ผ่าตัดใส่สายคล้องท่อปัสสาวะ
ผ่าตัดใส่สายคล้องท่อปัสสาวะ (Urinary-incontinence sling surgery) คือการวางแถบวัสดุไว้ใต้หรือรอบท่อปัสสาวะเพื่อช่วยพยุงให้ท่อปัสสาวะปิดได้ดีขึ้น จึงใช้รักษาปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของ โดยมักพิจารณาเมื่ออาการรบกวนชีวิตและการรักษาโดยไม่ผ่าตัดยังไม่ได้ผลเพียงพอ การผ่าตัดนี้ไม่ได้รักษาปัสสาวะเล็ดทุกชนิด และแพทย์ต้องแยกสาเหตุก่อนเลือกวิธีที่เหมาะกับคุณ
ประเด็นสำคัญ
- การผ่าตัดชนิดนี้เหมาะกับ ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง เป็นหลัก ไม่ได้แก้ภาวะปวดปัสสาวะฉับพลันหรือกระเพาะปัสสาวะไวเกินโดยตรง หากมีอาการหลายแบบร่วมกันอาจต้องรักษามากกว่าหนึ่งวิธี
- สายคล้องอาจทำจากวัสดุสังเคราะห์หรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง วิธีวางสายคล้องและผลที่คาดหวังแตกต่างกันระหว่างผู้หญิง ผู้ชาย และผู้ที่เคยผ่าตัดอุ้งเชิงกรานหรือผ่าตัดต่อมลูกหมาก
- ความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนัก ได้แก่ ปัสสาวะไม่ออกหรือออกไม่หมด การติดเชื้อ เลือดออก ปวด กระเพาะปัสสาวะไวเกิน และปัญหาจากวัสดุสายคล้อง บางรายต้องสวนปัสสาวะชั่วคราวหรือรับการผ่าตัดแก้ไข
ผ่าตัดใส่สายคล้องท่อปัสสาวะ คืออะไร
สายคล้องท่อปัสสาวะเป็นแถบวัสดุที่ศัลยแพทย์วางใต้หรือรอบท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่คล้ายเปลหรือฐานรองรับ เมื่อแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นจากการไอ จาม หัวเราะ วิ่ง หรือยกของ สายคล้องจะช่วยพยุงท่อปัสสาวะและบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะให้ปิดได้ดีขึ้น ปัสสาวะจึงเล็ดน้อยลง
ภาวะที่การผ่าตัดนี้มุ่งรักษาเรียกว่า ปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง ซึ่งเกิดเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดท่อปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อพยุงรอบท่อปัสสาวะทำงานได้ไม่เพียงพอ อาการอาจเกิดหลังการตั้งครรภ์และคลอดบุตร เมื่อเนื้อเยื่ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง หรือหลังการผ่าตัดต่อมลูกหมากในผู้ชาย
ในผู้หญิง วิธีที่ใช้บ่อยคือการวางสายคล้องใต้ส่วนกลางของท่อปัสสาวะ สายคล้องอาจเป็นตาข่ายสังเคราะห์เส้นเล็ก หรือเป็นเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง เช่น พังผืดจากหน้าท้องหรือต้นขา วิธีที่ใช้เนื้อเยื่อตนเองมักต้องมีแผลสำหรับนำเนื้อเยื่อออกเพิ่ม และอาจพักฟื้นนานกว่า
แนวทางการวางสายคล้องสังเคราะห์ในผู้หญิงมีหลายแบบ ได้แก่
- ผ่านด้านหลังกระดูกหัวหน่าว ศัลยแพทย์ทำแผลเล็กในช่องคลอดและแผลเล็กเหนือกระดูกหัวหน่าว แล้วนำปลายสายคล้องผ่านด้านหลังกระดูกดังกล่าว
- ผ่านบริเวณขาหนีบ ศัลยแพทย์ทำแผลเล็กในช่องคลอดและขาหนีบทั้งสองข้าง แล้วนำสายคล้องผ่านกล้ามเนื้อบริเวณรูเปิดของกระดูกเชิงกราน
- แผลเดียวขนาดเล็ก ใช้สายคล้องที่สั้นกว่าและยึดไว้ในเนื้อเยื่ออุ้งเชิงกราน วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และต้องพิจารณาหลักฐาน ประสบการณ์ของแพทย์ และลักษณะร่างกายเป็นรายบุคคล
ส่วนในผู้ชาย สายคล้องมักวางบริเวณท่อปัสสาวะส่วนที่อยู่ใกล้โคนอวัยวะเพศ เพื่อยกและประคองท่อปัสสาวะ วิธีนี้มักพิจารณาในผู้ที่มีปัสสาวะเล็ดระดับน้อยถึงปานกลางหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก แต่อาจไม่เหมาะกับอาการรุนแรง กล้ามเนื้อหูรูดเสียหน้าที่มาก หรือมีประวัติฉายรังสีบางกรณี (Cleveland Clinic)
เป้าหมายของการผ่าตัดคือทำให้อาการเล็ดลดลงจนรบกวนชีวิตน้อยลง ไม่ใช่รับประกันว่าปัสสาวะจะไม่เล็ดอีกเลย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ความรุนแรง การทำงานของกระเพาะปัสสาวะ การผ่าตัดเดิม และวิธีที่เลือกใช้
ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ
ผู้ที่แพทย์อาจพิจารณาให้ผ่าตัด
การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกเมื่อมีปัสสาวะเล็ดขณะออกแรงที่รบกวนกิจวัตร งาน การออกกำลังกาย การนอน หรือความมั่นใจ และได้ลองวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้วแต่อาการยังไม่ดีพอ ตัวอย่างเช่น การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การปรับพฤติกรรม การลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออุปกรณ์พยุงในช่องคลอดสำหรับผู้หญิง (Mayo Clinic)
ก่อนตัดสินใจ แพทย์ต้องยืนยันว่าอาการหลักมาจากแรงดันต่อกระเพาะปัสสาวะ ไม่ใช่จากการปวดปัสสาวะฉับพลันเพียงอย่างเดียว โดยอาจถามว่าอาการเกิดตอนไหน ใช้แผ่นซับมากน้อยเพียงใด มีปัสสาวะขัดหรือไม่ และเคยผ่าตัดหรือฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือไม่
แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดในกรณีต่อไปนี้
- ผู้หญิงที่มีปัสสาวะเล็ดเมื่อไอ จาม หัวเราะ วิ่ง หรือยกของอย่างชัดเจน
- ผู้ที่อาการยังรบกวนชีวิตหลังฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและปรับพฤติกรรมแล้ว
- ผู้ชายที่มีปัสสาวะเล็ดระดับน้อยถึงปานกลางหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก และผลตรวจบ่งชี้ว่าสายคล้องน่าจะช่วยได้
- ผู้ที่เข้าใจว่าผลลัพธ์อาจไม่ทำให้อาการหายทั้งหมด และยอมรับความเสี่ยงเรื่องปัสสาวะออกยากหรือปัญหาจากวัสดุได้
- ผู้ที่มีสุขภาพโดยรวมเหมาะกับการระงับความรู้สึกและการผ่าตัด
ผู้ที่อาจยังไม่ควรผ่าตัด หรือควรประเมินเพิ่ม
การผ่าตัดไม่ใช่คำตอบแรกหากอาการยังน้อยและไม่รบกวนชีวิต หรือยังไม่เคยลองการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ภาวะปัสสาวะเล็ดแต่ละชนิดต้องรักษาต่างกัน การวินิจฉัยให้ชัดจึงสำคัญกว่าการรีบเลือกวิธีผ่าตัด
ผู้ที่อาจต้องเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัด ได้แก่
- มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ยังรักษาไม่เรียบร้อย
- ปัสสาวะออกไม่หมดหรือมีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะที่ยังหาสาเหตุไม่ชัด
- อาการหลักเป็นปวดปัสสาวะฉับพลัน ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นไม่ทัน โดยไม่มีอาการเล็ดขณะออกแรงชัดเจน
- มีโรคหรือใช้ยาที่ทำให้ความเสี่ยงเลือดออก การติดเชื้อ หรือการดมยาสลบสูงเกินไปในช่วงนั้น
- ตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ในอนาคตอันใกล้ เพราะการตั้งครรภ์และการคลอดอาจกระทบเนื้อเยื่อที่พยุงท่อปัสสาวะ แพทย์อาจแนะนำให้รอจนไม่มีแผนมีบุตรแล้ว
- เคยมีปฏิกิริยาหรือภาวะแทรกซ้อนจากวัสดุฝังในร่างกาย ซึ่งต้องประเมินชนิดวัสดุและทางเลือกอื่นอย่างละเอียด
- มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ เพราะการผ่าตัดอาจไม่แก้ความปวดและอาจทำให้การประเมินซับซ้อนขึ้น
- ไม่มีอาการจากสายคล้องเดิม การนำวัสดุออกโดยไม่มีข้อบ่งชี้รักษาไม่ใช่แนวทางทั่วไป (ACOG)
หากมีปัสสาวะเล็ดแบบผสม คือเล็ดทั้งเวลาออกแรงและเวลาปวดปัสสาวะฉับพลัน สายคล้องอาจช่วยส่วนที่เกิดจากการออกแรง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยอาการปวดปัสสาวะฉับพลัน บางคนยังต้องฝึกกระเพาะปัสสาวะ ปรับพฤติกรรม หรือรับการรักษาอื่นต่อไป
การตรวจก่อนเลือกผู้ที่เหมาะกับการผ่าตัด
ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจเหมือนกัน แพทย์จะเริ่มจากประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะ และประเมินปริมาณปัสสาวะค้างหลังถ่าย บางคนอาจได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น
- บันทึกเวลาและปริมาณการดื่มน้ำกับการปัสสาวะ
- การประเมินจำนวนหรือการชั่งน้ำหนักแผ่นซับ
- การตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและแรงดันขณะเก็บหรือขับปัสสาวะ
- การส่องกล้องตรวจท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ
- การตรวจเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการประเมินก่อนระงับความรู้สึก
การตรวจเหล่านี้ใช้ตอบคำถามเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดในทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการตรงไปตรงมาและไม่มีประวัติซับซ้อน
เตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ทำความเข้าใจว่าจะใช้สายคล้องชนิดใด
ก่อนลงนามยินยอม คุณควรทราบว่าสายคล้องทำจากวัสดุสังเคราะห์หรือเนื้อเยื่อตนเอง วางผ่านเส้นทางใด เหตุใดแพทย์จึงเลือกวิธีนั้น และมีทางเลือกอะไรบ้าง ควรถามด้วยว่ามีโอกาสต้องใส่สายสวนปัสสาวะหลังผ่าตัดหรือไม่ และจะจัดการอย่างไรหากปัสสาวะไม่ออก
หากเคยผ่าตัดใส่สายคล้องหรือวัสดุพยุงอุ้งเชิงกรานมาก่อน ให้นำรายงานการผ่าตัดเดิมหรือบัตรข้อมูลวัสดุไปด้วย ตำแหน่งและชนิดของวัสดุเดิมมีผลต่อการวางแผนผ่าตัดแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าวัสดุโผล่ กร่อน หรือเป็นสาเหตุของอาการ (ACOG)
แจ้งยา โรคประจำตัว และการแพ้ทั้งหมด
ทำรายการยาที่ใช้จริง รวมทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาซื้อเอง วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม ยาที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
- ยาแก้ปวดต้านการอักเสบบางชนิด
- ยารักษาเบาหวาน รวมถึงยาฉีด
- ยาที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน
- สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อาจเพิ่มเลือดออก
อย่าหยุดยาเอง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะบอกว่าควรหยุด ปรับ หรือรับประทานต่อเมื่อใดตามเหตุผลที่ใช้ยา การทำงานของไต ความเสี่ยงเลือดออก และชนิดการระงับความรู้สึก การหยุดยาบางชนิดโดยไม่มีแผนอาจเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือด หัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดสมองอุดตัน
แจ้งแพทย์หากแพ้ยา แพ้วัสดุ มีโรคหัวใจ ปอด ไต ตับ เบาหวาน ภาวะเลือดออกง่าย ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือเคยมีปัญหาจากการดมยาสลบ รวมถึงแจ้งหากมีโอกาสตั้งครรภ์
การงดอาหารและน้ำ
โรงพยาบาลจะให้เวลางดอาหารและเครื่องดื่มตามชนิดการระงับความรู้สึกและเวลาผ่าตัด ให้ทำตามคำสั่งนั้นโดยตรง หากไม่แน่ใจว่ายาประจำตัวตัวใดรับประทานได้ในเช้าวันผ่าตัด ให้ถามทีมผ่าตัดล่วงหน้า ไม่ควรตีความหรือกำหนดเวลาเอง
หากมีไข้ ไอมาก เจ็บคอ แผลติดเชื้อ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะขุ่น หรือสงสัยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะก่อนวันผ่าตัด ให้แจ้งโรงพยาบาล การผ่าตัดอาจต้องเลื่อนจนกว่าจะประเมินและรักษาเรียบร้อย
การเตรียมกลับบ้าน
เตรียมเอกสารประจำตัว เอกสารสิทธิการรักษา รายการยา และผลตรวจที่โรงพยาบาลขอ สวมเสื้อผ้าที่หลวมและถอดง่าย ไม่ใส่เครื่องประดับหรือของมีค่า หากคาดว่าจะกลับบ้านวันเดียวกัน ควรมีผู้ใหญ่พากลับและอยู่ด้วยในช่วงแรก เพราะฤทธิ์ยาระงับความรู้สึกอาจทำให้ง่วง เวียนศีรษะ หรือการตัดสินใจช้าลง
เตรียมแผนลางานและคนช่วยงานบ้าน โดยเฉพาะงานยกของ ดูแลเด็ก หรือกิจกรรมที่ต้องออกแรง หากกลับบ้านพร้อมสายสวนปัสสาวะ ทีมรักษาจะสอนวิธีดูแลและนัดวันประเมินการถอดสาย
ขั้นตอนการผ่าตัด
รายละเอียดแตกต่างกันตามเพศ ชนิดสายคล้อง เส้นทางที่วาง และการผ่าตัดอื่นที่ทำพร้อมกัน แต่ลำดับโดยทั่วไปมีดังนี้
1. ยืนยันตัวตนและแผนผ่าตัด
ทีมรักษาจะตรวจชื่อ ขั้นตอน ข้างหรือตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง ประวัติแพ้ยา และเวลารับประทานอาหารครั้งสุดท้าย วิสัญญีแพทย์ประเมินความพร้อมและอธิบายวิธีระงับความรู้สึก
2. ให้ยาระงับความรู้สึก
อาจใช้ยาสลบเพื่อให้หลับตลอดการผ่าตัด หรือใช้การระงับความรู้สึกบริเวณไขสันหลังร่วมกับยาคลายกังวล ขึ้นอยู่กับวิธีผ่าตัด สุขภาพของผู้ป่วย และแนวทางของสถานพยาบาล ผู้ป่วยไม่ควรรู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด
3. ใส่สายสวนและเตรียมบริเวณผ่าตัด
ทีมผ่าตัดทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด ฝีเย็บ หน้าท้อง หรือขาหนีบตามวิธีที่จะใช้ และอาจใส่สายสวนเพื่อระบายปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะว่างและช่วยตรวจการทำงานหลังผ่าตัด
4. ทำแผลและวางสายคล้อง
ในผู้หญิง ศัลยแพทย์มักทำแผลเล็กภายในช่องคลอดใต้ท่อปัสสาวะ จากนั้นนำสายคล้องผ่านไปด้านหลังกระดูกหัวหน่าวหรือผ่านขาหนีบ สายคล้องพยุงท่อปัสสาวะโดยไม่ควรรัดแน่นเกินไป หากใช้เนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง จะมีขั้นตอนนำแถบพังผืดจากตำแหน่งอื่นก่อนนำมาทำสายคล้อง
ในผู้ชาย ศัลยแพทย์มักทำแผลบริเวณฝีเย็บ คือบริเวณระหว่างถุงอัณฑะกับทวารหนัก แล้ววางสายคล้องรอบท่อปัสสาวะส่วนใกล้โคนอวัยวะเพศ เพื่อยกและพยุงท่อปัสสาวะให้อยู่ในตำแหน่งที่ช่วยการปิดของหูรูด (Cleveland Clinic)
5. ตรวจท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะเมื่อจำเป็น
แพทย์อาจส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเพื่อตรวจว่าไม่มีอุปกรณ์หรือวัสดุผ่านเข้าไปในท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะ โดยเฉพาะวิธีที่นำสายคล้องผ่านใกล้กระเพาะปัสสาวะ ขั้นตอนนี้ช่วยตรวจพบการบาดเจ็บระหว่างผ่าตัดเพื่อแก้ไขทันที
6. ปรับความตึงและปิดแผล
สายคล้องต้องพยุงได้โดยไม่บีบท่อปัสสาวะแน่นจนปัสสาวะไม่ออก จากนั้นแพทย์ตัดส่วนเกินและปิดแผลด้วยไหมละลายหรือวัสดุปิดแผลตามตำแหน่ง
7. ประเมินการปัสสาวะหลังผ่าตัด
เมื่อฟื้นจากยาระงับความรู้สึก ทีมรักษาจะประเมินอาการปวด เลือดออก และความสามารถในการปัสสาวะ บางแห่งจะเติมน้ำเข้าในกระเพาะปัสสาวะผ่านสายสวนแล้วให้ผู้ป่วยลองปัสสาวะ จากนั้นวัดปริมาณปัสสาวะค้าง
หากปัสสาวะออกได้และเหลือค้างไม่มาก อาจถอดสายสวนและกลับบ้านได้ แต่หากยังปัสสาวะไม่ได้หรือเหลือค้างมาก อาจต้องคาสายสวนหรือสวนเป็นช่วงชั่วคราว แล้วกลับมาทดสอบใหม่ การมีสายสวนในช่วงแรกไม่ได้แปลว่าการผ่าตัดล้มเหลว แต่ต้องติดตามให้แน่ใจว่าการขับปัสสาวะดีขึ้น
ใช้เวลานานแค่ไหน
ระยะเวลาผ่าตัดไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน การใส่สายคล้องเพียงอย่างเดียวมักเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาไม่ยาวมาก แต่จะนานขึ้นหากใช้เนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง เคยผ่าตัดมาก่อน มีพังผืด ต้องแก้สายคล้องเดิม หรือทำหัตถการอุ้งเชิงกรานอื่นพร้อมกัน ศัลยแพทย์จะประเมินช่วงเวลาจากวิธีที่วางแผนไว้
การผ่าตัดอาจทำภายใต้ยาสลบหรือการระงับความรู้สึกบริเวณไขสันหลัง ทางเลือกขึ้นอยู่กับสุขภาพ วิธีผ่าตัด การประเมินของวิสัญญีแพทย์ และแนวทางของโรงพยาบาล
ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลับบ้านได้ในวันเดียวกันหลังปัสสาวะได้ดี รับประทานอาหารได้ เดินได้ และควบคุมอาการปวดได้ แต่บางคนต้องพักค้างคืน เช่น ผู้ที่ใช้เนื้อเยื่อตนเอง ทำผ่าตัดหลายอย่างพร้อมกัน มีโรคประจำตัวที่ต้องเฝ้าระวัง หรือยังปัสสาวะไม่ได้ การดูแลในประเทศไทยอาจต่างกันระหว่างสถานพยาบาล จึงควรถามทีมผ่าตัดว่าแผนของคุณเป็นการกลับวันเดียวหรือรับไว้ในโรงพยาบาล
พักฟื้นนานแค่ไหน
การพักฟื้นขึ้นอยู่กับชนิดสายคล้อง เส้นทางที่วาง จำนวนแผล งานที่ทำ และมีการผ่าตัดอื่นร่วมด้วย สำหรับการผ่าตัดสายคล้องในผู้หญิง แหล่งอ้างอิงระบุว่ามักใช้เวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ ก่อนกลับไปทำกิจกรรมตามปกติ โดยแพทย์จะกำหนดเวลาออกกำลังกายและมีเพศสัมพันธ์ตามการหายของแผล (Mayo Clinic) ส่วนผู้ชายที่ใส่สายคล้องมักต้องมีเวลาพักเบื้องต้นอย่างน้อยประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่การกลับไปทำงานหนักอาจใช้เวลานานกว่านั้น
ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเพียงกรอบทั่วไป ไม่ใช่กำหนดเฉพาะบุคคล หากใช้เนื้อเยื่อตนเอง มีแผลหน้าท้อง หรือทำการผ่าตัดอื่นพร้อมกัน การพักฟื้นมักนานกว่าการใส่สายคล้องสังเคราะห์ผ่านแผลเล็ก
| ช่วงพักฟื้น | สิ่งที่อาจพบและสิ่งที่ควรทำ |
| วันผ่าตัดถึงวันแรก | ง่วงจากยา เจ็บหรือตึงแผล ปัสสาวะแสบเล็กน้อย และอาจมีเลือดซึมเล็กน้อย เดินระยะสั้นเมื่อทีมรักษาอนุญาต |
| หลายวันแรก | อาการปวดควรค่อยๆ ลดลง อาจมีปัสสาวะไหลช้าหรือรู้สึกถ่ายไม่สุด ต้องสังเกตปริมาณปัสสาวะและทำตามแผนดูแลสายสวนถ้ามี |
| ประมาณสัปดาห์แรก | หลายคนทำกิจวัตรเบาๆ ได้มากขึ้น งานนั่งอาจกลับได้เมื่อเดิน นั่ง และเข้าห้องน้ำได้สะดวก โดยขึ้นกับอาการและคำแนะนำของแพทย์ |
| ประมาณ 2-6 สัปดาห์ | ค่อยๆ เพิ่มกิจกรรมเมื่อแผลหาย หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ออกแรงมาก และมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแพทย์อนุญาต |
| หลังระยะฟื้นตัว | ประเมินว่าอาการเล็ดลดลงเพียงใด มีปัสสาวะออกยาก ปวดปัสสาวะฉับพลัน หรือปวดอุ้งเชิงกรานใหม่หรือไม่ |
การทำงานและกิจกรรม
งานนั่งโต๊ะมักกลับได้เร็วกว่างานที่ต้องยกของ ดัน ดึง ปีน หรือออกแรงหน้าท้อง หากยังใช้ยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วง ยังเคลื่อนไหวไม่สะดวก หรือยังมีสายสวน ไม่ควรขับรถ แพทย์จะพิจารณาจากแผล ความสามารถในการเบรกฉุกเฉิน และยาที่ใช้อยู่
ช่วงแผลกำลังยึดสายคล้อง ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกกำลังที่เพิ่มแรงดันในช่องท้องตามระยะเวลาที่ศัลยแพทย์กำหนด อย่าเร่งออกกำลังเพียงเพราะแผลภายนอกดูเล็ก เพราะเนื้อเยื่อภายในยังต้องใช้เวลาหาย
การปัสสาวะหลังผ่าตัด
บางคนปัสสาวะช้าลง ต้องเบ่ง หรือรู้สึกถ่ายไม่หมดในช่วงแรก หากอาการค่อยๆ ดีขึ้น แพทย์อาจติดตามโดยยังไม่ต้องทำหัตถการเพิ่ม ความผิดปกติในการขับปัสสาวะระยะสั้นหลังใส่สายคล้องในผู้หญิงพบได้และอาจเฝ้าดูได้เมื่อมีแนวโน้มดีขึ้น แต่หากปัสสาวะไม่ออกหรือมีปัสสาวะค้างมากต้องประเมินเร็วกว่านั้น (ACOG)
อาการเล็ดอาจดีขึ้นทันทีในบางคน แต่ควรรอให้แผลหายก่อนประเมินผลระยะยาว หากอาการเดิมยังอยู่หรือกลับมา ไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าตัดซ้ำเสมอ แพทย์ต้องประเมินว่าเกิดจากสายคล้องหย่อน การวินิจฉัยเดิมไม่ครบ ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน หรือสาเหตุอื่น
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
การผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเกิดภาวะแทรกซ้อน ความเสี่ยงเฉพาะบุคคลขึ้นอยู่กับสุขภาพ การสูบบุหรี่ เบาหวาน การผ่าตัดเดิม ชนิดวัสดุ และวิธีวางสายคล้อง
ความเสี่ยงทั่วไปของการผ่าตัด
- เลือดออกหรือเกิดก้อนเลือดใต้แผล
- แผลหรือทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ
- แผลแยกหรือหายช้า
- ปฏิกิริยาต่อยาหรือภาวะแทรกซ้อนจากการระงับความรู้สึก
- ลิ่มเลือดที่ขาหรือเคลื่อนไปปอด
- การบาดเจ็บต่ออวัยวะใกล้เคียง
ปัสสาวะออกยากหรือปัสสาวะค้าง
สายคล้องที่พยุงมากเกินไป อาการบวม หรือการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเดิมอาจทำให้ปัสสาวะไหลช้า ถ่ายไม่สุด หรือไม่ออก ผู้ป่วยบางรายต้องใช้สายสวนชั่วคราว หากปัญหาไม่ดีขึ้นอาจต้องประเมินด้วยการตรวจเพิ่มเติม และบางกรณีอาจต้องคลาย ตัด หรือแก้ตำแหน่งสายคล้อง
กระเพาะปัสสาวะไวเกิน
หลังผ่าตัดอาจเกิดอาการปวดปัสสาวะฉับพลัน ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นไม่ทันขึ้นใหม่ หรืออาการเดิมอาจยังคงอยู่ การผ่าตัดรักษาปัสสาวะเล็ดขณะออกแรงไม่ได้มุ่งรักษาอาการเหล่านี้โดยตรง (Mayo Clinic)
การบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ
อุปกรณ์ที่ใช้สอดสายคล้องผ่านใกล้กระเพาะปัสสาวะอาจทำให้เกิดรูหรือบาดเจ็บได้ แพทย์จึงอาจส่องกล้องตรวจระหว่างผ่าตัด หากตรวจพบมักแก้ไขทันทีและอาจต้องคาสายสวนเพื่อให้แผลหาย การบาดเจ็บต่อลำไส้ หลอดเลือด หรือเส้นประสาทพบได้น้อยกว่าแต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษา
ปัญหาจากวัสดุสายคล้อง
สายคล้องสังเคราะห์อาจโผล่ผ่านแผลช่องคลอด กร่อนเข้าไปในท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีเลือดออก ตกขาว ปวด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ อาการเลือดออกทางช่องคลอดเรื้อรัง ตกขาวผิดปกติ หรือการติดเชื้อซ้ำหลังใส่วัสดุควรได้รับการตรวจหาวัสดุโผล่หรือกร่อน (ACOG)
การจัดการขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด และอาการ อาจเริ่มจากการสังเกต การรักษาเฉพาะที่ หรือการผ่าตัดแก้ไข การนำสายคล้องออกไม่รับประกันว่าอาการปวดจะหาย และอาจทำให้อาการปัสสาวะเล็ดกลับมา จึงต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์กับผลเสียอย่างละเอียด
อาการปวด
อาจปวดแผล อุ้งเชิงกราน ช่องคลอด ขาหนีบ ต้นขา หรือฝีเย็บตามเส้นทางของสายคล้อง ส่วนใหญ่อาการระยะแรกควรค่อยๆ ดีขึ้น หากปวดรุนแรงขึ้น ปวดแสบตามเส้นประสาท หรือปวดต่อเนื่องจนรบกวนการเดินและเพศสัมพันธ์ ต้องประเมินหาการติดเชื้อ เลือดคั่ง การตึงของวัสดุ หรือสาเหตุอื่น
อาการเล็ดยังอยู่หรือกลับมา
สายคล้องอาจลดอาการได้ไม่ทั้งหมด หรืออาการอาจกลับมาในภายหลัง ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หลายชนิดร่วมกัน เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลง การตั้งครรภ์ น้ำหนักตัว การไอเรื้อรัง และการผ่าตัดเดิม ในผู้ชาย ความรุนแรงของความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหูรูดและประวัติการรักษาบริเวณต่อมลูกหมากมีผลต่อการเลือกวิธี
ปัญหาด้านเพศสัมพันธ์
ผู้หญิงบางรายอาจเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์จากแผลเป็น ความตึง หรือวัสดุโผล่ คู่ของผู้ป่วยอาจรู้สึกถึงวัสดุได้หากมีส่วนโผล่ผ่านช่องคลอด ควรงดเพศสัมพันธ์จนแผลหายตามที่แพทย์อนุญาต และกลับไปตรวจหากมีอาการปวด เลือดออก หรือสัมผัสสิ่งผิดปกติ
สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที
ติดต่อทีมผ่าตัดหรือไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
- ปัสสาวะไม่ออก ปวดหรือแน่นท้องน้อยมาก
- ปัสสาวะออกน้อยลงชัดเจน หรือรู้สึกว่ากระเพาะปัสสาวะเต็มตลอดเวลา
- ไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมากร่วมกับปัสสาวะแสบขัด
- ปวดแผลหรือปวดอุ้งเชิงกรานรุนแรงขึ้น แทนที่จะค่อยๆ ลดลง
- แผลบวมแดง ร้อน มีหนอง มีกลิ่นผิดปกติ หรือแผลแยก
- เลือดออกมาก เลือดไม่หยุด หรือมีลิ่มเลือดจำนวนมาก
- ปัสสาวะเป็นเลือดมากหรือมีลิ่มเลือดจนปัสสาวะติดขัด
- ขาบวมข้างเดียว เจ็บน่อง หรือผิวหนังแดงร้อน
- หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด หรือหมดสติ
- มีเลือดออกหรือตกขาวผิดปกติอย่างต่อเนื่องหลังช่วงแผลควรหาย
- คลำหรือมองเห็นวัสดุที่ช่องคลอด หรือคู่มีอาการเจ็บจากวัสดุระหว่างมีเพศสัมพันธ์
- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ หรือมีปัสสาวะรั่วจากตำแหน่งผิดปกติ
- สายสวนไม่ไหล หลุด มีเลือดอุดตัน หรือปวดกระเพาะปัสสาวะมาก
อาการเลือดออกทางช่องคลอด ตกขาว หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่เป็นซ้ำหลังใส่สายคล้องควรได้รับการตรวจ ไม่ควรรอดูเองเป็นเวลานาน เพราะอาจเกี่ยวข้องกับวัสดุโผล่หรือกร่อน (ACOG)
ทางเลือกอื่น
การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับทุกคน หากอาการยังไม่มากหรือยังไม่เคยรักษาแบบอนุรักษ์นิยม แพทย์มักเริ่มด้วยวิธีที่เสี่ยงน้อยกว่า
การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธีช่วยเพิ่มแรงพยุงท่อปัสสาวะ ควรได้รับการสอนให้แยกกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่ขมิบแล้วเผลอเกร็งหน้าท้อง ก้น หรือกลั้นหายใจ นักกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกรานอาจช่วยวางโปรแกรมและติดตามการฝึก
การปรับพฤติกรรมและปัจจัยกระตุ้น
การลดน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน การรักษาอาการไอเรื้อรัง การแก้ท้องผูก การเลิกสูบบุหรี่ และการปรับกิจกรรมที่ทำให้เล็ดอาจลดแรงดันต่ออุ้งเชิงกราน การจำกัดน้ำมากเกินไปไม่ใช่คำตอบ เพราะอาจทำให้ขาดน้ำและปัสสาวะเข้มข้นจนระคายกระเพาะปัสสาวะ
อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด
ผู้หญิงบางรายใช้อุปกรณ์ที่สอดในช่องคลอดเพื่อพยุงท่อปัสสาวะหรืออวัยวะอุ้งเชิงกราน เหมาะกับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการผ่าตัด รวมถึงผู้ที่มีอาการเฉพาะเวลาออกกำลังกาย อุปกรณ์ต้องเลือกขนาด ติดตามแผลกดทับ และทำความสะอาดตามคำแนะนำ
การฉีดสารเพิ่มปริมาตรรอบท่อปัสสาวะ
แพทย์อาจฉีดสารเข้าเนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะเพื่อช่วยให้ปิดได้ดีขึ้น เป็นหัตถการที่แผลเล็กกว่า แต่อาจต้องทำซ้ำและผลอาจไม่คงอยู่นานเท่าการผ่าตัดบางชนิด เหมาะหรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาการ และความต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่กว่า
การผ่าตัดยกพยุงคอกระเพาะปัสสาวะ
ในผู้หญิง การผ่าตัดยกเนื้อเยื่อใกล้คอกระเพาะปัสสาวะไปยึดกับโครงสร้างในอุ้งเชิงกรานเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง อาจทำผ่านแผลหน้าท้องหรือการผ่าตัดผ่านกล้อง เหมาะในบางกรณี เช่น ต้องทำการผ่าตัดช่องท้องอื่นพร้อมกัน หรือไม่ต้องการใช้สายคล้องสังเคราะห์ (Mayo Clinic)
สายคล้องจากเนื้อเยื่อตนเอง
หากไม่เหมาะหรือไม่ต้องการวัสดุสังเคราะห์ อาจใช้พังผืดจากร่างกายมาทำสายคล้อง วิธีนี้หลีกเลี่ยงตาข่ายสังเคราะห์ แต่มีแผลเพิ่ม ใช้เวลาผ่าตัดและพักฟื้นมากขึ้น และยังมีความเสี่ยงปัสสาวะออกยาก
หูรูดท่อปัสสาวะเทียม
สำหรับผู้ชายที่ปัสสาวะเล็ดมาก หรือมีปัจจัยที่ทำให้สายคล้องไม่น่าช่วยเพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาหูรูดท่อปัสสาวะเทียม อุปกรณ์นี้มีส่วนที่ผู้ป่วยกดเพื่อเปิดทางให้ปัสสาวะ ต้องมีความสามารถใช้มือและเข้าใจวิธีดูแล อุปกรณ์อาจติดเชื้อ เสื่อม หรือจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขในอนาคต
การเลือกทางเลือกใดควรพิจารณาว่าคุณมีอาการชนิดใด รุนแรงเพียงใด เคยรักษาอะไรมาแล้ว มีแผนตั้งครรภ์หรือไม่ ยอมรับวัสดุฝังในร่างกายได้หรือไม่ และให้ความสำคัญกับการพักฟื้นหรือความคงทนของผลมากเพียงใด
สิทธิการรักษา
ความครอบคลุมขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลตามสิทธิ และวัสดุหรือวิธีผ่าตัดที่ได้รับอนุมัติ ควรตรวจสิทธิก่อนนัดผ่าตัด เพราะการไปโรงพยาบาลนอกเครือข่ายหรือเลือกวัสดุนอกบัญชีอาจมีเงื่อนไขต่างออกไป
สิทธิประกันสังคม
เริ่มติดต่อโรงพยาบาลตามสิทธิหรือหน่วยบริการที่รับผิดชอบ เพื่อรับการตรวจและส่งต่อไปยังแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะหรือแพทย์ที่ดูแลความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน ถามว่าเอกสารส่งตัวจำเป็นหรือไม่ การตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะครอบคลุมหรือไม่ และสายคล้องชนิดที่แพทย์แนะนำอยู่ในสิทธิหรือมีขั้นตอนอนุมัติเพิ่มเติม
สิทธิบัตรทอง
ติดต่อหน่วยบริการประจำก่อน เว้นแต่เป็นภาวะฉุกเฉิน หน่วยบริการจะประเมินและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพทำหัตถการ ควรถามให้ชัดว่าต้องใช้ใบส่งตัว ผลตรวจใด และต้องกลับไปต่ออายุเอกสารหรือไม่หากมีการเลื่อนวันผ่าตัด
สิทธิข้าราชการหรือสิทธิหน่วยงาน
หลักเกณฑ์อาจแตกต่างตามหน่วยงานและประเภทวัสดุ ให้โรงพยาบาลตรวจสอบรายการที่เบิกได้ก่อนผ่าตัด หากมีตัวเลือกหลายชนิด ควรถามแพทย์ว่าความแตกต่างทางการแพทย์คืออะไร ไม่ควรเลือกจากสิทธิเพียงอย่างเดียวโดยไม่เข้าใจข้อดีและความเสี่ยง
ประกันสุขภาพเอกชน
ตรวจเงื่อนไขเรื่องโรคที่เป็นมาก่อน ระยะเวลารอ การผ่าตัดผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน วัสดุฝังในร่างกาย และการขออนุมัติล่วงหน้า ขอให้โรงพยาบาลระบุชื่อหัตถการ การวินิจฉัย วิธีระงับความรู้สึก และรายการตรวจที่เกี่ยวข้องในเอกสารส่งบริษัทประกัน
ก่อนยืนยันการผ่าตัด ควรถามผู้ให้สิทธิหรือบริษัทประกันว่า
- ต้องมีใบส่งตัวหรือการอนุมัติล่วงหน้าหรือไม่
- ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัยก่อนผ่าตัดหรือไม่
- ครอบคลุมสายคล้องชนิดที่วางแผนใช้หรือไม่
- หากต้องค้างคืนหรือกลับบ้านพร้อมสายสวน เงื่อนไขเปลี่ยนหรือไม่
- การติดตามหลังผ่าตัดและการรักษาภาวะแทรกซ้อนอยู่ภายใต้สิทธิอย่างไร
- ต้องใช้รายงานแพทย์ ผลตรวจ หรือเอกสารใดเพิ่มเติม
จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน
หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare
คำถามที่พบบ่อย
ผ่าตัดใส่สายคล้องท่อปัสสาวะช่วยปัสสาวะเล็ดทุกชนิดหรือไม่
ไม่ช่วยทุกชนิด เพราะการผ่าตัดนี้ออกแบบมาเพื่อปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หัวเราะ หรือออกแรงเป็นหลัก อาการปวดปัสสาวะฉับพลัน ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นไม่ทันอาจยังอยู่และต้องรักษาแยกต่างหาก
จำเป็นต้องผ่าตัดทันทีหรือไม่
ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรีบผ่าตัดทันที หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนและอาการยังจัดการได้ คุณมักมีเวลาลองฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ปรับพฤติกรรม และพิจารณาทางเลือกอื่นก่อนตัดสินใจ
สายคล้องทำจากอะไร
สายคล้องอาจทำจากวัสดุสังเคราะห์หรือแถบเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง วัสดุแต่ละแบบมีขนาดแผล ระยะพักฟื้น และความเสี่ยงต่างกัน จึงควรถามศัลยแพทย์ให้ชัดว่าจะใช้ชนิดใดและเพราะเหตุใด
สายคล้องอยู่ในร่างกายถาวรหรือไม่
สายคล้องส่วนใหญ่ตั้งใจให้อยู่ระยะยาว โดยเนื้อเยื่อจะยึดรอบวัสดุหลังผ่าตัด หากเกิดภาวะแทรกซ้อนอาจนำออกบางส่วนหรือทั้งหมดได้ แต่การผ่าตัดเอาออกมีความซับซ้อนและอาจทำให้อาการเล็ดกลับมา
หลังผ่าตัดจะต้องใส่สายสวนปัสสาวะหรือไม่
บางคนไม่ต้องกลับบ้านพร้อมสายสวน แต่บางคนต้องใช้ชั่วคราวหากยังปัสสาวะไม่ออกหรือเหลือปัสสาวะค้างมาก ทีมรักษาจะทดสอบการปัสสาวะและกำหนดเวลาประเมินซ้ำตามผลที่พบ
หลังผ่าตัดปัสสาวะไม่ออกอันตรายหรือไม่
หากปัสสาวะไม่ออกและท้องน้อยแน่นหรือปวด ต้องติดต่อโรงพยาบาลทันที เพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มมากต้องได้รับการระบาย การสวนปัสสาวะชั่วคราวช่วยป้องกันความเสียหายและเปิดเวลาให้อาการบวมลดลง
ต้องพักงานนานเท่าไร
งานเบาหรืองานนั่งอาจกลับได้หลังช่วงพักระยะแรกเมื่อเดิน นั่ง และปัสสาวะได้สะดวก แต่งานที่ยกของหรือออกแรงต้องรอนานกว่า กรอบการกลับสู่กิจกรรมปกติของการผ่าตัดบางวิธีอยู่ที่ประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยศัลยแพทย์จะปรับตามแผลและงานของคุณ
ออกกำลังกายและยกของได้เมื่อไร
ควรรอจนแพทย์อนุญาต เพราะแผลภายในต้องใช้เวลายึดสายคล้อง แม้แผลภายนอกจะเล็ก ช่วงแรกให้เดินเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มกิจกรรม ส่วนการวิ่ง กระโดด ฝึกแรงต้าน และยกของหนักมักต้องรอให้แผลหายมากขึ้น
มีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร
ควรงดจนแผลช่องคลอดหรือฝีเย็บหายและศัลยแพทย์อนุญาต ซึ่งมักอยู่ในช่วงพักฟื้นหลายสัปดาห์ หากกลับมามีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บ เลือดออก หรือสัมผัสวัสดุผิดปกติ ควรหยุดและกลับไปตรวจ
สายคล้องทำให้ปวดเรื้อรังได้หรือไม่
เป็นไปได้ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีเพียงอาการเจ็บแผลระยะแรก อาการปวดอุ้งเชิงกราน ขาหนีบ ต้นขา หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ดีขึ้นต้องได้รับการประเมิน และการนำวัสดุออกไม่ได้รับประกันว่าอาการปวดจะหายทั้งหมด
ถ้ามีสายคล้องอยู่แล้วแต่ไม่มีอาการ ต้องเอาออกหรือไม่
โดยทั่วไปไม่ต้องเอาออกหากไม่มีอาการและไม่มีข้อบ่งชี้รักษา การผ่าตัดนำวัสดุออกมีความเสี่ยงของตนเอง และองค์กรวิชาชีพระบุว่าไม่ควรนำวัสดุออกเพียงเพราะกังวลโดยไม่มีปัญหาที่ต้องรักษา (ACOG)
ถ้าผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ทำอย่างไรต่อ
แพทย์จะประเมินใหม่ว่าอาการที่เหลือเป็นปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง ปวดปัสสาวะฉับพลัน ปัสสาวะค้าง หรือปัญหาจากสายคล้อง การรักษาอาจเป็นกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรม รักษากระเพาะปัสสาวะไวเกิน ฉีดสารรอบท่อปัสสาวะ หรือพิจารณาผ่าตัดแก้ไขตามสาเหตุ
ผู้ชายหลังผ่าตัดต่อมลูกหมากทุกคนเหมาะกับสายคล้องหรือไม่
ไม่ใช่ทุกคน โดยสายคล้องมักเหมาะกับอาการระดับน้อยถึงปานกลางมากกว่า ส่วนผู้ที่เล็ดมาก เคยฉายรังสี มีท่อปัสสาวะตีบ หรือกล้ามเนื้อหูรูดเสียหน้าที่มากอาจเหมาะกับวิธีอื่น แพทย์จะประเมินจากอาการ การใช้แผ่นซับ การส่องกล้อง และการทำงานของทางเดินปัสสาวะ
หากยังวางแผนมีบุตร ควรผ่าตัดหรือไม่
แพทย์อาจแนะนำให้เลื่อนการผ่าตัดจนไม่มีแผนตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์และการคลอดเพิ่มแรงต่ออุ้งเชิงกรานและอาจทำให้อาการกลับมา ระหว่างรอสามารถใช้การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรืออุปกรณ์พยุงตามความเหมาะสม
ควรถามศัลยแพทย์อะไรบ้างก่อนตัดสินใจ
ควรถามว่าคุณมีภาวะปัสสาวะเล็ดชนิดใด เหตุใดสายคล้องจึงเหมาะกว่าวิธีอื่น จะใช้วัสดุและเส้นทางใด มีโอกาสต้องใช้สายสวนหรือผ่าตัดแก้ไขอย่างไร และประสบการณ์ของทีมกับวิธีนั้นเป็นอย่างไร คำตอบควรเชื่อมโยงกับผลตรวจ สุขภาพ และเป้าหมายของคุณ ไม่ใช่คำรับประกันผลลัพธ์แบบเดียวสำหรับทุกคน
ข้อมูลอ้างอิง
- Cleveland Clinic: Male Sling Procedure: Purpose, Risks & Recovery — เกี่ยวกับ Urinary incontinence sling surgery — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- acog.org: Management of Mesh and Graft Complications in Gynecologic Surgery — เกี่ยวกับ Urinary incontinence sling surgery — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- Mayo Clinic: Surgery for stress urinary incontinence in women — เกี่ยวกับ Urinary-incontinence sling surgery — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที


