ยาเม็ดชมพู คือยาอะไร ใช้รักษาอะไร ผลข้างเคียงและวิธีใช้
ยาเม็ดชมพู คือคำบอกลักษณะสีของเม็ดยา ไม่ใช่ชื่อยา และไม่สามารถใช้สีเพียงอย่างเดียวระบุสรรพคุณ ขนาดยา หรือความปลอดภัยได้
ประเด็นสำคัญ
- ยาสีชมพูอาจเป็นยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด วิตามิน ยาฮอร์โมน หรือยาอื่นอีกหลายชนิด จึงต้องตรวจชื่อยาและตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง
- หากไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร อย่ากินยาเพิ่ม ให้เก็บเม็ดยา ซองยา และแผงยาไว้ แล้วตรวจตัวอักษรหรือตัวเลขบนเม็ดกับเภสัชกร
- หากเผลอกินแล้วมีหายใจลำบาก หมดสติ ชัก ใจสั่นรุนแรง หรือริมฝีปากบวม ควรโทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที
สารบัญ
- ยาเม็ดสีชมพูคือยาอะไร
- ยาเม็ดสีชมพูใช้รักษาอะไร
- ยาเม็ดสีชมพูไม่ได้ใช้รักษาอะไร
- ต้องระวังอะไรก่อนกินยาเม็ดสีชมพู
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรกินได้หรือไม่
- เด็กกินยาเม็ดสีชมพูได้หรือไม่
- ยาเม็ดสีชมพูมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
- ยาเม็ดสีชมพูตีกับยาอื่นหรือไม่
- กินยาเม็ดสีชมพูกับแอลกอฮอล์ได้หรือไม่
- ผู้ใหญ่ควรกินยาเม็ดสีชมพูเท่าไร
- เด็กควรกินยาเม็ดสีชมพูเท่าไร
- หากกินยาเม็ดสีชมพูเกินขนาดควรทำอย่างไร
- คำถามที่พบบ่อย
- คำถามที่ควรถามเภสัชกร
ยาเม็ดสีชมพูคือยาอะไร
ระบุชื่อยาไม่ได้จากสีชมพูเพียงอย่างเดียว เพราะยาหลายตัวย้อมสีเหมือนกัน และยาชนิดเดียวกันอาจมีสีหรือรูปร่างต่างกันตามผู้ผลิตและความแรง
ข้อมูลที่ช่วยระบุยาได้มากกว่าสี ได้แก่ ชื่อตัวยาบนซองหรือแผง ตัวอักษรและตัวเลขที่ประทับบนเม็ด รูปร่าง รอยบาก ความแรง ชื่อสถานพยาบาล และวันที่จ่ายยา ควรพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน ไม่ควรเดาจากภาพบนอินเทอร์เน็ตเพียงภาพเดียว
| ข้อมูลที่พบ | ช่วยตรวจสอบอะไร |
| ชื่อตัวยาบนแผง | ระบุชนิดยาโดยตรง |
| ตัวอักษรหรือตัวเลขบนเม็ด | แยกยาที่สีและรูปร่างคล้ายกัน |
| ความแรง เช่น มก. | ช่วยตรวจขนาดของเม็ดยา |
| ซองยาจากโรงพยาบาล | ระบุชื่อผู้ป่วยและวิธีใช้ |
| รอยบากและรูปร่าง | ใช้เป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น |
| สีของเม็ด | ไม่เพียงพอสำหรับระบุยา |
ชื่อยาสำคัญกว่าสีของยา: ยาคนละชนิดอาจเป็นสีชมพูเหมือนกัน ขณะที่ยาตัวเดียวกันอาจผลิตออกมาเป็นสีขาว ชมพู หรือสีอื่นได้ อย่าเปลี่ยนหรือกินยาโดยอาศัยสีเป็นหลัก
หากยาอยู่ในซองแบ่งที่ไม่มีชื่อ หรือเม็ดยาหลุดออกจากแผง ให้นำเม็ดยาพร้อมบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดไปให้เภสัชกรตรวจสอบ อย่าแกะ บด หัก หรือทดลองชิมเพื่อระบุชนิดยา
ยาเม็ดสีชมพูใช้รักษาอะไร
ตอบไม่ได้จนกว่าจะทราบตัวยา เพราะเม็ดสีชมพูอาจเป็นยาได้หลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มมีสรรพคุณต่างกันโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น ยาที่มีสีชมพูบางเม็ดอาจใช้ลดอาการแพ้ บรรเทาปวด รักษาโรคติดเชื้อ ควบคุมฮอร์โมน หรือเสริมวิตามิน แต่สีไม่ได้ยืนยันว่าเป็นยากลุ่มใด การนำยาของคนอื่นมากินตามอาการที่ดูคล้ายกันอาจทำให้อาการแย่ลงหรือบดบังอาการสำคัญ
ให้ตรวจชื่อสามัญของตัวยาบนซองหรือแผงก่อน จากนั้นจึงตรวจว่ายานั้นตรงกับอาการหรือโรคที่ได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ หากฉลากระบุชื่อผู้ป่วยคนอื่น ไม่ควรนำมากิน แม้ยาเม็ดนั้นจะดูเหมือนยาที่คุณเคยได้รับก็ตาม
ยาเม็ดสีชมพูไม่ได้ใช้รักษาอะไร
ไม่ใช่ยาสำหรับรักษาอาการใดอาการหนึ่งโดยอัตโนมัติ และสีชมพูไม่ได้แปลว่าเป็นยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้ปวด
ความเชื่อจากสี ลักษณะเม็ด หรือคำเรียกติดปากอาจทำให้หยิบยาผิดชนิดได้ ตัวอย่างเช่น อาการไข้ เจ็บคอ ผื่นคัน หรือปวดท้องมีได้หลายสาเหตุ ยาที่เหมาะกับคนหนึ่งจึงอาจไม่เหมาะกับอีกคน
ไม่ควรใช้เม็ดยาที่ไม่ทราบชื่อเพื่อ “ลองดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่” เพราะคุณจะไม่รู้ว่ายาออกฤทธิ์อย่างไร ต้องระวังโรคประจำตัวใด หรือควรสังเกตผลข้างเคียงแบบไหน หากอาการรุนแรงขึ้น ควรประเมินจากอาการ ไม่ควรรอให้ยาที่ไม่ทราบชนิดออกฤทธิ์
ต้องระวังอะไรก่อนกินยาเม็ดสีชมพู
ห้ามกินยาที่ไม่ทราบชื่อ ตัวยา ความแรง หรือผู้ที่ยาถูกจ่ายให้ โดยเฉพาะเมื่อเม็ดยาหลุดจากบรรจุภัณฑ์
- ตรวจบรรจุภัณฑ์ก่อน มองหาชื่อตัวยา ความแรง วันหมดอายุ ชื่อผู้ป่วย และวิธีใช้บนซองหรือแผงยา
- ตรวจรหัสบนเม็ด จดตัวอักษร ตัวเลข รูปร่าง รอยบาก และสีทั้งสองด้าน โดยไม่ขูดหรือล้างผิวเม็ด
- อย่าใช้ภาพอย่างเดียวตัดสิน ภาพอาจมีสีผิดเพี้ยน และยาหลายชนิดมีรูปร่างใกล้เคียงกัน
- ห้ามใช้ยาของคนอื่น โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา อายุ น้ำหนัก และยาเดิมอาจทำให้ความเสี่ยงต่างกัน
- ห้ามใช้ยาเสื่อมสภาพ ทิ้งเม็ดที่เปียก แตก ร่วน เปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ หรือเก็บนอกบรรจุภัณฑ์จนไม่ทราบวันหมดอายุ
- อย่าหักหรือบดก่อนทราบชนิดยา ยาบางชนิดออกแบบให้ปลดปล่อยตัวยาช้าหรือมีสารเคลือบ การบดอาจทำให้ได้รับยาเร็วเกินไป
- แยกยาไม่ทราบชนิดออกจากยาประจำ ใส่ภาชนะปิดสนิทและเก็บพ้นมือเด็ก เพื่อป้องกันการหยิบผิดหรือกินซ้ำ
ห้ามใช้ทันทีหากเคยแพ้ตัวยานั้นหรือยากลุ่มเดียวกัน อาการแพ้อาจรุนแรงขึ้นเมื่อได้รับซ้ำ แต่ถ้ายังระบุยาไม่ได้ คุณก็ยังประเมินความเสี่ยงเรื่องการแพ้ยาไม่ได้เช่นกัน
หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรกินได้หรือไม่
อย่ากินจนกว่าจะระบุชื่อยาได้ เพราะยาบางชนิดผ่านรกหรือผ่านสู่น้ำนม และความเสี่ยงอาจต่างกันตามช่วงอายุครรภ์
ยาที่เคยกินได้ก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์เสมอไป หากยาถูกจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกร ให้ตรวจว่าผู้จ่ายยาทราบเรื่องการตั้งครรภ์ การวางแผนตั้งครรภ์ หรือการให้นมบุตรแล้วหรือไม่
หากเผลอกินไปแล้ว อย่ารีบทำให้อาเจียน ให้เก็บเม็ดยาที่เหลือ ซองหรือแผงยา และจดเวลาที่กินไว้ จากนั้นนำข้อมูลไปประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการง่วงมาก เลือดออกผิดปกติ ใจสั่น หรือหายใจลำบาก
เด็กกินยาเม็ดสีชมพูได้หรือไม่
ห้ามให้เด็กกินเม็ดยาที่ไม่ทราบชนิด เพราะเด็กไวต่อผลของยา และขนาดยากินหลายชนิดต้องคำนวณจากน้ำหนัก
สีสวยและรูปร่างคล้ายลูกอมทำให้เด็กหยิบกินโดยไม่ตั้งใจได้ ควรเก็บยาในภาชนะเดิมที่ปิดสนิท วางสูงและพ้นสายตาเด็ก ไม่ควรเรียกยาว่า “ขนม” เพื่อชักจูงให้เด็กกิน
ห้ามแบ่งยาในผู้ใหญ่ให้เด็กโดยคาดเดาจากอายุหรือขนาดตัว และห้ามให้ยาเป็นจำนวนมิลลิลิตรโดยไม่ทราบความเข้มข้น หากเด็กอม เคี้ยว หรือกลืนยาที่ไม่ทราบชนิด ให้เอาเศษยาออกจากปากเท่าที่ทำได้โดยไม่ล้วงคอลึก แล้วรีบขอความช่วยเหลือพร้อมนำบรรจุภัณฑ์ไปด้วย
ยาเม็ดสีชมพูมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
ผลข้างเคียงขึ้นอยู่กับตัวยา ไม่ใช่สีของเม็ด จึงคาดเดาอาการที่จะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะระบุยาได้
ผลข้างเคียงที่อาจพบ
อาการที่เกิดหลังรับประทานยาอาจมีตั้งแต่คลื่นไส้ ปวดท้อง เวียนศีรษะ ง่วง ปากแห้ง ท้องเสีย ท้องผูก หรือผื่นคัน แต่อาการเหล่านี้ไม่ได้บอกแน่ชัดว่าเป็นยาชนิดใด และอาจเกิดจากโรคเดิมหรือสิ่งอื่นได้เช่นกัน
หากมีอาการไม่รุนแรง ให้หยุดกิจกรรมที่เสี่ยง เช่น ขับรถหรือใช้เครื่องจักร เก็บข้อมูลชื่อยา เวลาที่กิน และอาการที่เกิดขึ้น อย่ากินยาเพิ่มเพื่อทดสอบซ้ำ
ผลข้างเคียงที่รุนแรง
อาการต่อไปนี้ควรได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน:
| อาการ | ควรทำอะไร |
| หายใจลำบาก เสียงหวีด | โทร 1669 |
| หน้า ลิ้น หรือคอบวม | ไปห้องฉุกเฉินทันที |
| หมดสติ ปลุกไม่ตื่น | จัดให้นอนตะแคงและโทร 1669 |
| ชัก สับสนมาก | ป้องกันการกระแทกและโทร 1669 |
| เจ็บหน้าอก ใจสั่นรุนแรง | ไปโรงพยาบาลทันที |
| อาเจียนต่อเนื่องหรือถ่ายเป็นเลือด | รับการประเมินเร่งด่วน |
| ผื่นพุพองหรือผิวลอก | หยุดยาและไปโรงพยาบาล |
อาการแพ้ยารุนแรงอาจเกิดเร็ว: ลมพิษทั่วตัว ริมฝีปากบวม คอบวม หายใจไม่ออก หรือหน้ามืดเป็นสัญญาณฉุกเฉิน อย่ารอดูอาการเองและอย่าขับรถไปโรงพยาบาลหากเริ่มหมดสติ
ยาเม็ดสีชมพูตีกับยาอื่นหรือไม่
อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาได้ แต่จะประเมินไม่ได้หากยังไม่ทราบตัวยาและความแรง
ยาบางชนิดเพิ่มอาการง่วงเมื่อใช้ร่วมกัน บางชนิดเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ทำให้ความดันเปลี่ยน หรือกระทบตับและไต ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหารเสริม วิตามิน และยาที่ซื้อใช้เองก็นับเป็นสิ่งที่ต้องตรวจร่วมกัน
ก่อนใช้ยา ให้รวบรวมรายชื่อยาประจำทุกชนิด รวมถึงยานอนหลับ ยาละลายลิ่มเลือด ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาเบาหวาน ยาจิตเวช และยาสมุนไพร อย่าหยุดยาประจำที่แพทย์สั่งเองเพียงเพราะพบเม็ดยาที่ไม่รู้จัก แต่ให้แยกเม็ดนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบได้
กินยาเม็ดสีชมพูกับแอลกอฮอล์ได้หรือไม่
ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาที่ไม่ทราบชนิด เพราะอาจเพิ่มอาการง่วง กดการหายใจ ระคายกระเพาะ หรือเพิ่มภาระต่อตับ
หากดื่มไปแล้ว ควรงดขับรถ ว่ายน้ำ ทำงานบนที่สูง หรือใช้เครื่องจักร สังเกตอาการง่วงผิดปกติ เดินเซ พูดไม่ชัด อาเจียนมาก หรือหายใจช้าลง หากปลุกไม่ตื่นหรือหายใจผิดปกติ ให้โทร 1669 ทันที
การเว้นช่วงระหว่างยาและแอลกอฮอล์โดยคาดเดาไม่ทำให้ปลอดภัยเสมอไป เพราะยาบางชนิดอยู่ในร่างกายได้นาน ต้องระบุชื่อยาก่อนจึงจะประเมินได้ว่าควรงดแอลกอฮอล์นานเพียงใด
ผู้ใหญ่ควรกินยาเม็ดสีชมพูเท่าไร
ไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับคำว่า “เม็ดสีชมพู” และไม่ควรกินแม้แต่หนึ่งเม็ดจนกว่าจะทราบตัวยา ความแรง และข้อบ่งใช้
ขนาดยาของผู้ใหญ่ต่างกันตามชนิดยา โรคที่รักษา อายุ การทำงานของตับและไต รวมถึงยาอื่นที่ใช้อยู่ รอยบากกลางเม็ดก็ไม่ได้ยืนยันว่าแบ่งกินได้ เพราะรอยดังกล่าวอาจมีไว้เพื่อช่วยกลืนหรือเป็นเพียงลักษณะการผลิต
หากยาอยู่ในซองที่ระบุชื่อคุณชัดเจน ให้ทำตามฉลากนั้นเท่านั้น อย่าใช้วิธีจำจากสี และอย่ากินชดเชยเมื่อไม่แน่ใจว่ากินไปแล้วหรือยัง เพราะอาจได้รับยาซ้ำ
คำถามเกี่ยวกับขนาดยา
กินครึ่งเม็ดก่อนได้ไหม?
ไม่ได้หากยังไม่ทราบชนิดยา การลดเหลือครึ่งเม็ดไม่ได้ทำให้ยาที่ผิดชนิดปลอดภัย และยาบางรูปแบบห้ามหักหรือบด
จำได้ว่าเคยกินยาสีนี้ ใช้ขนาดเดิมได้ไหม?
ไม่ควร สีเหมือนเดิมไม่ได้ยืนยันว่าเป็นตัวยาและความแรงเดียวกัน ควรตรวจชื่อบนแผงหรือซองทุกครั้ง
ฉลากหลุดแล้วควรทำอย่างไร?
อย่ากินต่อโดยอาศัยความจำ เก็บเม็ดยาและภาชนะเดิมแยกไว้ แล้วนำไปตรวจสอบก่อนใช้ครั้งถัดไป
เด็กควรกินยาเม็ดสีชมพูเท่าไร
ไม่มีขนาดยาสำหรับเด็กจนกว่าจะทราบชื่อยา ความแรง น้ำหนักเด็ก และเหตุผลที่ใช้ยา
ยากินสำหรับเด็กหลายชนิดคำนวณเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จึงไม่ควรกำหนดจากช่วงอายุอย่างเดียว เม็ดยาของผู้ใหญ่อาจมีความแรงสูงเกินไป และการบดผสมน้ำทำให้แบ่งตัวยาไม่สม่ำเสมอได้
หากเป็นยาน้ำ ต้องตรวจความเข้มข้นบนฉลากก่อนวัดปริมาตร เพราะยาชนิดเดียวกันอาจมีหลายความเข้มข้น อย่าใช้ช้อนกินข้าวหรือช้อนชาในครัวตวงยา และอย่านำคำแนะนำของเด็กคนอื่นมาใช้แทนการคำนวณจากน้ำหนัก
คำถามเกี่ยวกับขนาดยาในเด็ก
แบ่งหนึ่งเม็ดตามอายุเด็กได้ไหม?
ไม่ได้ ขนาดยากินของเด็กมักขึ้นกับน้ำหนักและชนิดยา ไม่ควรสร้างสัดส่วนจากอายุเอง
เด็กตัวโตใช้ขนาดผู้ใหญ่ได้ไหม?
สรุปจากรูปร่างไม่ได้ ต้องทราบตัวยา น้ำหนัก ข้อบ่งใช้ และขนาดสูงสุดที่เหมาะสมก่อน
เด็กกินผิดไปหนึ่งเม็ดต้องรอดูอาการไหม?
ไม่ควรรอจนเกิดอาการ ให้เก็บแผงยาและติดต่อศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี 1367 หรือไปโรงพยาบาล โดยแจ้งอายุ น้ำหนัก เวลาที่กิน และจำนวนที่อาจกิน
หากกินยาเม็ดสีชมพูเกินขนาดควรทำอย่างไร
หยุดกินยาเพิ่ม เก็บบรรจุภัณฑ์ และขอคำแนะนำทันที เพราะความรุนแรงขึ้นอยู่กับตัวยา จำนวนที่กิน อายุ น้ำหนัก และเวลาที่ผ่านไป
อย่าทำให้อาเจียน อย่ากรอกน้ำ นม หรืออาหาร และอย่าให้ยาอื่นเพื่อแก้ฤทธิ์เอง เว้นแต่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำ การอาเจียนอาจทำให้สำลัก โดยเฉพาะในผู้ที่ง่วงหรือหมดสติ
เตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้พร้อม:
- ตัวอักษรหรือตัวเลขบนเม็ดทั้งสองด้าน
- จำนวนเม็ดที่คาดว่ากิน
- เวลาที่กินหรือเวลาที่พบเหตุ
- อายุและน้ำหนักของผู้กิน
- อาการที่เกิดขึ้น
- โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่
- ซอง แผง ขวด หรือภาพถ่ายบรรจุภัณฑ์
หากผู้ป่วยหมดสติแต่ยังหายใจ ให้นอนตะแคงและเฝ้าดูการหายใจ ห้ามป้อนสิ่งใดทางปาก หากไม่หายใจ ให้โทร 1669 และเริ่มช่วยฟื้นคืนชีพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามเกี่ยวกับการระบุยา
ยาเม็ดกลมสีชมพูคือยาอะไร?
ระบุไม่ได้จากสีและรูปทรงเท่านั้น ต้องดูตัวอักษรหรือตัวเลขบนเม็ด ชื่อตัวยาบนแผง ความแรง และแหล่งที่ได้รับยา เม็ดกลมสีชมพูมีได้หลายชนิด
ยาเม็ดชมพูมีรอยบากครึ่งเม็ดคือยาอะไร?
รอยบากไม่ใช่รหัสเฉพาะของยา ยาหลายชนิดมีรอยบากเหมือนกัน และบางเม็ดมีรอยแต่ไม่ได้หมายความว่าควรแบ่งกิน ต้องตรวจข้อมูลบนเม็ดและบรรจุภัณฑ์ร่วมกัน
ถ่ายรูปยาแล้วค้นหาจากอินเทอร์เน็ตได้ไหม?
ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้ยืนยันเพื่อกินยา แสง กล้อง และหน้าจอทำให้สีเพี้ยนได้ อีกทั้งยาคนละชนิดอาจมีรูปร่างเหมือนกัน ควรยืนยันจากรหัสและฉลาก
ไม่มีตัวเลขบนเม็ดจะตรวจสอบอย่างไร?
ให้ดูซอง แผงยา ใบรับยา หรือสถานที่ที่ได้รับยา หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ไม่ควรกินเม็ดนั้น การทดลองชิม ดม หรือหักดูเนื้อยาไม่ช่วยยืนยันชนิดยาอย่างปลอดภัย
คำถามเกี่ยวกับการใช้ยา
เคยได้ยาสีชมพูจากโรงพยาบาล กินเม็ดที่พบในบ้านแทนได้ไหม?
ไม่ได้ โรงพยาบาลและผู้ผลิตอาจใช้ยาคนละสีหรือรูปแบบ แม้เป็นตัวยาเดียวกันก็อาจมีความแรงต่างกัน ให้ใช้เฉพาะยาที่มีฉลากระบุชื่อคุณและวิธีใช้ชัดเจน
ยาสีชมพูหมดอายุยังกินได้ไหม?
ไม่ควรกิน ยาหมดอายุหรือยาที่ไม่ทราบวันหมดอายุอาจมีคุณภาพลดลง หากเม็ดเปลี่ยนสี แตก ร่วน หรือมีกลิ่นผิดปกติควรแยกทิ้งตามวิธีรับคืนยาของสถานพยาบาล
ลืมว่ากินยาไปหรือยัง ควรกินอีกเม็ดไหม?
อย่ากินซ้ำจนกว่าจะตรวจชื่อยาและคำแนะนำเฉพาะของยานั้น การกินชดเชยอาจทำให้เกินขนาด จดเวลารับประทานหรือใช้กล่องแบ่งยาที่มีวันกำกับเพื่อลดการสับสนในอนาคต
คำถามเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน
เผลอกินยาไม่ทราบชนิดแต่ยังไม่มีอาการ ต้องทำอย่างไร?
อย่ารอให้อาการเกิดก่อนขอคำแนะนำ ยาบางชนิดมีอาการล่าช้า ให้เก็บเม็ดยาและแผงไว้ พร้อมแจ้งจำนวนที่อาจกินและเวลาที่กินแก่ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี 1367
เด็กหยิบยาเข้าปากแต่ไม่แน่ใจว่ากลืนหรือไม่ ต้องทำอย่างไร?
ถือว่าอาจกลืนเข้าไปแล้วจนกว่าจะตรวจสอบได้ เอาเศษที่มองเห็นออกอย่างระมัดระวัง ห้ามล้วงคอลึกหรือทำให้อาเจียน แล้วนำเด็กพร้อมบรรจุภัณฑ์ไปรับการประเมิน
มีผื่นหลังจากกินยาเม็ดสีชมพูควรกินต่อไหม?
อย่ากินเม็ดถัดไปจนกว่าจะประเมินว่าเป็นยาอะไรและผื่นเกี่ยวข้องกับยาหรือไม่ หากผื่นลามเร็ว มีตุ่มพอง หน้าและคอบวม หายใจลำบาก หรือหน้ามืด ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
ทำอย่างไรไม่ให้หยิบยาผิดอีก?
เก็บยาในบรรจุภัณฑ์เดิมและอ่านชื่อทุกครั้งก่อนกิน ไม่ควรรวมยาหลายชนิดในขวดเดียว หากใช้กล่องแบ่งยา ควรมีรายการชื่อยา ความแรง และเวลารับประทานเก็บไว้คู่กัน
คำถามที่ควรถามเภสัชกร
- ตัวอักษรและตัวเลขบนเม็ดนี้ช่วยระบุว่าเป็นยาอะไรได้หรือไม่?
- ยานี้มีตัวยาและความแรงเท่าไร และถูกจ่ายให้ใคร?
- ยานี้ใช้รักษาอาการใด และควรกินเวลาไหน?
- ยานี้ตีกับยาประจำ อาหารเสริม หรือแอลกอฮอล์หรือไม่?
- หากกินไปแล้วหนึ่งเม็ด ต้องสังเกตอาการใดและควรทำอย่างไรต่อ?
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์