ยาแก้ปวดสีเหลือง
ยาแก้ปวดสีเหลือง คือคำเรียกยาจากสีภายนอก ซึ่งไม่สามารถใช้ยืนยันชื่อ ตัวยาสำคัญ ขนาดยา หรือสรรพคุณได้ เพราะยาหลายชนิดอาจมีสีและรูปร่างคล้ายกัน
ประเด็นสำคัญ
- อย่ากินยาที่รู้เพียงว่าเป็นเม็ดสีเหลือง เพราะสีไม่ใช่ข้อมูลระบุตัวยา และยาที่ดูคล้ายกันอาจมีสรรพคุณ ข้อห้าม และผลข้างเคียงต่างกัน
- ตรวจชื่อสามัญ ตัวยาสำคัญ ความแรง และเลขทะเบียนบนแผงหรือกล่องก่อนใช้ทุกครั้ง หากไม่มีบรรจุภัณฑ์เดิม ควรงดใช้จนกว่าจะระบุยาได้แน่นอน
- อาการปวดเล็กน้อยบางชนิดดูแลเองได้ชั่วคราว แต่ควรพบแพทย์ทันทีเมื่อปวดหลังอุบัติเหตุรุนแรง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรง หรือหมดสติ
สาเหตุที่ยาเม็ดเป็นสีเหลืองมีอะไรบ้าง
สีเหลืองมักมาจากสีผสมในตัวยา เปลือกแคปซูล หรือสารเคลือบเม็ด และไม่ได้บอกว่ายานั้นเป็นยาแก้ปวดชนิดใด ผู้ผลิตอาจใช้สีเพื่อแยกความแรง ทำให้ผลิตภัณฑ์จดจำง่าย หรือป้องกันตัวยาจากแสงและความชื้น
ยาคนละตัวยาอาจเป็นสีเดียวกัน ขณะที่ยาชนิดเดียวกันจากต่างผู้ผลิตอาจมีสี รูปร่าง หรือรหัสบนเม็ดยาต่างกัน จึงไม่ควรอาศัยภาพจากอินเทอร์เน็ตหรือความทรงจำว่า “เคยกินเม็ดแบบนี้” เพื่อระบุยา
บางครั้งสีที่เปลี่ยนไปอาจเกิดจากการเก็บรักษาไม่เหมาะสม เช่น ถูกความร้อน ความชื้น หรือแสงแดด หากเม็ดยามีสีผิดจากเดิม มีจุดด่าง แตก ร่วน บวม เหนียว มีกลิ่นเปลี่ยน หรือบรรจุภัณฑ์ชำรุด ไม่ควรกิน แม้ยังไม่ถึงวันหมดอายุ
ก่อนใช้ยา ควรตรวจข้อมูลเหล่านี้จากแผงยา กล่อง หรือฉลากเดิม
| ต้องตรวจอะไร | ข้อมูลที่ควรเห็น |
| ชื่อสามัญ | เช่น paracetamol, ibuprofen |
| ตัวยาสำคัญ | มีตัวยากี่ชนิด |
| ความแรง | จำนวนมิลลิกรัมต่อเม็ด |
| วิธีใช้ | ใช้กับอาการใดและห่างกันเท่าไร |
| วันหมดอายุ | บรรจุภัณฑ์ต้องไม่ชำรุด |
| เลขทะเบียนยา | ใช้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้ |
หากยาอยู่ในซองแบ่ง ไม่มีฉลาก หรือมีเพียงเม็ดยาหลุดจากแผง ควรงดใช้ การเดาจากสี ขนาดเม็ด หรือรอยบากอาจทำให้ได้รับยาผิดชนิดหรือกินตัวยาซ้ำโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไหร่จึงใช้ยาแก้ปวดที่ระบุชนิดได้เอง
คุณอาจดูแลอาการปวดเล็กน้อยชั่วคราวได้ เมื่อทราบชื่อตัวยาและความแรงแน่นอน อาการมีสาเหตุไม่รุนแรง และไม่มีข้อห้ามใช้ของยานั้น ตัวอย่างเช่น ปวดกล้ามเนื้อหลังใช้งาน ปวดศีรษะที่คล้ายอาการเดิม หรือปวดประจำเดือนที่ไม่รุนแรงผิดปกติ
ควรเริ่มจากวิธีที่ไม่ใช้ยาตามลักษณะอาการ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประคบเย็นบริเวณบาดเจ็บใหม่ หรือประคบอุ่นเมื่อกล้ามเนื้อตึง การใช้ยาเพียงช่วยบรรเทาอาการ ไม่ได้แก้สาเหตุทุกชนิด
ก่อนกิน ให้ตรวจว่ายาแก้หวัด ยาลดไข้ หรือยาสูตรผสมที่ใช้อยู่มีตัวยาแก้ปวดตัวเดียวกันหรือไม่ เพราะการกินผลิตภัณฑ์หลายรายการพร้อมกันอาจทำให้ได้รับยาเกินโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ ไม่ควรแบ่งยาของคุณให้ผู้อื่น แม้อาการจะคล้ายกัน
| สถานการณ์ | ควรทำอย่างไร |
| รู้ชื่อยาและความแรง อาการปวดเล็กน้อย | ใช้ตามฉลากและสังเกตอาการ |
| รู้เพียงสีหรือรูปร่างของเม็ด | งดกินจนกว่าจะระบุยาได้ |
| ใช้ยาแก้หวัดหรือยาสูตรผสมอยู่ | ตรวจตัวยาซ้ำก่อนใช้ |
| ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว | ตรวจความเหมาะสมก่อนใช้ |
| ปวดมากขึ้นหรือกลับเป็นซ้ำบ่อย | ควรหาสาเหตุ ไม่เพิ่มยาเอง |
อย่าใช้ยาที่ไม่มีฉลาก ยาหมดอายุ หรือยาที่สภาพเปลี่ยนไป และไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือกินถี่ขึ้นเพื่อเร่งผล หากใช้ตามฉลากแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรหยุดประเมินสาเหตุแทนการใช้ต่อเนื่องเอง
มีกลุ่มยาอะไรที่ใช้บรรเทาอาการปวด
ยาที่ใช้บรรเทาปวดมีหลายกลุ่ม และการเลือกขึ้นอยู่กับตำแหน่ง สาเหตุ ความรุนแรง โรคประจำตัว และยาอื่นที่คุณใช้อยู่ สีของเม็ดยาไม่สามารถบอกได้ว่าอยู่ในกลุ่มใด จึงต้องอ่านชื่อสามัญบนฉลากทุกครั้ง
Paracetamol
Paracetamol ใช้บรรเทาปวดและลดไข้ แต่ไม่ช่วยลดการอักเสบได้เด่นชัด มักใช้กับอาการปวดทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หรือมีไข้ แต่ต้องระวังการได้รับตัวยาซ้ำจากยาแก้หวัดและยาสูตรผสม
ห้ามใช้หากเคยแพ้ paracetamol ผู้ที่มีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือกำลังใช้ยาหลายชนิดควรตรวจความเหมาะสมก่อนใช้ การกินเกินฉลากอาจทำให้ตับเสียหายรุนแรง แม้ช่วงแรกยังไม่มีอาการชัดเจน
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen และ mefenamic acid ช่วยลดปวด ไข้ และการอักเสบ อาจใช้กับอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือนในบางคน แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ aspirin หรือ NSAIDs มีแผลหรือเลือดออกในกระเพาะอาหาร และมีโรคไตเรื้อรัง ยากลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก กระทบไต ทำให้ความดันสูงขึ้น หรือกระตุ้นอาการหอบในผู้ที่ไวต่อยา
ไม่ควรกิน NSAIDs หลายตัวพร้อมกัน ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคตับ หรือกำลังตั้งครรภ์ ต้องตรวจความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนใช้
Aspirin
Aspirin มีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ ต้านการอักเสบ และมีผลต่อการเกาะตัวของเกล็ดเลือด จึงไม่ควรนำยาที่ผู้อื่นใช้ป้องกันโรคหัวใจมากินแก้ปวดเอง เพราะวัตถุประสงค์และวิธีใช้ต่างกัน
ห้ามใช้หากแพ้ aspirin หรือ NSAIDs มีเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีภาวะเลือดออกง่าย เด็กและวัยรุ่นที่มีหรือเพิ่งหายจากการติดเชื้อไวรัสไม่ควรได้รับ aspirin เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ยาทาภายนอก
ยาทาหรือเจลบรรเทาปวดอาจเหมาะกับอาการปวดเฉพาะที่ เช่น กล้ามเนื้อหรือข้อ แต่ต้องทราบตัวยาก่อนใช้ ยาทาบางชนิดมี NSAIDs ขณะที่บางชนิดให้ความเย็น ความร้อน หรือระคายผิวเพื่อกลบความรู้สึกปวด
ห้ามทาบนแผลเปิด ผิวหนังติดเชื้อ หรือบริเวณตาและเยื่อบุ ล้างมือหลังทา และหยุดใช้หากเกิดผื่น บวม แสบร้อนมาก หรือตุ่มพอง อย่าใช้แผ่นประคบร้อนทับยาทาโดยไม่ตรวจคำเตือน เพราะอาจทำให้ผิวไหม้หรือดูดซึมยามากขึ้น
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์ทันทีหากอาการปวดเกิดฉับพลัน รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการที่อาจเกี่ยวกับสมอง หัวใจ การหายใจ หรือเลือดออก อย่าพยายามกลบอาการด้วยยาแก้ปวดแล้วรอดูเองในสถานการณ์ต่อไปนี้
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหงื่อแตก หน้ามืด หรือปวดร้าวไปแขน กราม หรือหลัง
- ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันที่สุดเท่าที่เคยเป็น คอแข็ง สับสน ชัก หรือหมดสติ
- หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง ชา เดินเซ หรือมองเห็นผิดปกติ
- ปวดหลังอุบัติเหตุรุนแรง ศีรษะกระแทก หรือสงสัยกระดูกหัก
- ปวดท้องมาก ท้องแข็ง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถ่ายเป็นเลือด
- มีไข้ร่วมกับผื่น หายใจลำบาก ซึมลง หรือขาดน้ำ
- ตั้งครรภ์แล้วปวดท้องมาก มีเลือดออก หน้ามืด หรือเจ็บไหล่
- หลังใช้ยาแล้วหน้า ริมฝีปาก หรือลิ้นบวม หายใจมีเสียงหวีด หรือเป็นลม
- สงสัยว่ากินยาผิดชนิด กินซ้ำ หรือกินเกินฉลาก แม้ยังไม่มีอาการ
อาการปวดที่ไม่ฉุกเฉินก็ควรได้รับการตรวจ หากเป็นต่อเนื่อง แย่ลง รบกวนการนอน เกิดซ้ำบ่อย หรือต้องใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ เพราะอาการอาจต้องรักษาที่สาเหตุ ไม่ใช่เพิ่มยาเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย
เม็ดยาสีเหลืองดูจากรูปแล้วบอกชื่อยาได้ไหม
บอกให้แน่นอนไม่ได้ เพราะยาหลายชนิดมีสี รูปร่าง และขนาดคล้ายกัน ภาพถ่ายยังทำให้สีคลาดเคลื่อนจากแสงและกล้อง ควรใช้ชื่อบนแผงยา ตัวยาสำคัญ ความแรง และเลขทะเบียนเป็นหลัก
ถ้าเคยกินเม็ดสีเดียวกันมาก่อน กินซ้ำได้ไหม
ไม่ควรกินจากความจำเรื่องสีเพียงอย่างเดียว ยาคนละชนิดอาจดูคล้ายกัน และยาชนิดเดิมอาจเปลี่ยนรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนผู้ผลิต หากไม่มีบรรจุภัณฑ์เดิม ให้แยกยาไว้และอย่าใช้จนกว่าจะระบุได้
ยาเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีเข้มยังกินได้หรือไม่
ไม่ควรกินหากสี กลิ่น เนื้อสัมผัส หรือรูปทรงเปลี่ยนจากเดิม ความร้อน ความชื้น และแสงอาจทำให้ยาเสื่อม แม้วันหมดอายุยังมาไม่ถึง ควรเก็บยาในบรรจุภัณฑ์เดิมและหลีกเลี่ยงห้องน้ำหรือรถที่ร้อนจัด
กินยาสีเหลืองไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไรควรทำอย่างไร
หยุดกินเพิ่ม เก็บแผง ซอง หรือเม็ดยาที่เหลือไว้ และพยายามตรวจชื่อยาทันที หากมีง่วงมาก อาเจียน สับสน หายใจลำบาก ใจสั่น ชัก หรือหมดสติ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที อย่าทำให้อาเจียนเอง
กินยาแก้ปวดสองชนิดพร้อมกันได้ไหม
ไม่ควรกินร่วมกันจนกว่าจะตรวจตัวยาสำคัญครบ เพราะอาจเป็นยาตัวเดียวกันหรืออยู่ในกลุ่ม NSAIDs เหมือนกัน การกินซ้ำเพิ่มความเสี่ยงต่อตับ ไต กระเพาะอาหาร และเลือดออก โดยไม่ได้ทำให้ควบคุมอาการได้ปลอดภัยขึ้นเสมอไป
เด็กกินยาแก้ปวดของผู้ใหญ่ได้ไหม
ไม่ควรแบ่งยาเม็ดของผู้ใหญ่ให้เด็กโดยเดาขนาดจากอายุหรือรูปร่างตัว ยาชนิดรับประทานสำหรับเด็กต้องพิจารณาตัวยา น้ำหนักตัว ความแรงของผลิตภัณฑ์ และข้อห้ามเฉพาะเด็ก โดยเฉพาะยาที่ไม่ทราบชื่อหรือไม่มีฉลากต้องห้ามให้เด็กกิน
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์