ส่งข้อความหาคนไข้ ช่องทางไหนได้ผล และควรส่งอะไรบ้าง
คลินิกส่วนใหญ่คิดเรื่องการตอบข้อความที่คนไข้ทักเข้ามา แต่คิดน้อยกว่ามากเรื่องการส่งข้อความออกไปหาคนไข้ก่อน
ทั้งที่ การส่งออกคือส่วนที่สร้างรายได้ซ้ำ ทั้งการเตือนนัด การชวนกลับมาตามรอบการรักษา และการติดตามหลังหัตถการ
บทความนี้อธิบายว่าแต่ละช่องทางเหมาะกับอะไร และควรส่งอะไรบ้าง
สี่ช่องทางที่คลินิกไทยใช้ได้
| ช่องทาง | เหมาะกับ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| LINE | ข้อความทั่วไป เตือนนัด ติดตามผล | ต้องเป็นเพื่อนกับบัญชีก่อน |
| SMS | เรื่องด่วนที่ต้องเห็นแน่นอน | สั้น ไม่มีลิงก์ที่ดูน่าเชื่อถือ มีต้นทุนต่อข้อความ |
| อีเมล | เนื้อหายาว ใบเสร็จ เอกสาร | อัตราการเปิดต่ำกว่า โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยทั่วไป |
| Web push | คนที่เคยเข้าเว็บไซต์แต่ยังไม่เป็นคนไข้ | ต้องกดอนุญาตก่อน และคนส่วนใหญ่ปฏิเสธ |
| สายโทรอัตโนมัติด้วย AI | เคสที่ต้องยืนยันแน่นอน เช่น นัดมูลค่าสูง | ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นระบบอัตโนมัติ และเปิดให้ต่อสายหาคนได้ |
หลักการเลือก ใช้ช่องทางที่คนไข้เคยติดต่อกับคลินิกมาก่อน เพราะเขาคุ้นเคยและไม่รู้สึกว่าถูกรบกวน
สำหรับคลินิกไทยส่วนใหญ่ นั่นคือ LINE
SMS ยังมีที่ใช้ สำหรับกรณีที่ต้องมั่นใจว่าเห็นแน่นอน เช่น การเตือนนัดวันเดียวกัน หรือคนไข้ที่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับ LINE OA
การโทรด้วยเสียงยังมีที่ใช้ สำหรับกรณีที่ข้อความไม่พอ เช่น คนไข้ที่ขาดนัดหลายครั้ง หรือนัดที่มีมูลค่าสูงและต้องยืนยันแน่นอน งานวิจัยเรื่องการเตือนนัดพบว่าการติดต่อที่คนไข้ตอบกลับได้จริงให้ผลต่างจากการฝากข้อความทางเดียวอย่างมาก (ดูตัวเลข) ส่วนการใช้ระบบโทรอัตโนมัติควรแจ้งให้ชัดว่าเป็นระบบอัตโนมัติ และเปิดทางให้คนไข้ขอคุยกับเจ้าหน้าที่ได้เสมอ ใน Jib OS การโทรด้วย AI เป็นหนึ่งในช่องทางของ CRM ร่วมกับ LINE, SMS, อีเมล และ web push จึงเลือกช่องทางตามลักษณะของข้อความและกลุ่มคนไข้ได้จากที่เดียวกัน
บทความนี้พูดถึงว่าควรใช้ช่องทางไหนกับข้อความแบบไหน ส่วนขั้นตอนการส่งจริง ตั้งแต่เลือกกลุ่มคนไข้ ไปจนถึงการรับมือกับคนที่ตอบกลับ อยู่ในบทความเรื่องการส่งข้อความหาคนไข้เดิมทีละหลายร้อยคน
อีเมลเหมาะกับเนื้อหาที่ต้องเก็บไว้ เช่น ใบเสร็จ สรุปการรักษา และเอกสารสำหรับเคลมประกัน โดยเฉพาะคนไข้ต่างชาติที่คุ้นกับอีเมลมากกว่าคนไทย
ควรส่งอะไรบ้าง
เรียงตามผลตอบแทน
1. เตือนนัดหมาย
ให้ผลชัดที่สุดและมีงานวิจัยรองรับมากที่สุด การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบพบว่าการเตือนนัดลดการไม่มาตามนัดได้เฉลี่ยราว 41% (ดูรายละเอียด)
ควรเปิดให้ยกเลิกหรือเลื่อนได้ง่ายในข้อความ เพราะการยกเลิกล่วงหน้าดีกว่าการไม่มา คิวยังขายต่อได้
2. ติดตามหลังการรักษา
สรุปว่าวันนี้ทำอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ต้องดูแลตัวเองอย่างไร และนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่
ลดทั้งการโทรกลับมาถามซ้ำและความเสี่ยงที่คนไข้จะดูแลตัวเองผิด
3. เตือนตามรอบการรักษา
คนไข้ที่ควรกลับมาทุกหกเดือนแต่ไม่มีใครเตือน จำนวนไม่น้อยจะไม่กลับมา
จังหวะสำคัญกว่าส่วนลด ข้อความที่มาถูกเวลาตามรอบจริงได้ผลตอบรับดีกว่าโปรโมชั่นที่ส่งในเดือนที่คนไข้ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
4. ชวนคนไข้ที่หายไปกลับมา
กลุ่มที่ตอบรับดีที่สุดคือคนที่มาครั้งสุดท้ายเมื่อหกถึงสิบสองเดือนก่อน
5. โปรโมชั่น
ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดและเสี่ยงที่สุด เพราะเป็นข้อความที่คนไข้รู้ว่าส่งเป็นชุด และถ้าส่งบ่อยจะถูกบล็อก ซึ่งทำให้เสียช่องทางสำหรับข้อความสำคัญไปด้วย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ส่งเหมือนกันทุกคน ข้อความที่ไม่อ้างอิงสิ่งที่คนไข้เคยทำจริง ได้ผลตอบรับต่ำกว่ามาก การระบุชื่อบริการที่เขาเคยรับและวันที่มาครั้งล่าสุด เปลี่ยนผลลัพธ์อย่างเห็นได้ชัด
ส่งถี่เกินไป ความถี่ควรอิงรอบการรักษาจริง ไม่ใช่ปฏิทินการตลาดรายเดือน
ใช้ช่องทางเตือนนัดเป็นช่องทางขายของ ถ้าทุกข้อความเตือนแถมโปรโมชั่น ความน่าเชื่อถือของการเตือนลดลง
ไม่มีทางให้ปฏิเสธ นอกจากผิดหลัก PDPA แล้วยังทำให้คนบล็อกแทนที่จะกดยกเลิกรับ ซึ่งเสียช่องทางถาวร
ข้อควรระวังเรื่อง PDPA
การติดต่อคนไข้เพื่อการตลาดต้องมีฐานทางกฎหมายที่ถูกต้อง และต่างจากการติดต่อเพื่อการดูแลต่อเนื่องทางการแพทย์
สิ่งที่ควรมี
- ความยินยอมที่เก็บไว้ตั้งแต่ตอนรับบริการ โดยแยกความยินยอมเพื่อการตลาดออกจากเพื่อการรักษา
- ช่องทางให้ปฏิเสธการรับข้อความได้ง่าย
- บันทึกว่าใครยินยอมอะไรไว้เมื่อไหร่
ระวังการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพ ข้อความไม่ควรระบุรายละเอียดการรักษาที่ชัดเจนเกินไป เพราะอาจมีคนอื่นเห็นหน้าจอ และควรส่งในช่องทางส่วนตัวเท่านั้น
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดว่าข้อความแต่ละแบบอยู่ในหมวดใด
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →สิ่งที่ทำให้การส่งออกได้ผลจริง
ความต่างระหว่างคลินิกที่ส่งข้อความแล้วได้ผลกับที่ไม่ได้ผล มักไม่ได้อยู่ที่ข้อความ แต่อยู่ที่ ระบบรู้อะไรตอนที่ส่ง
การส่งที่ได้ผลต้องรู้สามอย่าง
- คนไข้คนนี้เคยรับบริการอะไร เมื่อไหร่
- ถึงรอบที่ควรกลับมาหรือยัง
- เคยคุยอะไรกันไว้ล่าสุด
ถ้าข้อมูลสามอย่างนี้อยู่คนละที่ เช่น ประวัติอยู่ในโปรแกรมคลินิก แชทอยู่ใน LINE และรายชื่ออยู่ใน Excel การส่งข้อความที่ตรงกับคนไข้แต่ละคนต้องทำด้วยมือ ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่าไม่มีใครทำ
นี่คือเหตุผลที่คลินิกจำนวนมากลงเอยด้วยการบรอดแคสต์เหมือนกันทุกคน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุด
เคล็ดลับบริหารคลินิก ส่งตรงถึงอีเมลคุณ
เจ้าของและผู้บริหารคลินิกกว่า 20,000 คน รับข่าวสารจากเราอยู่แล้ว
สำหรับเจ้าของคลินิกและผู้ที่กำลังจะเปิด — วิธีให้คนไข้ใหม่เจอคลินิกบน Google และให้ AI อย่าง ChatGPT และ Claude แนะนำคลินิกของคุณ วิธีลดงานหน้าเคาน์เตอร์และคนไข้ไม่มาตามนัด และเรื่องที่คลินิกอื่นเจอมาก่อน
ส่งสัปดาห์ละครั้ง · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
คำถามที่พบบ่อย
ส่งข้อความหาคนไข้ช่องทางไหนดีที่สุด
ช่องทางที่คนไข้เคยติดต่อกับคลินิกมาก่อนได้ผลดีที่สุด เพราะคุ้นเคยและไม่รู้สึกถูกรบกวน สำหรับคลินิกไทยส่วนใหญ่คือ LINE ส่วน SMS เหมาะกับเรื่องที่ต้องมั่นใจว่าเห็นแน่นอนเช่นการเตือนนัดวันเดียวกัน และอีเมลเหมาะกับเนื้อหาที่ต้องเก็บไว้อย่างใบเสร็จและสรุปการรักษา โดยเฉพาะกับคนไข้ต่างชาติ
ควรส่งข้อความหาคนไข้บ่อยแค่ไหน
ตามรอบการรักษาจริงของแต่ละบริการ ไม่ใช่ตามปฏิทินการตลาดรายเดือน คนไข้ที่ได้รับข้อความจากคลินิกทุกเดือนจะเริ่มเพิกเฉยหรือบล็อก ซึ่งทำให้เสียช่องทางสำหรับข้อความสำคัญอย่างการเตือนนัดไปด้วย ข้อความที่มาถูกจังหวะปีละหนึ่งถึงสองครั้งกลับได้ผลตอบรับสูงกว่ามาก
ส่งโปรโมชั่นหาคนไข้ได้ผลไหม
ได้ผลน้อยที่สุดในบรรดาข้อความทุกประเภทและเสี่ยงที่สุด เพราะคนไข้รู้ว่าเป็นข้อความส่งเป็นชุดและไม่เกี่ยวกับตัวเอง สิ่งที่ได้ผลมากกว่าคือข้อความที่อ้างอิงบริการที่เขาเคยรับจริงและมาถูกจังหวะตามรอบการรักษา ส่วนโปรโมชั่นควรใช้เฉพาะกับกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อการติดต่อปกติ
ส่งข้อความการตลาดหาคนไข้ผิด PDPA ไหม
ต้องมีฐานทางกฎหมายที่ถูกต้อง โดยการติดต่อเพื่อการตลาดกับการติดต่อเพื่อการดูแลต่อเนื่องทางการแพทย์อยู่คนละหมวด ควรเก็บความยินยอมแยกกันตั้งแต่ตอนรับบริการ มีช่องทางให้ปฏิเสธการรับข้อความได้ง่าย และบันทึกว่าใครยินยอมอะไรเมื่อไหร่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะกับคลินิก
บรอดแคสต์ของ LINE OA พอไหม
พอสำหรับการประกาศทั่วไป แต่ได้ผลจำกัดสำหรับการดึงคนไข้กลับ เพราะส่งข้อความเดียวกันถึงทุกคนโดยไม่รู้ว่าใครเคยรับบริการอะไรและถึงรอบหรือยัง คนไข้จึงได้รับข้อความที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองและเริ่มเพิกเฉย การส่งที่ได้ผลต้องอิงประวัติรายบุคคล ซึ่งต้องมีข้อมูลที่เชื่อมกันระหว่างประวัติการรักษาและช่องทางติดต่อ
ทำไมคลินิกส่วนใหญ่ถึงไม่ได้ส่งข้อความติดตามคนไข้
สาเหตุหลักไม่ใช่ไม่รู้ว่าควรทำ แต่คือข้อมูลอยู่คนละที่ ประวัติการรักษาอยู่ในโปรแกรมคลินิก บทสนทนาอยู่ใน LINE และรายชื่ออยู่ในไฟล์แยก การจะรู้ว่าใครถึงรอบและเคยคุยอะไรไว้จึงต้องไล่ดูหลายที่ ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่าไม่มีใครทำ และลงเอยด้วยการบรอดแคสต์เหมือนกันทุกคน
อ่านต่อ
- ดึงคนไข้เก่ากลับมา วิธีที่ถูกกว่าการหาคนไข้ใหม่หลายเท่า
- ระบบเตือนนัดหมายลด no-show ได้จริงแค่ไหน งานวิจัยบอกอะไรบ้าง
- After care หลังหัตถการ จุดที่คลินิกทำงานซ้ำโดยไม่จำเป็น
- RFM analysis สำหรับคลินิก แบ่งกลุ่มคนไข้ยังไงให้รู้ว่าควรติดต่อใครก่อน
- ส่งข้อความหาคนไข้เดิมทีละหลายร้อยคน ทำยังไงไม่ให้เสียมากกว่าได้
Jib OS