ยาและการใช้ยา โหลดแอป
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

ยาทางเดินปัสสาวะอักเสบ

ภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบ คืออาการแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดท้องน้อย หรือปัสสาวะผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ นิ่ว การระคายเคือง หรือโรคอื่นได้

ประเด็นสำคัญ

  • อาการแสบขัดและปัสสาวะบ่อยอาจเกิดจากการติดเชื้อ แต่แยกจากนิ่ว ช่องคลอดอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยอาการอย่างเดียวไม่ได้
  • ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วน paracetamol และยาปรับความเป็นกรดของปัสสาวะช่วยบรรเทาหรือดูแลภาวะอื่น แต่ไม่ได้กำจัดเชื้อ
  • หากมีไข้ ปวดสีข้าง อาเจียน ตั้งครรภ์ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเป็นผู้ชาย ควรพบแพทย์ เพราะอาจต้องตรวจปัสสาวะและรักษาโดยเร็ว

สาเหตุที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

การติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุที่พบบ่อย แต่ไม่ใช่ทุกอาการแสบขัดจะเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ตำแหน่งที่อักเสบอาจอยู่บริเวณท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือสูงขึ้นไปถึงไต ความรุนแรงและวิธีรักษาจึงต่างกัน

  • กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ: มักมีปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะถี่ ปวดปวดบริเวณท้องน้อย หรือปัสสาวะขุ่นและมีกลิ่นเปลี่ยนไป
  • ท่อปัสสาวะอักเสบ: อาจเกิดจากเชื้อทั่วไปหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยอาจมีหนอง ตกขาวผิดปกติ แผล หรือเจ็บหลังมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย
  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: อาจทำให้ปวดบีบที่สีข้างหรือหลัง ปัสสาวะเป็นเลือด คลื่นไส้ หรือปัสสาวะแสบได้
  • ช่องคลอดหรืออวัยวะเพศอักเสบ: มักมีคัน ตกขาว กลิ่นผิดปกติ หรือเจ็บบริเวณภายนอก ทำให้รู้สึกแสบเมื่อปัสสาวะสัมผัสผิว
  • การระคายเคือง: สบู่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สารหล่อลื่น หรือกิจกรรมทางเพศอาจกระตุ้นอาการได้โดยไม่มีการติดเชื้อ
  • ปัญหาการขับปัสสาวะ: ต่อมลูกหมากโต การกลั้นปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะระบายไม่หมด เพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อและต้องประเมินสาเหตุ

สีหรือกลิ่นปัสสาวะที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียวไม่ยืนยันการติดเชื้อ เพราะอาหาร ยา การขาดน้ำ และวิตามินบางชนิดก็ทำให้เปลี่ยนได้เช่นกัน

เมื่อไหร่ที่ดูแลเองได้

ดูแลอาการเบื้องต้นได้ชั่วคราวเมื่ออาการไม่มาก เพิ่งเริ่ม ไม่มีไข้ ไม่มีอาการปวดสีข้าง และไม่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดื่มน้ำตามปกติให้เพียงพอ ไม่กลั้นปัสสาวะ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่สังเกตว่าเพิ่มการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นหอม

การดูแลเองไม่ได้หมายความว่าการติดเชื้อหายแล้ว ยาบรรเทาปวดหรือยาปรับความเป็นกรดของปัสสาวะอาจทำให้อาการดีขึ้นโดยยังมีเชื้ออยู่ หากอาการไม่เริ่มดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง ควรรับการประเมินแทนการซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง

ลักษณะอาการควรทำอะไร
แสบขัดเล็กน้อย ไม่มีไข้ดื่มน้ำ ไม่กลั้นปัสสาวะ สังเกต 24–48 ชั่วโมง
ปวดหรือมีไข้เล็กน้อยใช้ยาลดปวดที่เหมาะสมชั่วคราว
มีตกขาว หนอง แผล หรือเสี่ยงทางเพศตรวจหาสาเหตุและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ตั้งครรภ์ เป็นผู้ชาย หรือเป็นซ้ำพบแพทย์ ไม่ควรรักษาเอง
ไข้ ปวดสีข้าง หรืออาเจียนพบแพทย์โดยเร็ว

คุณไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำจำนวนมากจนแน่นท้องหรือคลื่นไส้ โดยเฉพาะหากมีโรคหัวใจ โรคไต หรือได้รับคำสั่งให้จำกัดน้ำ ควรทำตามแผนการรักษาประจำของคุณ

มีกลุ่มยาใดใช้บรรเทาอาการได้บ้าง

ยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุเป็นการติดเชื้อ นิ่ว หรือการอักเสบจากภาวะอื่น โดยยาบรรเทาอาการใช้แทนยาฆ่าเชื้อไม่ได้ หากยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร การตรวจปัสสาวะหรือการประเมินอาการร่วมจะช่วยลดการใช้ยาผิดประเภท

กลุ่มยาใช้เมื่อใดข้อควรรู้
ยาปฏิชีวนะยืนยันหรือสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดและระยะเวลาขึ้นกับผู้ป่วยและเชื้อ
paracetamolลดปวดหรือไข้ชั่วคราวไม่กำจัดเชื้อและต้องตรวจยาสูตรผสม
sodium citrate/citric acidทำให้ปัสสาวะเป็นกรดน้อยลงในบางภาวะมีโซเดียมและไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ
potassium citrateนิ่วหรือภาวะซิเตรตในปัสสาวะต่ำเป็นยาที่ต้องติดตามโพแทสเซียมและไต

ยาปฏิชีวนะช่วยอย่างไร

ยาปฏิชีวนะใช้เมื่ออาการเกิดจากแบคทีเรีย และไม่ควรเริ่มจากยาที่เหลือของผู้อื่นหรือยาครั้งก่อน การเลือกยาขึ้นกับตำแหน่งติดเชื้อ การตั้งครรภ์ การทำงานของไต ประวัติแพ้ยา และเชื้อดื้อยา หากรักษาผิดชนิด อาการอาจถูกกดไว้ชั่วคราวแต่การติดเชื้อยังลุกลามได้

paracetamol ใช้อย่างไร

ผู้ใหญ่อายุ 16 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปใช้ paracetamol ครั้งละ 500–1,000 มก. เว้นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และไม่เกิน 4 ครั้งหรือ 4,000 มก. ใน 24 ชั่วโมง ยาอาจใช้เวลาถึงประมาณ 1 ชั่วโมงจึงเริ่มออกฤทธิ์ และใช้ลดปวดหรือไข้เท่านั้น

ห้ามใช้หากเคยแพ้ paracetamol และอย่ากินซ้ำกับยาแก้หวัดหรือยาแก้ปวดสูตรผสมที่มีตัวยานี้ ผู้ที่น้ำหนักต่ำกว่า 50 กก. มีโรคตับ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำอาจต้องใช้ขนาดต่ำลง หากกินเกินขนาดต้องไปโรงพยาบาลแม้ยังไม่มีอาการ เพราะอาจเกิดพิษต่อตับ

ข้อมูลขนาดยาอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลสากล ควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของเภสัชกร

sodium citrate/citric acid ใช้แทนยาฆ่าเชื้อได้ไหม

ใช้แทนไม่ได้ เพราะยานี้เพิ่มค่า pH และลดความเป็นกรดของปัสสาวะ จึงอาจช่วยเรื่องการระคายเคืองหรือใช้ในภาวะไตบางชนิด แต่ไม่กำจัดแบคทีเรีย ผลิตภัณฑ์ชนิดซองบางสูตรมี sodium citrate dihydrate 460 มก. ต่อซอง แต่ตัวเลขนี้เป็นความแรงของสูตร ไม่ใช่ขนาดรักษามาตรฐานสำหรับทุกคน

การทำให้ปัสสาวะเป็นด่างอาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะบางชนิดที่ใช้รักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะ nitrofurantoin และรบกวนการออกฤทธิ์ของ methenamine ซึ่งอาจทำให้รักษาไม่หายหรือเชื้อลุกลามได้ ไม่ควรใช้ sodium citrate/citric acid ร่วมกับ nitrofurantoin หรือ methenamine เอง และควรแจ้งเภสัชกรหรือแพทย์เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้ก่อนเริ่มยาปรับความเป็นกรดของปัสสาวะ

ห้ามใช้หากแพ้ส่วนประกอบ มีภาวะขาดน้ำ ไตทำงานผิดปกติ ปัสสาวะน้อยมาก ต้องจำกัดโซเดียม มีโพแทสเซียมสูง หรือมีโรคหัวใจรุนแรง สูตรยาน้ำมีความเข้มข้นต่างกัน จึงไม่ควรใช้จำนวนมิลลิลิตรจากผลิตภัณฑ์อื่นแทนกัน

potassium citrate เหมาะกับอาการนี้หรือไม่

potassium citrate ใช้ดูแลนิ่วบางชนิดหรือภาวะซิเตรตในปัสสาวะต่ำ ไม่ใช่ยารักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป้าหมายการรักษาในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยคือเพิ่ม urinary citrate ให้มากกว่า 320 มก./วัน และปรับ pH ปัสสาวะเป็น 6.0–7.0 ซึ่งต้องอาศัยผลตรวจ ไม่ควรซื้อใช้ตามอาการแสบขัดเอง

ห้ามใช้ในผู้มีโพแทสเซียมสูง ไตวายเรื้อรัง แผลในกระเพาะ ลำไส้อุดตันหรือทางเดินอาหารตีบ และผู้มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ยังดำเนินอยู่ นอกจากนี้ห้ามใช้เมื่อการกรองของไตต่ำกว่า 0.7 มล./กก./นาที เพราะเสี่ยงโพแทสเซียมสูงและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ยาขับปัสสาวะที่เก็บโพแทสเซียม ยากลุ่มยับยั้งระบบเรนิน–แองจิโอเทนซิน และ NSAIDs อาจเพิ่มความเสี่ยงดังกล่าว

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีอาการที่ชวนคิดถึงการติดเชื้อขึ้นไต การอุดกั้น หรือภาวะแทรกซ้อน อาการเหล่านี้ไม่เหมาะกับการรอดูหรือใช้ยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว

  • ไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกป่วยมาก
  • ปวดหลังหรือปวดสีข้าง โดยเฉพาะปวดข้างเดียว
  • คลื่นไส้อาเจียน ดื่มน้ำหรือกินยาไม่ได้
  • ปัสสาวะเป็นเลือดมาก มีลิ่มเลือด หรือปัสสาวะไม่ออก
  • ปวดรุนแรงขึ้น หน้ามืด สับสน หายใจเร็ว หรืออ่อนแรงผิดปกติ
  • กำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
  • เป็นผู้ชาย เด็ก ผู้สูงอายุ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • มีโรคไต เบาหวานควบคุมไม่ดี ใส่สายสวนปัสสาวะ หรือต่อมลูกหมากโต
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย
  • มีหนอง ตกขาว แผลที่อวัยวะเพศ หรือเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

คำถามที่พบบ่อย

ปัสสาวะแสบขัด ซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองได้ไหม

ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง เพราะอาการเดียวกันอาจเกิดจากนิ่ว การระคายเคือง หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้ยาไม่ตรงเชื้อทำให้รักษาไม่หาย เพิ่มการดื้อยา และอาจทำให้การวินิจฉัยล่าช้า

ดื่มน้ำมาก ๆ ทำให้หายได้ไหม

น้ำช่วยลดภาวะขาดน้ำและทำให้ปัสสาวะไม่เข้มข้น แต่ไม่ใช่การรักษาการติดเชื้อที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ดื่มตามความกระหายและข้อจำกัดสุขภาพของคุณ ไม่ต้องฝืนดื่มปริมาณมากในครั้งเดียว

อาการดีขึ้นหลังใช้ยาแก้ปวด แปลว่าเชื้อหายหรือยัง

ยังสรุปไม่ได้ เพราะยาแก้ปวดลดความรู้สึกปวดหรือไข้ แต่ไม่กำจัดเชื้อแบคทีเรีย หากยังปัสสาวะถี่ แสบขัด มีไข้ หรืออาการกลับมา ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

sodium citrate กับ potassium citrate เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนกันและใช้แทนกันเองไม่ได้ sodium citrate เพิ่มโซเดียม ส่วน potassium citrate เพิ่มโพแทสเซียมและมักใช้ในนิ่วหรือภาวะทางปัสสาวะเฉพาะ การเลือกผิดอาจเป็นอันตรายในผู้มีโรคไต โรคหัวใจ หรือเกลือแร่ผิดปกติ

เป็นซ้ำหลังมีเพศสัมพันธ์ควรทำอย่างไร

ควรตรวจให้แน่ใจว่าเป็นการติดเชื้อซ้ำ ไม่ใช่ท่อปัสสาวะอักเสบหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระหว่างนี้ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ และหากมีหนอง ตกขาว แผล หรือคู่นอนมีอาการ ควรตรวจพร้อมรับคำแนะนำเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

คำถามที่ควรถามเภสัชกร

  • อาการและโรคประจำตัวของฉันเหมาะกับการดูแลเองหรือควรไปตรวจปัสสาวะ?
  • ยาที่ใช้อยู่มี paracetamol ซ้ำกันหรือไม่?
  • ฉันมีข้อห้ามใช้ sodium citrate หรือ potassium citrate หรือไม่?
  • ยาประจำตัวของฉันเพิ่มความเสี่ยงโพแทสเซียมสูงหรือกระทบการทำงานของไตไหม?
  • หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรอนานเท่าใดก่อนพบแพทย์?

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์

ข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

แอป HDmall เชื่อมต่อผู้ใช้กับเภสัชกรที่มีใบอนุญาตของ Fascino ผ่านวิดีโอคอล โทรศัพท์ หรือแชทในแอป

สามารถขอคำแนะนำเรื่องอาการเบื้องต้น การใช้ยา และยาที่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร

บริการนี้ดำเนินการร่วมกับ Fascino โดย HDmall เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง

ปรึกษาเภสัชกรตัวจริงผ่านแอป HDmall

บริการเภสัชกรรมทางไกลฟรี โดย Fascino ผ่านแอป HDmall