยาบาลหนึ่งคืน ทั้งนี้ขึ้นกับเวลาที่ผ่าตัด อายุ โรคประจำตัว อาการหลังดมยาสลบ การทรงตัว และนโยบายของสถานพยาบาล (NHS) เด็กเล็ก ผู้ที่ผ่าตัดสองข้าง หรือผู้ที่มีอาการคลื่นไส้และเวียนศีรษะมากอาจต้องได้รับการสังเกตนานขึ้น
ผู้ใหญ่ไม่ควรขับรถกลับเองหลังดมยาสลบ ควรมีคนพากลับและอยู่ด้วยในช่วงแรก หากยังเวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัว ต้องงดขับรถต่อจนกว่าอาการจะหายและทีมรักษาอนุญาต
พักฟื้นนานแค่ไหน
การพักฟื้นมีสองส่วนที่ต้องแยกจากกัน คือ แผลผ่าตัดฟื้นตัว และ สมองเรียนรู้การฟังผ่านอุปกรณ์ แผลอาจดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่การปรับเสียงและฝึกฟังดำเนินต่อเนื่องนานกว่านั้น
| ช่วงเวลาโดยประมาณ | สิ่งที่อาจพบและสิ่งที่มักทำได้ |
| วันแรกถึงช่วงต้นหลังผ่าตัด | ปวดตึงหลังใบหู ง่วง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือมีผ้าพันศีรษะ ควรพักและมีผู้ดูแล |
| หลายวันแรก | อาการทรงตัวผิดปกติมักค่อยๆ ดีขึ้น แผลยังต้องแห้งและสะอาดตามคำสั่งของทีมผ่าตัด (NHS) |
| ประมาณ 1-2 สัปดาห์ | หลายคนกลับไปทำงานเบาหรือเรียนได้ หากไม่เวียนศีรษะและแผลไม่มีปัญหา งานใช้แรงอาจต้องรอนานกว่า (NHS) |
| ราว 1-4 สัปดาห์ | อาจนัดเปิดเครื่องและตั้งค่าเริ่มต้นเมื่อแผลเหมาะสม กำหนดจริงขึ้นกับการหายของแผลและแนวทางของทีมรักษา |
| หลายเดือนหลังเปิดเครื่อง | มีการปรับแผนที่เสียงซ้ำ ฝึกฟัง และฝึกภาษา ความเข้าใจเสียงมักเปลี่ยนทีละน้อย ไม่ได้สมบูรณ์ทันที |
อาการที่พบได้ช่วงแรก
อาการปวดตึง ชา หรือบวมเล็กน้อยหลังใบหูพบได้ รอยช้ำอาจไหลลงมาตามคอ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจาง บางคนได้ยินเสียงดังกรอบแกรบหรือรู้สึกเต้นตุบๆ ในหูระหว่างที่เนื้อเยื่อกำลังฟื้นตัว
อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือเสียการทรงตัวอาจเกิดจากยาสลบหรือการรบกวนหูชั้นใน โดยมากดีขึ้นภายในหลายวัน แต่ถ้ารุนแรงขึ้น ลุกเดินไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง หรือไม่ค่อยดีขึ้น ควรติดต่อทีมรักษา
เสียงดังในหูอาจเกิดขึ้นใหม่หรือดังขึ้นชั่วคราวหลังผ่าตัด บางคนดีขึ้นเมื่อแผลหาย แต่บางคนอาจมีอาการต่อเนื่อง ประสาทหูเทียมไม่ใช่การรักษาเสียงดังในหูโดยตรง และไม่สามารถรับประกันว่าอาการจะลดลง
การดูแลแผลและกิจกรรม
คำสั่งดูแลแผลของแต่ละแห่งอาจต่างกัน ควรยึดเอกสารจากศัลยแพทย์เป็นหลัก แหล่งอ้างอิงหนึ่งแนะนำไม่ให้สระผมหรือทำแผลเปียกอย่างน้อย 7 วัน แต่กำหนดที่เหมาะสมขึ้นกับวิธีปิดแผลและการประเมินของศัลยแพทย์
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การเบ่ง และกิจกรรมที่กระแทกศีรษะในช่วงแรก แหล่งอ้างอิงแนะนำหลีกเลี่ยงงานหนักราว 2 สัปดาห์ แต่ผู้ที่แผลหายช้า ผ่าตัดซับซ้อน หรือทำงานเสี่ยงต่อการกระแทกอาจต้องพักนานกว่า ไม่ควรแคะหู เป่าจมูกแรง หรือว่ายน้ำจนกว่าทีมรักษาจะอนุญาต
การเปิดเครื่องและฝึกฟัง
การฝังอุปกรณ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อเปิดเครื่องครั้งแรก นักแก้ไขการได้ยินจะกำหนดระดับสัญญาณที่ได้ยินและระดับที่สบาย จากนั้นต้องปรับซ้ำเมื่อสมองและประสาทคุ้นกับสัญญาณ
เสียงช่วงแรกอาจฟังเป็นเสียงแหลม เสียงหุ่นยนต์ หรือแยกคำไม่ได้ ลักษณะนี้ไม่ได้แปลว่าอุปกรณ์ล้มเหลวเสมอไป สมองต้องเชื่อมโยงสัญญาณไฟฟ้ากับคำพูดและเสียงในชีวิตจริง ผู้ใช้บางคนพัฒนาการเข้าใจคำพูดได้ในช่วง 3-6 เดือนของการฝึก ขณะที่บางคนต้องใช้เวลานานกว่านั้น ผลขึ้นกับประวัติการได้ยินและความสม่ำเสมอในการใช้อุปกรณ์
เด็กอาจต้องฝึกทักษะการฟัง การพูด และภาษาอย่างต่อเนื่องร่วมกับครอบครัว โรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญ การเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นอาจทำให้เข้าใจผิด เพราะอายุที่เริ่มสูญเสียการได้ยิน อายุที่เริ่มใช้อุปกรณ์ และพัฒนาการเดิมต่างกัน
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
การผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยง แม้ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจะไม่ได้เกิดกับคนส่วนใหญ่ แต่ควรเข้าใจก่อนลงนามยินยอม ไม่มีอัตราเดียวที่ใช้กับผู้ป่วยทุกคน และแหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ระบุอัตราสำหรับบริบทประเทศไทย จึงควรถามศัลยแพทย์ว่าความเสี่ยงของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรตามอายุ กายวิภาค โรคประจำตัว และประวัติผ่าตัดหู
ความเสี่ยงระยะสั้น
- ปวด บวม ช้ำ ชา หรือเลือดออกบริเวณแผล
- แผลติดเชื้อ มีหนอง หรือผิวหนังเหนืออุปกรณ์อักเสบ
- คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ หรือปฏิกิริยาจากการดมยาสลบ
- เวียนศีรษะและเสียการทรงตัวจากการรบกวนหูชั้นใน
- เสียงดังในหูเกิดขึ้นใหม่หรือแย่ลง
- การรับรสเปลี่ยนไปชั่วคราวจากเส้นประสาทรับรสที่อยู่ใกล้บริเวณผ่าตัด
ความเสี่ยงที่สำคัญแต่พบไม่บ่อย
- เส้นประสาทใบหน้าบาดเจ็บ ทำให้ใบหน้าอ่อนแรงหรือขยับไม่ได้ด้านที่ผ่าตัด อาจเป็นชั่วคราวหรือถาวร (Mayo Clinic)
- น้ำหล่อสมองและไขสันหลังรั่ว อาจมีน้ำใสไหลจากแผลหรือจมูก และอาจต้องรักษาเพิ่มเติม
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นการติดเชื้อรุนแรง ผู้มีประสาทหูเทียมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงต้องตรวจประวัติวัคซีนและรู้สัญญาณฉุกเฉิน
- อุปกรณ์เคลื่อน ทำงานผิดปกติ หรือเสียหาย บางกรณีต้องผ่าตัดแก้ไขหรือเปลี่ยนอุปกรณ์
- ผิวหนังเหนืออุปกรณ์บางหรือแตก อาจเกิดการระคายเคือง แผลเรื้อรัง หรือการติดเชื้อ
- สูญเสียการได้ยินธรรมชาติที่เหลืออยู่ การสอดขั้วไฟฟ้าอาจทำให้การได้ยินเดิมลดลงหรือหายไป แม้จะใช้เทคนิคที่พยายามรักษาการได้ยิน
- ผลด้านการฟังไม่เป็นไปตามที่คาด ผู้ใช้บางคนยังแยกคำพูดได้จำกัด แม้อุปกรณ์ทำงานตามปกติ
การมีอุปกรณ์ฝังในร่างกายทำให้ต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ก่อนตรวจหรือรักษาบางชนิด โดยเฉพาะการตรวจด้วยสนามแม่เหล็ก อุปกรณ์แต่ละรุ่นมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน ควรเก็บบัตรประจำอุปกรณ์และนำติดตัวเมื่อรับบริการทางการแพทย์
การกระแทกแรงบริเวณที่ฝังอุปกรณ์อาจทำให้เจ็บหรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย ผู้ใช้ควรปรึกษาทีมรักษาเรื่องกีฬา อาชีพ หรือกิจกรรมที่มีโอกาสกระแทกศีรษะ รวมถึงวิธีป้องกันที่เหมาะสม
สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที
ติดต่อทีมผ่าตัดหรือไปสถานพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการต่อไปนี้
- แผลปวดมากขึ้นแทนที่จะค่อยๆ ดีขึ้น
- แผลแดง ร้อน บวมมาก มีหนอง มีกลิ่น หรือมีเลือดออกไม่หยุด
- ผิวหนังเหนืออุปกรณ์บวม แดง เจ็บ หรือเริ่มแตก
- ไข้สูง หนาวสั่น ซึมลง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง แพ้แสง อาเจียนมาก หรือมีผื่นที่กดแล้วไม่จาง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือการติดเชื้อในกระแสเลือด (NHS)
- ใบหน้าเบี้ยว หลับตาไม่สนิท หรือกล้ามเนื้อใบหน้าด้านที่ผ่าตัดอ่อนแรง
- เวียนศีรษะรุนแรง เดินไม่ได้ เป็นลม หรืออาการทรงตัวแย่ลง
- มีน้ำใสไหลจากแผล หู หรือจมูกอย่างต่อเนื่อง
- หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก สับสน ชัก หรือปลุกไม่ตื่น
หากอาการรุนแรงหรือเกิดนอกเวลาทำการ ไม่ควรรอถึงวันนัด ให้ไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด พร้อมแจ้งว่ามีอุปกรณ์ประสาทหูเทียมและเพิ่งผ่าตัดเมื่อใด
ทางเลือกอื่น
การฝังประสาทหูเทียมไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับปัญหาการได้ยินทุกชนิด การรักษาที่เหมาะสมขึ้นกับตำแหน่งและสาเหตุของความผิดปกติ
เครื่องช่วยฟัง
เครื่องช่วยฟังเหมาะกับผู้ที่หูชั้นในยังใช้เสียงที่ขยายแล้วได้ หากปรับเครื่องอย่างถูกต้องและยังเข้าใจคำพูดได้เพียงพอ การใช้เครื่องช่วยฟังต่อไปมักเหมาะกว่าการผ่าตัด ก่อนพิจารณาประสาทหูเทียมควรตรวจว่าเครื่องมีชนิด กำลัง และการตั้งค่าที่เหมาะกับระดับการได้ยินแล้วหรือไม่ (Stanford Health Care)
อุปกรณ์ช่วยฟังชนิดอื่น
ผู้ที่มีปัญหาการนำเสียงจากหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง อาจเหมาะกับอุปกรณ์นำเสียงผ่านกระดูกหรืออุปกรณ์ฝังในหูชั้นกลางมากกว่า วิธีเหล่านี้ทำงานต่างจากประสาทหูเทียมและต้องประเมินจากตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ
รักษาสาเหตุที่แก้ไขได้
ขี้หูอุดตัน การติดเชื้อ น้ำในหูชั้นกลาง แก้วหูทะลุ หรือความผิดปกติของกระดูกหูบางชนิดอาจรักษาด้วยยา หัตถการ หรือการผ่าตัดชนิดอื่นได้ การฝังอุปกรณ์ที่กระตุ้นประสาทโดยตรงไม่ควรใช้แทนการรักษาสาเหตุเหล่านี้โดยไม่ได้ประเมินก่อน
วิธีสื่อสารโดยไม่ผ่าตัด
ภาษามือ การอ่านริมฝีปาก คำบรรยายข้อความ ระบบส่งเสียงเข้าหูโดยตรง และอุปกรณ์แจ้งเตือนด้วยแสงหรือการสั่นช่วยเพิ่มความปลอดภัยและการสื่อสารได้ วิธีเหล่านี้อาจใช้แทนหรือใช้ร่วมกับอุปกรณ์ช่วยฟัง
สำหรับเด็ก ครอบครัวควรได้รับข้อมูลอย่างสมดุลเกี่ยวกับการพัฒนาภาษา ทั้งภาษาพูด ภาษามือ และการสื่อสารแบบผสม เป้าหมายคือให้เด็กเข้าถึงภาษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอผลจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว
อุปกรณ์กระตุ้นก้านสมอง
ผู้ที่ไม่มีประสาทการได้ยินหรือประสาทใช้การไม่ได้ อาจไม่เหมาะกับประสาทหูเทียม บางกรณีเฉพาะทางอาจพิจารณาอุปกรณ์กระตุ้นก้านสมอง แต่เป็นการผ่าตัดคนละชนิด มีข้อบ่งชี้และความเสี่ยงต่างกัน ต้องประเมินในศูนย์ที่มีทีมเฉพาะทาง
สิทธิการรักษา
การได้รับสิทธิไม่ได้พิจารณาจากชื่อการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว มักต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ผลตรวจการได้ยิน การทดลองใช้เครื่องช่วยฟัง และการอนุมัติตามขั้นตอนของแต่ละกองทุน อุปกรณ์ การผ่าตัด การเปิดเครื่อง และการฟื้นฟูอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขคนละส่วน จึงควรตรวจให้ครบก่อนตัดสินใจ
บัตรทอง
เริ่มต้นที่หน่วยบริการประจำหรือสถานพยาบาลตามสิทธิ เพื่อรับการตรวจและส่งต่อไปยังหน่วยที่สามารถประเมินและผ่าตัดได้ ควรถามว่า
- ต้องมีใบส่งตัวหรือไม่
- เกณฑ์ระดับการได้ยินและผลทดสอบคำพูดเป็นอย่างไร
- ครอบคลุมอุปกรณ์ส่วนใดบ้าง
- การเปิดเครื่อง การปรับเสียง และการฝึกฟังอยู่ในแผนเดียวกันหรือไม่
- หากอุปกรณ์ภายนอกชำรุดในอนาคต มีกระบวนการดูแลอย่างไร
เงื่อนไขอาจเปลี่ยนได้และไม่เหมือนกันในทุกหน่วยบริการ การยืนยันจากโรงพยาบาลตามสิทธิและกองทุนก่อนผ่าตัดจึงสำคัญ
ประกันสังคม
ผู้ประกันตนควรเริ่มที่โรงพยาบาลตามสิทธิ หากสถานพยาบาลไม่มีทีมประสาทหูเทียม อาจต้องดำเนินการส่งต่อและขออนุมัติตามระบบ ควรขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรว่าส่วนใดอยู่ในสิทธิ และต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
อย่าตรวจเฉพาะค่าผ่าตัด ควรถามถึงการตรวจภาพถ่าย การดมยาสลบ อุปกรณ์ภายในและภายนอก การนัดเปิดเครื่อง การปรับเสียงระยะยาว และการฟื้นฟูการฟังหรือภาษา เพราะทั้งหมดเป็นส่วนของเส้นทางการรักษา
ประกันสุขภาพเอกชน
ความคุ้มครองขึ้นกับกรมธรรม์ สาเหตุและเวลาที่เริ่มสูญเสียการได้ยิน ข้อยกเว้นโรคที่เป็นมาก่อน ระยะรอคอย และเงื่อนไขของอุปกรณ์ทางการแพทย์ ควรส่งแผนการรักษาและเอกสารประมาณการจากโรงพยาบาลเพื่อขออนุมัติก่อนรับบริการ
คำถามสำคัญ ได้แก่
- กรมธรรม์คุ้มครองตัวอุปกรณ์ฝังและส่วนภายนอกหรือไม่
- การผ่าตัดสองข้างต้องขออนุมัติแยกกันหรือไม่
- การเปิดเครื่อง ปรับเสียง และฝึกฟังอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่
- ต้องใช้ความเห็นจากแพทย์มากกว่าหนึ่งคนหรือไม่
- มีเงื่อนไขสำหรับอุปกรณ์ทดแทนหรือการผ่าตัดแก้ไขอย่างไร
เก็บผลตรวจ หนังสือรับรองแพทย์ หนังสืออนุมัติ และรายการอุปกรณ์ไว้ เพราะอาจต้องใช้ในการติดตามสิทธิภายหลัง
จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน
หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare
คำถามที่พบบ่อย
ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมแล้วได้ยินทันทีไหม
ไม่ได้ยินผ่านอุปกรณ์ทันที เพราะส่วนภายนอกจะยังไม่ถูกเปิดใช้จนกว่าแผลจะฟื้นตัวเหมาะสม โดยมักนัดเปิดเครื่องในช่วงประมาณ 1-4 สัปดาห์ตามสภาพแผลและแนวทางของทีมรักษา (NHS)
หลังเปิดเครื่อง สมองยังต้องเรียนรู้สัญญาณใหม่ เสียงในวันแรกจึงอาจไม่ชัดหรือไม่เป็นธรรมชาติ การปรับเสียงและฝึกฟังต่อเนื่องช่วยให้ตีความเสียงได้ดีขึ้นตามศักยภาพของแต่ละคน
ประสาทหูเทียมทำให้ได้ยินเหมือนคนปกติหรือไม่
ไม่เหมือนการได้ยินตามธรรมชาติ อุปกรณ์เปลี่ยนเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นประสาทการได้ยิน สมองต้องเรียนรู้ว่าสัญญาณนั้นหมายถึงอะไร
บางคนเข้าใจบทสนทนาได้ดีขึ้นมาก แต่บางคนยังต้องอ่านริมฝีปากหรือใช้วิธีสื่อสารอื่นร่วมด้วย ทีมรักษาจะช่วยตั้งความคาดหวังจากประวัติการได้ยินและผลตรวจก่อนผ่าตัด
ถ้ายังใช้เครื่องช่วยฟังได้ จำเป็นต้องผ่าตัดไหม
ถ้าเครื่องช่วยฟังที่ปรับเหมาะสมยังช่วยให้เข้าใจคำพูดได้เพียงพอ มักยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ประสาทหูเทียมพิจารณาเมื่อการขยายเสียงไม่ช่วยเพียงพอแล้ว
ก่อนตัดสินใจควรตรวจทั้งระดับการได้ยิน การเข้าใจคำพูด และการตั้งค่าเครื่องช่วยฟัง ไม่ควรดูจากระดับเสียงเพียงอย่างเดียว
ผ่าตัดข้างเดียวหรือสองข้างดีกว่ากัน
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน การเลือกขึ้นกับการได้ยินของหูแต่ละข้าง ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง อายุ สาเหตุของโรค และความสามารถในการฟื้นฟู
บางคนใช้ประสาทหูเทียมข้างหนึ่งร่วมกับเครื่องช่วยฟังอีกข้าง ขณะที่บางคนเหมาะกับการฝังสองข้างพร้อมกันหรือต่างเวลากัน ทีมรักษาจะอธิบายข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแผน
หลังผ่าตัดกลับไปทำงานได้เมื่อไร
งานเบามักกลับไปทำได้ภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ หากแผลดีและไม่มีอาการเวียนศีรษะ แต่กำหนดจริงขึ้นกับลักษณะงาน สุขภาพ และความซับซ้อนของการผ่าตัด (NHS)
งานยกของหนัก ทำงานบนที่สูง ขับรถ หรือเสี่ยงศีรษะกระแทกอาจต้องรอนานกว่า ควรให้ศัลยแพทย์กำหนดตามอาการในการนัดติดตาม
หลังผ่าตัดสระผมได้เมื่อไร
ต้องรอจนแผลได้รับอนุญาตให้เปียก แหล่งอ้างอิงหนึ่งแนะนำอย่างน้อย 7 วัน แต่ระยะจริงขึ้นกับวิธีปิดแผลและคำสั่งของศัลยแพทย์
หากวัสดุปิดแผลหลุด ไม่ควรติดใหม่หรือทายาเองโดยไม่ทราบคำสั่ง ให้ตรวจเอกสารหลังผ่าตัดหรือติดต่อทีมรักษา
อาการเวียนศีรษะหลังผ่าตัดปกติไหม
อาการเวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัวชั่วคราวพบได้ และมักดีขึ้นในหลายวัน เพราะการผ่าตัดอยู่ใกล้อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน
หากอาการรุนแรงขึ้น เดินไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ควรกลับไปพบแพทย์ทันที
ประสาทหูเทียมอยู่ได้ตลอดชีวิตไหม
ส่วนที่ฝังภายในออกแบบให้ใช้งานระยะยาว แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เสียหรือไม่ต้องผ่าตัดแก้ไข อุปกรณ์อาจขัดข้อง เคลื่อน หรือเกิดปัญหากับผิวหนังเหนืออุปกรณ์ได้
ส่วนภายนอกอาจต้องเปลี่ยน ซ่อม หรือปรับตามการใช้งาน ควรเก็บข้อมูลอุปกรณ์และมาติดตามตามนัดเสมอ
หลังฝังอุปกรณ์ตรวจเอ็มอาร์ไอได้ไหม
อาจตรวจได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของอุปกรณ์แต่ละรุ่น แต่ห้ามเข้าตรวจโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ควรแสดงบัตรประจำอุปกรณ์ทุกครั้งก่อนตรวจ
บางกรณีต้องใช้เครื่องตรวจที่มีความแรงสนามแม่เหล็กตามกำหนด เตรียมอุปกรณ์ป้องกัน หรือดำเนินการเพิ่มเติมโดยทีมเฉพาะทาง รังสีแพทย์และทีมประสาทหูเทียมจะตรวจข้อกำหนดให้
เด็กที่ฝังประสาทหูเทียมยังต้องฝึกพูดหรือฝึกฟังหรือไม่
ยังต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง เพราะอุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียงให้สมอง แต่ไม่ได้สอนให้สมองเข้าใจภาษาโดยอัตโนมัติ
เด็กอาจต้องทำงานร่วมกับนักแก้ไขการได้ยิน นักแก้ไขการพูด ครู และครอบครัว แผนควรเคารพวิธีสื่อสารที่เด็กใช้และช่วยให้เด็กเข้าถึงภาษาได้สม่ำเสมอ
ถ้าเคยสูญเสียการได้ยินมานาน ยังผ่าตัดได้ไหม
อาจยังผ่าตัดได้ แต่ระยะเวลาที่สูญเสียการได้ยินมีผลต่อความคาดหวัง สมองที่ไม่ได้รับเสียงมานานอาจต้องใช้เวลาฝึกมากขึ้น และผลด้านการเข้าใจคำพูดอาจจำกัดกว่าผู้ที่ได้รับเสียงอย่างต่อเนื่อง
ทีมรักษาจะใช้ประวัติการได้ยิน ผลทดสอบคำพูด ภาพถ่ายหู และความพร้อมในการฝึกเพื่อประเมินประโยชน์ที่เป็นไปได้ ไม่ควรตัดสินจากอายุหรือระยะเวลาเพียงปัจจัยเดียว
ประสาทหูเทียมรักษาเสียงดังในหูได้ไหม
ไม่ใช่การรักษาเสียงดังในหูโดยตรง บางคนรายงานว่าอาการลดลงหลังใช้อุปกรณ์ แต่บางคนอาจไม่เปลี่ยนแปลงหรือมีเสียงดังขึ้นหลังผ่าตัด
หากเสียงดังในหูเป็นอาการหลัก ควรประเมินสาเหตุและทางเลือกรักษาอื่นก่อน ไม่ควรเลือกผ่าตัดโดยคาดหวังว่าอาการนี้จะหายแน่นอน
ถ้าอุปกรณ์ไม่ช่วยให้ฟังดีขึ้น ทำอย่างไรได้บ้าง
ต้องตรวจแยกก่อนว่าเกิดจากการตั้งค่า การสวมส่วนภายนอก การทำงานของอุปกรณ์ การฝึกฟัง หรือข้อจำกัดของเส้นประสาทและสมอง นักแก้ไขการได้ยินสามารถตรวจระบบและปรับแผนที่เสียง ส่วนศัลยแพทย์ประเมินตำแหน่งและภาวะแทรกซ้อน
หากอุปกรณ์ภายในเสียจริง บางรายอาจต้องผ่าตัดเปลี่ยน แต่การผ่าตัดซ้ำไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกกรณี และไม่รับประกันว่าความเข้าใจเสียงจะดีขึ้น
หลังผ่าตัดต้องติดตามรักษานานแค่ไหน
ต้องติดตามระยะยาว เพราะมีทั้งการดูแผล การเปิดเครื่อง การปรับเสียง การประเมินการฟัง และการดูแลอุปกรณ์ การนัดจะถี่ในช่วงแรกและห่างขึ้นเมื่อการตั้งค่าคงที่
เด็กหรือผู้ที่ยังพัฒนาทักษะภาษาอาจต้องติดตามด้านการฟังและการสื่อสารต่อเนื่องหลายปี แม้แผลผ่าตัดจะหายแล้วก็ตาม
ก่อนตัดสินใจควรถามศัลยแพทย์เรื่องอะไรบ้าง
ควรถามว่าคุณได้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟังเหลือเท่าใด เป้าหมายที่เป็นจริงของการผ่าตัดคืออะไร และเหตุใดจึงเลือกผ่าตัดข้างนั้น ควรถามเพิ่มเรื่องโอกาสสูญเสียการได้ยินเดิม แผนฝึกฟัง ระยะติดตาม ข้อจำกัดของการตรวจด้วยสนามแม่เหล็ก และวิธีดูแลเมื่ออุปกรณ์มีปัญหา
สำหรับเด็ก ควรถามถึงแผนพัฒนาภาษาและการสนับสนุนครอบครัวด้วย การเข้าใจภาระหลังผ่าตัดตั้งแต่ต้นช่วยให้ตัดสินใจได้รอบด้านกว่าการพิจารณาเฉพาะวันผ่าตัด
ข้อมูลอ้างอิง
- NHS: Recovering from cochlear implant surgery - Overview — เกี่ยวกับ Cochlear implant — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- Stanford Health Care: Cochlear Implants — เกี่ยวกับ Cochlear implant — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- Mayo Clinic: Cochlear implants — เกี่ยวกับ Cochlear implant — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที


