ยาและการใช้ยา โหลดแอป
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

ยาบํารุงเลือด คนท้อง คืออะไร ใช้รักษาอะไร ผลข้างเคียงและวิธีใช้

ยาบำรุงเลือดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ คือยาหรืออาหารเสริมที่ให้ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก หรือสารอาหารอื่น เพื่อป้องกันหรือรักษาภาวะขาดสารอาหารตามข้อบ่งใช้ของแต่ละคน

ประเด็นสำคัญ

  • ยาบำรุงเลือดสำหรับหญิงตั้งครรภ์มักมีธาตุเหล็กหรือกรดโฟลิก โดยธาตุเหล็กช่วยป้องกันภาวะขาดเหล็ก ส่วนกรดโฟลิกช่วยลดความเสี่ยงความผิดปกติของสมองและไขสันหลังทารก
  • กรดโฟลิกสำหรับผู้วางแผนตั้งครรภ์ใช้ขนาด 0.4–0.5 มก.ต่อวัน เริ่มอย่างน้อย 2 เดือนก่อนตั้งครรภ์ และใช้ต่อได้ตลอดการตั้งครรภ์
  • ห้ามรับประทานธาตุเหล็กเพิ่มเองหากมีภาวะเหล็กเกินหรือโลหิตจางที่ไม่ได้เกิดจากการขาดเหล็ก เพราะเหล็กอาจสะสมและเป็นอันตรายต่ออวัยวะ

สารบัญ

ยาบำรุงเลือดคนท้อง คืออะไร

เป็นคำเรียกรวมของผลิตภัณฑ์หลายชนิด ไม่ใช่ชื่อยาตัวเดียว ส่วนประกอบที่พบบ่อยคือธาตุเหล็กและกรดโฟลิก ซึ่งมีหน้าที่และขนาดใช้ต่างกัน จึงควรอ่านฉลากว่าผลิตภัณฑ์มีสารใดและให้ “ธาตุเหล็กแท้” เท่าไร

ส่วนประกอบหน้าที่หลัก
Ferrous fumarateให้ธาตุเหล็กสำหรับป้องกันหรือรักษาภาวะขาดเหล็ก
Ferrous sulfateให้ธาตุเหล็กสำหรับภาวะขาดเหล็ก
Ferrous gluconateเป็นเกลือธาตุเหล็กอีกรูปแบบหนึ่ง
Folic acidวิตามินบี 9 ช่วยสร้างเซลล์และเม็ดเลือดแดง
Cyanocobalaminวิตามินบี 12 ใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้เกี่ยวกับการขาดวิตามินบี 12

ปริมาณเกลือเหล็กไม่เท่ากับปริมาณธาตุเหล็กแท้เสมอไป ตัวอย่างเช่น สูตรผสมหนึ่งอาจมี ferrous fumarate 200 มก. แต่ให้ธาตุเหล็กแท้ 66 มก. พร้อมกรดโฟลิก 100 ไมโครกรัม ส่วน ferrous sulfate 325 มก. ในบางผลิตภัณฑ์สากลให้ธาตุเหล็กแท้ 65 มก.

ชื่อบนฉลากอาจทำให้สับสน: ให้ดูคำว่า elemental iron หรือ “ธาตุเหล็ก” ไม่ควรเปรียบเทียบจำนวนมิลลิกรัมของเกลือเหล็กต่างชนิดโดยตรง

กรดโฟลิกมีจำหน่ายในประเทศไทยหลายความแรง เช่น 400 ไมโครกรัมและ 5 มก. ความแรง 5 มก. สูงกว่าขนาดเสริมทั่วไป จึงไม่ควรสลับใช้โดยดูเพียงจำนวนเม็ด

ยาบำรุงเลือดคนท้อง สรรพคุณ

ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกมีประโยชน์คนละด้าน และอาจใช้ร่วมกันได้เมื่อมีข้อบ่งใช้ การเลือกควรดูอาหารที่ได้รับ ผลตรวจเลือด โรคประจำตัว และระยะของการตั้งครรภ์

สารสำคัญใช้เพื่ออะไร
ธาตุเหล็กป้องกันหรือรักษาภาวะขาดเหล็กและโลหิตจางจากการขาดเหล็ก
กรดโฟลิกป้องกันหรือรักษาภาวะขาดโฟเลต
กรดโฟลิกใช้ในภาวะเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่จากการขาดโฟเลต
กรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ลดความเสี่ยงความผิดปกติของหลอดประสาททารก
วิตามินบี 12ใช้เมื่อมีภาวะขาดวิตามินบี 12 หรือข้อบ่งใช้อื่นที่เกี่ยวข้อง

หญิงตั้งครรภ์ต้องการธาตุเหล็กประมาณ 27 มก.ต่อวันจากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมรวมกัน แต่จำนวนนี้เป็นความต้องการทางโภชนาการ ไม่ใช่ขนาดรักษาโลหิตจาง การรักษาต้องพิจารณาผลเลือดและปริมาณธาตุเหล็กแท้ในยา

ยาบำรุงเลือดสำหรับคนท้องไม่ได้รักษาอะไร

ไม่ใช่ยารักษาอาการเหนื่อย ซีด หรือเวียนศีรษะทุกกรณี อาการเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การขาดธาตุเหล็ก การขาดโฟเลต การขาดวิตามินบี 12 การเสียเลือด หรือโรคของเม็ดเลือด

ธาตุเหล็กไม่รักษาโลหิตจางที่ไม่ได้เกิดจากการขาดเหล็ก และอาจเป็นอันตรายเมื่อร่างกายมีเหล็กเกิน ส่วนกรดโฟลิกไม่ได้ทดแทนธาตุเหล็ก หากตรวจพบโลหิตจางจากการขาดเหล็ก การกินกรดโฟลิกเพียงอย่างเดียวไม่แก้สาเหตุ

ยาบำรุงเลือดไม่ได้ทดแทนอาหารครบหมู่และไม่ได้รับประกันว่าทารกจะไม่มีความผิดปกติ การฝากครรภ์และตรวจเลือดยังคงจำเป็น

ใครต้องระวังหรือห้ามใช้ยาบำรุงเลือด

ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีธาตุเหล็กในผู้ที่มีภาวะเหล็กเกินหรือแพ้ส่วนประกอบ และไม่ควรเริ่มรักษาโลหิตจางเองโดยยังไม่ทราบสาเหตุ

  • ห้ามใช้หากเคยแพ้ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ เพราะอาจเกิดผื่น บวม หายใจลำบาก หรืออาการแพ้รุนแรง
  • ห้ามเสริมธาตุเหล็กเองเมื่อมีภาวะเหล็กเกิน เพราะเหล็กอาจสะสมในหัวใจ ตับ และอวัยวะอื่น
  • ผู้เป็นธาลัสซีเมียหรือโรคที่เม็ดเลือดแดงแตกต้องได้รับการประเมินก่อน บางคนมีเหล็กสะสมอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่รับเลือดเป็นประจำ
  • ผู้ที่ใช้ยาขับเหล็ก เช่น deferiprone ไม่ควรเริ่มธาตุเหล็กเอง การให้เหล็กเพิ่มอาจขัดกับวัตถุประสงค์ของการรักษา
  • ผู้มีแผลในกระเพาะหรือปัญหาระบบทางเดินอาหารต้องระวัง ธาตุเหล็กอาจทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องผูก หรือท้องเสียมากขึ้น
  • ผู้มีอาการซีด เหนื่อย หรือใจสั่นโดยไม่เคยตรวจเลือดไม่ควรแบ่งยาคนอื่นกิน เพราะชนิดและสาเหตุของโลหิตจางแตกต่างกัน
  • เก็บยาเหล็กให้พ้นมือเด็กอย่างเคร่งครัด การกินเกินโดยอุบัติเหตุอาจเกิดพิษรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต

ใช้ยาบำรุงเลือดระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรอย่างไร

กรดโฟลิกและธาตุเหล็กใช้ระหว่างตั้งครรภ์ได้เมื่อเลือกขนาดให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ Ferrous fumarate และ ferrous sulfate มีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และธาตุเหล็กยังใช้เสริมเมื่ออาหารให้ไม่เพียงพอหรือพบภาวะขาดเหล็ก

สำหรับผู้วางแผนตั้งครรภ์ แนะนำกรดโฟลิก 0.4–0.5 มก.ต่อวัน เริ่มต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือนก่อนตั้งครรภ์ และใช้ต่อได้ตลอดการตั้งครรภ์ ขนาด 5 มก.เป็นยาความแรงสูงกว่า ไม่ควรนำมาแทน 0.4–0.5 มก.โดยเปลี่ยนจำนวนเม็ดเอง

ผู้วางแผนตั้งครรภ์และหญิงตั้งครรภ์ทั่วไปควรได้รับกรดโฟลิก 0.4–0.5 มก.ต่อวัน โดยผู้มีความเสี่ยงสูงอาจต้องใช้ขนาดสูงกว่าตามคำสั่งแพทย์ ส่วนช่วงให้นมให้ใช้ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่บางภาวะอาจต้องใช้ขนาดต่างออกไปตามคำสั่งแพทย์ หากได้รับยาขนาด 5 มก. ให้ใช้ตามข้อบ่งใช้ที่สั่ง ไม่ควรลดหรือเพิ่มเอง

เด็กใช้ยาบำรุงเลือดได้หรือไม่

เด็กใช้ธาตุเหล็กหรือกรดโฟลิกได้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งใช้และคำนวณขนาดให้เหมาะสม ขนาดยารับประทานในเด็กต้องอาศัยน้ำหนักตัว ภาวะที่รักษา และความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรใช้ตารางอายุแทนการคำนวณตามน้ำหนัก

ห้ามให้ยาน้ำแก่เด็กโดยดูเพียงจำนวนมิลลิลิตร ต้องทราบความเข้มข้นบนฉลากด้วย เด็กที่กินยาเหล็กของผู้ใหญ่โดยอุบัติเหตุต้องได้รับการประเมินทันที แม้ยังไม่มีอาการ เพราะพิษอาจรุนแรงได้

ยาบำรุงเลือดมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

ธาตุเหล็กมักทำให้เกิดอาการทางกระเพาะและลำไส้ ส่วนกรดโฟลิกมักทนได้ดีแต่อาจทำให้คลื่นไส้หรือรับรสผิดปกติ

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

ส่วนประกอบอาการที่อาจพบ
ธาตุเหล็กคลื่นไส้ ไม่สบายท้อง ปวดเกร็งท้อง
ธาตุเหล็กท้องผูกหรือท้องเสีย
ธาตุเหล็กอุจจาระสีเข้ม
กรดโฟลิกคลื่นไส้ ไม่สบายท้อง
กรดโฟลิกรับรสผิดปกติ

หากกินธาตุเหล็กตอนท้องว่างแล้วระคายท้อง อาจรับประทานพร้อมอาหารได้ แต่การดูดซึมอาจลดลงบ้าง ไม่ควรหยุดยาเองเพียงเพราะอุจจาระเข้ม หากไม่มีอาการอันตรายร่วมด้วย

ข้อมูลในคนสุขภาพดีที่ได้รับกรดโฟลิก 15 มก.ต่อวันเป็นเวลา 1 เดือน ไม่พบพิษต่อไต และข้อมูลการใช้ 5–15 มก.ต่อวันไม่ได้ชี้ว่าเป็นอันตรายต่อไต อย่างไรก็ตาม ขนาดสูงไม่ใช่ขนาดเสริมทั่วไปและควรใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้เท่านั้น

ผลข้างเคียงที่รุนแรง

อาการบวมที่หน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ หายใจลำบาก กลืนลำบาก ลมพิษ หน้ามืด หรือหมดสติ อาจเป็นอาการแพ้ยารุนแรง ให้หยุดใช้และไปห้องฉุกเฉินทันที

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์: อาเจียนรุนแรง ปวดท้องมาก ถ่ายเป็นเลือด ซึม ชัก หรือสงสัยว่ากินธาตุเหล็กเกิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดในเด็ก

ยาบำรุงเลือดมีปฏิกิริยากับยาอะไรบ้าง

ธาตุเหล็กลดการดูดซึมยาบางชนิด และแร่ธาตุหรือยาลดกรดบางอย่างอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก แจ้งรายการยา วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริมทั้งหมดก่อนเริ่มใช้

ยาที่ควรตรวจสอบเวลาใช้ร่วมกัน ได้แก่ doxycycline, ciprofloxacin, levothyroxine และยาลดกรด รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี หรือธาตุเหล็กชนิดอื่น สำหรับ tetracycline ชนิดรับประทาน ควรแยกจากธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

ไม่พบปฏิกิริยาที่มีหลักฐานชัดเจนระหว่าง ferrous fumarate กับคอลลาเจนหรือวิตามินทั่วไป แต่ผลิตภัณฑ์รวมอาจมีแร่ธาตุซ้ำซ้อน จึงควรตรวจปริมาณธาตุเหล็กทั้งหมดก่อนใช้พร้อมกัน

ดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ได้หรือไม่

ควรหลีกเลี่ยงหากแอลกอฮอล์ทำให้คลื่นไส้หรือระคายกระเพาะมากขึ้น ผู้ตั้งครรภ์ควรงดแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะใช้ยาบำรุงเลือดอยู่หรือไม่ เพราะแอลกอฮอล์อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์

ชา กาแฟ และอาหารบางชนิดอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก แม้ไม่ใช่แอลกอฮอล์ก็ควรหลีกเลี่ยงการกินพร้อมยาเหล็กหากฉลากหรือผู้สั่งยาแนะนำให้แยกเวลา

ยาบำรุงเลือดคนท้อง กินยาอะไร

กรดโฟลิก 0.4–0.5 มก.ต่อวันเหมาะสำหรับการเตรียมตั้งครรภ์ทั่วไป ส่วนธาตุเหล็กต้องเลือกตามปริมาณธาตุเหล็กแท้และผลประเมินของแต่ละคน

ขนาดยาในผู้ใหญ่

จุดประสงค์ขนาดที่มีข้อมูลรองรับ
เตรียมตั้งครรภ์กรดโฟลิก 0.4–0.5 มก.ต่อวัน เริ่มอย่างน้อย 2 เดือนก่อนตั้งครรภ์
ขาดกรดโฟลิกหรือเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ต้องตรวจหาสาเหตุและภาวะขาดวิตามินบี 12 ก่อน ขนาดรักษากรดโฟลิกมักสูงกว่าขนาดเสริมทั่วไปและให้แพทย์เป็นผู้กำหนด
ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรผู้วางแผนตั้งครรภ์และหญิงตั้งครรภ์ทั่วไปควรได้รับกรดโฟลิก 0.4–0.5 มก.ต่อวัน โดยผู้มีความเสี่ยงสูงอาจต้องใช้ขนาดสูงกว่าตามคำสั่งแพทย์ ส่วนช่วงให้นมให้ใช้ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
มีโฮโมซีสเตอีนสูงกรดโฟลิก 500 ไมโครกรัมถึง 5 มก.ต่อวันตามการดูแล

ภาวะขาดโฟเลตที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาต้องประเมินการวินิจฉัย การใช้ยา การดูดซึม และภาวะขาดวิตามินบี 12 โดยแพทย์ ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดเอง

หากสงสัยพิษหรือได้รับ methotrexate เกินขนาด ให้ไปโรงพยาบาลทันที การแก้พิษอาจใช้โฟลินิกแอซิด (leucovorin) ตามคำสั่งแพทย์ กรดโฟลิกทั่วไปใช้แทนการรักษาพิษไม่ได้

กรดโฟลิก 5 มก.เป็นความแรงที่มีในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรกิน 5 มก.ต่อวัน Folic acid เป็นโฟเลตรูปแบบหนึ่งที่ใช้ในยาและอาหารเสริม ส่วนคำว่า folate บนฉลากอาจใช้หน่วยหรือรูปแบบต่างกัน จึงต้องตรวจชื่อสารและหน่วยบนฉลาก ไม่ควรเทียบมิลลิกรัมต่อมิลลิกรัมเอง

สำหรับธาตุเหล็ก ตัวเลขบนฉลากต้องแยก “เกลือเหล็ก” ออกจาก “ธาตุเหล็กแท้” ตัวอย่างเช่น ferrous fumarate 200 มก.อาจให้ธาตุเหล็กแท้ 66 มก. ส่วน ferrous sulfate 325 มก.ในบางสูตรสากลให้ธาตุเหล็กแท้ 65 มก. ตัวเลขเหล่านี้ใช้เปรียบเทียบส่วนประกอบ ไม่ใช่คำแนะนำให้ทุกคนรับประทานขนาดดังกล่าว

ขนาดยาในเด็ก

ต้องคำนวณจากน้ำหนักและปริมาณธาตุเหล็กแท้ ไม่ควรใช้ขนาดผู้ใหญ่หรือแบ่งเม็ดเอง หากเป็นยาน้ำ ต้องทราบทั้งจำนวนมิลลิกรัมและความเข้มข้นต่อมิลลิลิตรก่อนแปลงเป็นปริมาตร

คำถามเกี่ยวกับขนาดยา

ลืมกินต้องทำอย่างไร?

กินเมื่อจำได้ แต่ถ้าใกล้เวลามื้อถัดไปให้ข้ามมื้อที่ลืม ห้ามเพิ่มเป็นสองเท่าเพื่อชดเชย

กินธาตุเหล็กตอนท้องว่างได้ไหม?

กินได้และอาจดูดซึมได้ดี แต่ถ้าคลื่นไส้หรือปวดท้อง สามารถกินพร้อมอาหารเพื่อลดการระคายเคืองได้

ทำไมขนาดบนฉลากดูสูงกว่าความต้องการ 27 มก.ต่อวัน?

เพราะตัวเลขบนฉลากอาจเป็นน้ำหนักของเกลือเหล็ก ไม่ใช่ธาตุเหล็กแท้ และขนาดรักษาภาวะขาดเหล็กไม่เท่ากับความต้องการทางโภชนาการต่อวัน

หากใช้ยาบำรุงเลือดเกินขนาดควรทำอย่างไร

หากกินธาตุเหล็กเกินขนาดหรือเด็กกินยาโดยไม่ตั้งใจ ให้ไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอให้อาเจียน ปวดท้อง หรือซึม และอย่าพยายามทำให้อาเจียนเอง

นำบรรจุภัณฑ์ ฉลาก ยาที่เหลือ และข้อมูลจำนวนเม็ดหรือปริมาตรที่อาจกินไปติดตัวไปด้วย พิษจากธาตุเหล็กอาจทำให้ทางเดินอาหารเสียหาย ช็อก และเกิดอันตรายต่ออวัยวะ แม้ช่วงแรกอาการดูเหมือนดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

กรดโฟลิกกับธาตุเหล็กเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน กรดโฟลิกเป็นวิตามินบี 9 ส่วนธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่ใช้สร้างฮีโมโกลบิน ทั้งสองชนิดอาจอยู่ในเม็ดเดียวกัน แต่ทดแทนกันไม่ได้

ควรเริ่มกินกรดโฟลิกตอนไหน?

ควรเริ่มกรดโฟลิก 0.4–0.5 มก.ต่อวันอย่างน้อย 2 เดือนก่อนตั้งครรภ์ และกินต่อได้ตลอดการตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์แล้วแต่ยังไม่ได้เริ่ม ควรเริ่มโดยเร็วตามคำแนะนำที่ได้รับ

กรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมเท่ากับ 5 มก.ไหม?

ไม่เท่ากัน กรดโฟลิก 5 มก.เป็นความแรงสูงกว่า 400 ไมโครกรัมมาก จึงห้ามสลับจำนวนเม็ดเองโดยไม่ตรวจหน่วย

กรดโฟลิก 400–800 เป็นมิลลิกรัมหรือไมโครกรัม?

ผลิตภัณฑ์เสริมทั่วไปใช้หน่วยไมโครกรัม ไม่ใช่มิลลิกรัม ในประเทศไทยพบความแรง 400 ไมโครกรัมและ 5 มก. จึงต้องอ่านหน่วยทุกครั้ง

อุจจาระดำหลังกินธาตุเหล็กอันตรายไหม?

ธาตุเหล็กทำให้อุจจาระมีสีเข้มได้ แต่หากอุจจาระดำเหนียวคล้ายน้ำมัน มีกลิ่นผิดปกติ หน้ามืด อ่อนเพลีย หรือปวดท้อง ควรพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับเลือดออกในทางเดินอาหาร

กินธาตุเหล็กพร้อมนมหรือแคลเซียมได้ไหม?

แคลเซียมอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงไม่ควรกินพร้อมกันโดยไม่ตรวจคำแนะนำบนฉลาก หากต้องใช้ทั้งสองชนิด ควรจัดเวลาให้แยกกันตามคำแนะนำของผู้สั่งยา

คนเป็นธาลัสซีเมียกินยาบำรุงเลือดได้ไหม?

ห้ามเริ่มผลิตภัณฑ์ที่มีธาตุเหล็กเอง เพราะผู้เป็นธาลัสซีเมียบางคนมีเหล็กสะสม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเลือดเป็นประจำ กรดโฟลิกอาจมีบทบาทในบางกรณี แต่ต้องแยกจากผลิตภัณฑ์ที่มีธาตุเหล็ก

กินวิตามินรวมกับธาตุเหล็กพร้อมกันได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบ วิตามินรวมบางชนิดมีธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม หรือสังกะสีอยู่แล้ว การกินซ้ำอาจเพิ่มขนาดรวมเกินจำเป็นหรือรบกวนการดูดซึม

ธาตุเหล็กต้องกินนานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นกับสาเหตุและผลเลือด ระดับเหล็กอาจใช้เวลาหลายเดือนจึงดีขึ้น และอาจมีการตรวจติดตามหลังเริ่มใช้ประมาณ 4 สัปดาห์ ไม่ควรซื้อกินต่อเนื่องเกิน 6 เดือนโดยไม่มีการประเมิน

คลื่นไส้หลังกินธาตุเหล็กควรหยุดไหม?

หากอาการไม่รุนแรง ลองรับประทานพร้อมอาหารได้ แต่ถ้าอาเจียนมาก ปวดท้องรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรได้รับการประเมินก่อนใช้ต่อ

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์

ข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้

แอป HDmall เชื่อมต่อผู้ใช้กับเภสัชกรที่มีใบอนุญาตของ Fascino ผ่านวิดีโอคอล โทรศัพท์ หรือแชทในแอป

สามารถขอคำแนะนำเรื่องอาการเบื้องต้น การใช้ยา และยาที่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร

บริการนี้ดำเนินการร่วมกับ Fascino โดย HDmall เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง

ปรึกษาเภสัชกรตัวจริงผ่านแอป HDmall

บริการเภสัชกรรมทางไกลฟรี โดย Fascino ผ่านแอป HDmall