สรุปสั้น ๆ
Jib OS คือระบบปฏิบัติการ AI สำหรับคลินิก พัฒนาโดย HDmall จากระบบที่ใช้บริหารเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 2,500 แห่งของตัวเอง
ขายเป็นสามส่วนที่เริ่มทีละส่วนได้ ส่วนละ 6,000 บาทต่อเดือน หรือ 5,000 บาทเมื่อจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน
- Jib OS — AI พนักงานต้อนรับที่ตอบแชททุกช่องทาง จองคิว เก็บข้อมูลคนไข้ และเวชระเบียน
- AI-Native Website — เว็บไซต์ที่ทั้ง Google และผู้ช่วย AI แนะนำได้
- Growth Marketing — ทีมการตลาดที่ดูแลแคมเปญให้จริง
เหมาะกับคลินิกที่เสียคนไข้ก่อนเดินเข้าประตู ไม่เหมาะถ้าปัญหาหลักคืองานหลังบ้านอย่างการคิดเงินและสต๊อก ซึ่งโปรแกรมคลินิกทั่วไปตอบโจทย์ได้ดีกว่าและถูกกว่า
---
Jib OS คืออะไร
Jib OS ไม่ใช่โปรแกรมบริหารคลินิก และไม่ใช่แชทบอท
เป็นระบบที่ดูแล ช่วงก่อนคนไข้เดินเข้าประตูคลินิก ตั้งแต่ตอนที่เขายังไม่รู้จักคลินิก จนถึงตอนที่จองคิวสำเร็จ และการติดตามให้กลับมาอีก
ช่วงนี้เป็นช่วงที่คลินิกส่วนใหญ่เสียคนไข้มากที่สุด และเป็นช่วงที่ไม่มีระบบไหนดูแลอยู่
ทำไม HDmall ถึงสร้าง Jib OS
HDmall ดำเนินธุรกิจมาแปดปี เชื่อมคนไข้กว่า 500,000 คนกับสถานพยาบาลกว่า 2,500 แห่ง และช่วยสร้างมูลค่าการใช้จ่ายของคนไข้มากกว่า 1,000 ล้านบาท
ตลอดเวลานั้นเราเห็นรูปแบบเดิมซ้ำๆ ในคลินิกพาร์ทเนอร์
คลินิกส่วนใหญ่รันอยู่บนกองเครื่องมือที่ไม่คุยกัน แอปแชทตัวหนึ่ง เอเจนซีหรือฟรีแลนซ์ไว้ยิงแอด โปรแกรมคลินิกอีกเจ้า และสเปรดชีตสำหรับทุกอย่างที่เหลือ
ผลคือข้อมูลคนไข้กระจัดกระจาย แชทตกหล่นนอกเวลาทำการ และเจ้าของคลินิกใช้เวลาไปกับการประสานระบบมากกว่าการดูแลคนไข้
Jib OS คือระบบที่ HDmall สร้างขึ้นใช้เองเพื่อแก้ปัญหาชุดนี้ แล้วเปิดให้คลินิกอื่นใช้
สามส่วนของ Jib OS
แต่ละส่วนใช้แยกกันได้ และให้คุณค่าในตัวเอง
1. Jib OS — ระบบปฏิบัติการ AI สำหรับคลินิก
AI พนักงานต้อนรับที่รู้จักคลินิกจริง ไม่ใช่บอทที่ตอบตามคีย์เวิร์ด แต่เป็นระบบที่เรียนรู้บริการ ราคา รายชื่อแพทย์ โปรโมชั่น และนโยบายของคลินิกแต่ละแห่ง แล้วตอบคำถามคนไข้ด้วยน้ำเสียงของคลินิกนั้น
ทุกช่องทางในกล่องเดียว LINE, Facebook, Instagram, WhatsApp, อีเมล และแชทบนเว็บไซต์ ไม่ว่าคนไข้ทักมาจากไหน บทสนทนามาอยู่ที่เดียวกัน
จองคิวจบในบทสนทนา ระบบตรวจตารางแพทย์ ห้องตรวจ และสาขาจริง แล้วยืนยันการจองได้ทันที ไม่ใช่ตอบว่า "รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ"
ข้อมูลคนไข้และเวชระเบียน รองรับคลินิกทันตกรรม ความงาม และคลินิกทั่วไป
ติดตามคนไข้เดิมได้ตรงกลุ่ม ระบบจัดกลุ่มคนไข้ตามความใหม่ ความถี่ และมูลค่าการใช้จ่ายให้อัตโนมัติ แล้วติดต่อผ่าน LINE, SMS, อีเมล, web push หรือสายโทรอัตโนมัติด้วย AI จากที่เดียวกัน
ตอบภาษาที่คนไข้ใช้ โดยไม่ต้องเขียนข้อความแยกทุกภาษาไว้ล่วงหน้า
ทีมยังคุมได้เต็มที่ ตรวจ แก้ไข กดส่ง หรือรับช่วงคุยต่อได้ทุกเมื่อ คลินิกส่วนใหญ่เริ่มจากให้ AI ร่างคำตอบให้คนตรวจก่อน แล้วค่อยเปิดให้ตอบเองเมื่อมั่นใจ
2. AI-Native Website — เว็บไซต์ที่ AI แนะนำได้
คนไข้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถาม ChatGPT, Claude และ Gemini ก่อนจะค้นหาบน Google
ปัญหาคือคลินิกที่ไม่มีเว็บไซต์ ไม่ได้แค่อันดับไม่ดี แต่หายไปจากคำตอบทั้งหมด เพราะเพจ Facebook และ LINE OA ไม่ใช่แหล่งที่ผู้ช่วย AI หยิบไปอ้างอิงได้ดี
ส่วนนี้ประกอบด้วย
- เว็บไซต์ที่ออกแบบให้ทั้งเครื่องมือค้นหาและผู้ช่วย AI อ่านและแนะนำได้
- รองรับหลายภาษาตั้งแต่ต้น สำหรับคลินิกที่รับคนไข้ต่างชาติ
- ตรวจสุขภาพเว็บด้วย AI ทุกเดือน เพราะเกณฑ์ที่ผู้ช่วย AI ใช้เปลี่ยนอยู่ตลอด
- วิดเจ็ตจองคิวบน Google Business Profile และ Google Maps ที่การจองเข้าระบบโดยตรง
- เนื้อหาที่พัฒนาตัวเองได้ เมื่อ AI พนักงานต้อนรับตอบคำถามใหม่ๆ คำถามที่ถูกถามซ้ำจะกลายเป็นเนื้อหาบนเว็บ ช่วยให้คนไข้รายต่อไปค้นเจอ
ข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่เอเจนซีทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะฝีมือ แต่เพราะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงบทสนทนาคนไข้ของคลินิก
3. Growth Marketing — ทีมที่ดูแลแคมเปญให้
ส่วนนี้ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แต่คือทีมการตลาดชุดเดียวกับที่บริหารแคมเปญของ HDmall
- เทียบผลกับข้อมูลทั้งเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 2,500 แห่งทุก 2–4 ชั่วโมง
- ปรับแคมเปญได้ทุกวัน ไม่ใช่รอรอบรายงานรายเดือน
- วัดผลถึงการจองที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ยอดคลิกหรือจำนวนคนทัก
ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่เห็น ระบบที่วัดผลแค่ถึงขั้นคนทัก จะเรียนรู้ที่จะหาคนทักให้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกับการหาคนไข้ให้มากที่สุด
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →สามส่วนนี้ทำงานร่วมกันอย่างไร
จุดที่ต่างจากการซื้อสามอย่างแยกกันคือ ข้อมูลไหลต่อกันเป็นวงจร
- แคมเปญพาคนไข้มาเจอคลินิก
- คนไข้ทักเข้ามา AI ตอบทันทีและจองคิวให้
- คำถามที่คนไข้ถามกลายเป็นเนื้อหาบนเว็บไซต์
- คนไข้รายต่อไปค้นเจอคลินิกจากเนื้อหานั้น โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา
- ข้อมูลว่าใครจองจริงย้อนกลับไปบอกแคมเปญว่าอะไรได้ผล
วงจรนี้เป็นเหตุผลที่การใช้สามส่วนร่วมกันต่างจากการซื้อระบบแชท เว็บไซต์ และเอเจนซีแยกกัน เพราะเมื่อแยกกัน ข้อมูลไม่ไหลต่อ และแต่ละส่วนไม่รู้ว่าอีกส่วนทำอะไรอยู่
ต่างจากทางเลือกอื่นอย่างไร
เทียบกับโปรแกรมบริหารคลินิก
โปรแกรมคลินิกอย่าง JERA Cloud, DoctorEase หรือ Cliniter เก่งเรื่องงานหลังบ้าน คือเวชระเบียน คิดเงิน สต๊อก และค่ามือแพทย์
ถ้าโจทย์คือเลิกใช้กระดาษและคิดเงินให้เป็นระบบ ควรซื้อโปรแกรมคลินิก ไม่ใช่ Jib OS ราคาถูกกว่าชัดเจนและตอบโจทย์ตรงกว่า
Jib OS ทำงานคนละช่วง คือก่อนคนไข้เดินเข้าประตู และใช้ร่วมกับโปรแกรมคลินิกได้
เทียบกับเครื่องมือตอบแชท
เครื่องมือรวมแชทช่วยให้แอดมินไม่ต้องสลับหน้าจอ ซึ่งมีประโยชน์จริง
ความต่างคือเครื่องมือเหล่านั้นเข้าใจ "บทสนทนา" ส่วน Jib OS เข้าใจ "คลินิก" จึงตรวจคิวว่างและปิดการจองได้ในบทสนทนาเดียว
เทียบกับเอเจนซีการตลาด
เอเจนซีปรับแคมเปญเป็นรอบและวัดผลถึงยอดคลิก งานจบตอนคนไข้ทักเข้ามา
ซึ่งเป็นจุดที่คลินิกเสียคนไข้มากที่สุด เพราะคนที่ทักตอนสามทุ่มไม่มีใครตอบ
Jib OS เหมาะกับคลินิกแบบไหน
เหมาะ ถ้า
- มีข้อความตกหล่นนอกเวลาทำการทุกสัปดาห์
- ยิงแอดแล้วมีคนทักเยอะแต่กลายเป็นคนไข้น้อย
- คนไข้ทักถามราคาแล้วบทสนทนาจบที่ "รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ"
- อยากรับคนไข้ต่างชาติแต่ตอบภาษาเขาไม่ได้
- ไม่มีเว็บไซต์ หรือมีแต่ไม่มีใครค้นเจอ
- มีหลายสาขาที่ข้อมูลไม่รวมกัน
ไม่เหมาะ ถ้า
- ปัญหาหลักคืองานหลังบ้าน เช่น คิดเงิน สต๊อก หรือเวชระเบียน โปรแกรมคลินิกตอบโจทย์กว่าและถูกกว่า
- คิวเต็มยาวและไม่ต้องการคนไข้เพิ่ม แม้ในกรณีนี้ส่วนแรกอาจยังช่วยเรื่องงานที่ตกหล่นระหว่างทีม
- ยังไม่มีปริมาณแชทมากพอ คลินิกที่ตอบเองไหวควรใช้เครื่องมือฟรีของ LINE OA และ Facebook ให้เต็มที่ก่อน
เราแนะนำตามนี้ตรงๆ เพราะคลินิกที่ซื้อผิดจุดจะไม่เห็นผลและเลิกใช้
ราคา
6,000 บาทต่อส่วนต่อเดือน หรือ 5,000 บาท เมื่อจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน
ทดลองใช้ส่วน Jib OS ฟรี 1 เดือน สำหรับคลินิกที่ยังไม่เคยใช้ ครอบคลุม AI ตอบแชท กล่องข้อความรวม ระบบจอง และข้อมูลคนไข้ ส่วนเว็บไซต์และการตลาดไม่รวมอยู่ในช่วงทดลอง
เริ่มจากส่วนเดียวก่อนได้ ไม่ต้องซื้อครบสามส่วน
ไม่มีเพดานผู้ใช้ ช่องทาง ข้อความ หรือจำนวนคำตอบของ AI ราคาไม่เปลี่ยนเมื่อทีมโตขึ้น เพิ่มช่องทาง หรือมีคนทักเข้ามามากขึ้น
เหตุผลตรงไปตรงมา Jib OS ขายทั้งฝั่งการหาคนไข้และฝั่งการจัดการ ถ้าคิดเงินฝั่งจัดการตามการใช้งานด้วย ความสำเร็จของเราในการช่วยคลินิกโตจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของคลินิกโดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ใช่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์
ค่าโฆษณาแยกต่างหาก และจ่ายตรงให้ Google หรือ Meta ค่าบริการรายเดือนครอบคลุมทีมงานและแพลตฟอร์ม
ค่าโฮสติ้ง การอัปเดต ความปลอดภัย และการดูแลระบบรวมอยู่ในค่าบริการแล้ว
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →เริ่มต้นอย่างไร
ไม่ต้องมีทีม IT หรือความรู้ด้าน AI
- คุยออนไลน์ไม่เกิน 30 นาที เพื่อเก็บข้อมูลบริการ ราคา แพทย์ และนโยบายของคลินิก
- ทีมงานตั้งค่าตัวตนของคลินิกและเชื่อมทุกช่องทาง
- เริ่มจากโหมดให้ AI ร่างคำตอบให้ทีมตรวจก่อน ปกติสองถึงสี่สัปดาห์
- เปิดให้ตอบอัตโนมัติช่วงนอกเวลาทำการก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ทางเลือกอื่นคือไม่มีใครตอบเลย
- ขยายเมื่อมั่นใจ
คลินิกส่วนใหญ่เริ่มใช้งานจริงได้ภายในไม่กี่วัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Jib OS
Jib OS แทนโปรแกรมบริหารคลินิกได้ไหม
ยังไม่ครอบคลุมงานหลังบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะระบบคิดเงินและเอกสารภาษี สต๊อกยาและวัสดุ และการคำนวณค่ามือแพทย์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของโปรแกรมคลินิกโดยเฉพาะ คลินิกที่ต้องการงานเหล่านี้ควรมีโปรแกรมคลินิกเป็นฐาน แล้วใช้ Jib OS สำหรับงานฝั่งหน้าบ้าน ซึ่งใช้ร่วมกันได้
มีให้ทดลองใช้ฟรีไหม
มี คลินิกที่ยังไม่เคยใช้ทดลองส่วน Jib OS ได้ฟรี 1 เดือน โดยไม่มีข้อผูกมัดต้องใช้ต่อ ครอบคลุม AI พนักงานต้อนรับ กล่องข้อความรวมทุกช่องทาง ระบบจองคิว และข้อมูลคนไข้ ส่วนเว็บไซต์ AI-native และการตลาดเพื่อการเติบโตไม่รวมอยู่ในช่วงทดลอง ทีมงานจะตั้งค่าให้ก่อนเริ่ม เพื่อให้เดือนนั้นได้ใช้กับบทสนทนาจริง
ต้องซื้อครบสามส่วนไหม
ไม่ต้อง แต่ละส่วนใช้แยกกันได้และให้คุณค่าในตัวเอง คลินิกส่วนใหญ่เริ่มจากส่วนแรกคือ AI ตอบแชทและจองคิว เพราะให้ผลเร็วที่สุดและวัดผลง่ายที่สุด แล้วค่อยเพิ่มส่วนอื่นเมื่อเห็นผล
AI จะตอบคนไข้ผิดไหม
มีโอกาส ซึ่งเป็นเหตุผลที่ระบบมีกลไกกันไว้ ได้แก่ โหมดให้ทีมตรวจคำตอบก่อนส่ง รายการหัวข้อที่ห้ามตอบเองเช่นการประเมินอาการ บันทึกย้อนหลังที่ตรวจสอบได้ และปุ่มให้คนรับช่วงต่อได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้คำที่ผิดกฎโฆษณาสถานพยาบาลถูกกันไว้ในระดับระบบ
ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเริ่มใช้งานจริง
คลินิกส่วนใหญ่เริ่มใช้งานได้ภายในไม่กี่วัน โดยเริ่มจากการคุยออนไลน์ไม่เกิน 30 นาทีเพื่อเก็บข้อมูล จากนั้นทีมงานเป็นผู้ตั้งค่าให้ทั้งหมด ส่วนที่ใช้เวลามากที่สุดมักเป็นการรวบรวมข้อมูลราคาและนโยบายที่กระจัดกระจายอยู่ ไม่ใช่การตั้งค่าระบบ
ข้อมูลคนไข้ปลอดภัยแค่ไหน
ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวภายใต้ PDPA และควรถามผู้ให้บริการทุกเจ้าให้ชัดว่าข้อมูลเก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้ มีบันทึกการเข้าถึงหรือไม่ ข้อมูลถูกนำไปใช้เทรนโมเดลที่ใช้ร่วมกับลูกค้ารายอื่นหรือเปล่า และเมื่อเลิกใช้บริการข้อมูลถูกลบอย่างไร รวมถึงควรมีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่มไหม
ค่าโฆษณาแยกจากค่าบริการและจ่ายตรงให้ Google หรือ Meta ค่าบริการรายเดือนครอบคลุมทีมงานและแพลตฟอร์ม ส่วนงบโฆษณาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายและประเภทหัตถการ ซึ่งทีมงานจะประเมินให้ในการคุยครั้งแรก
คลินิกเล็กใช้ได้ไหม
ได้ และไม่จำเป็นต้องซื้อครบสามส่วน แต่ควรตรวจก่อนว่าปัญหาคุ้มกับค่าระบบหรือยัง วิธีที่ตรงที่สุดคือนับข้อความย้อนหลังสามสิบวันว่ากี่ข้อความไม่ได้ตอบหรือตอบช้ากว่าหนึ่งชั่วโมง แล้วคูณด้วยมูลค่าเฉลี่ยต่อคนไข้ ถ้าตัวเลขนั้นสูงกว่าค่าบริการชัดเจน นั่นคือจุดคุ้มทุน
สรุป
Jib OS ดูแลช่วงก่อนคนไข้เดินเข้าประตูคลินิก ซึ่งเป็นช่วงที่คลินิกส่วนใหญ่เสียคนไข้มากที่สุดและไม่มีระบบไหนดูแลอยู่
สามส่วนคือ AI ตอบแชทและจองคิว เว็บไซต์ที่ AI แนะนำได้ และทีมการตลาด ใช้แยกกันได้ที่ส่วนละ 6,000 บาทต่อเดือน
และถ้าปัญหาที่เจ็บที่สุดของคลินิกคุณอยู่หลังคนไข้เดินเข้าประตู เช่น การคิดเงินหรือสต๊อก เราจะบอกตรงๆ ว่าควรซื้อโปรแกรมคลินิกก่อน
สนใจดูระบบหรือจองเดโม เข้าไปดูรายละเอียดแพ็กเกจและฟีเจอร์ทั้งหมดได้ที่ Jib OS
Jib OS
เปรียบเทียบวิธีคิดราคาระบบจัดการแชท: รายเดือน vs Per-Message vs Per-Contact vs Per-Resolved-Conversation แบบไหนคุ้มกับธุรกิจคลินิกที่สุด
ราคาแท้จริงของระบบแชทบอทคลินิก: ทำไมตัวเลขบนเว็บไม่ใช่ราคาที่จ่ายจริง
Omnichannel Platform ไหนดีที่สุดสำหรับธุรกิจคลินิก? เปรียบเทียบ 7 เจ้าดังในไทย