ใช้เอเจนซี medical tourism หรือหาคนไข้ต่างชาติเอง อะไรคุ้มกว่า
คลินิกที่อยากเริ่มรับคนไข้ต่างชาติมักเจอทางเลือกนี้เร็วมาก เพราะเอเจนซีจะติดต่อเข้ามาเอง
ข้อเสนอฟังดูดี คือเอเจนซีพาคนไข้มาให้ คลินิกแค่รักษา และจ่ายเมื่อมีคนไข้จริงเท่านั้น
ข้อเสนอนั้นมีข้อดีจริง แต่มีต้นทุนที่ไม่ปรากฏในสัญญา
เอเจนซีทำอะไรให้บ้าง
โดยทั่วไปครอบคลุมงานที่คลินิกทำเองยาก
- หาคนไข้ในประเทศต้นทาง
- สื่อสารในภาษาของคนไข้
- ประสานเรื่องการเดินทาง ที่พัก และการรับส่ง
- จัดการเอกสารและการนัดหมาย
- บางรายมีล่ามมาด้วยในวันรักษา
สำหรับคลินิกที่ยังไม่มีความพร้อมด้านภาษาและกระบวนการ นี่คือทางลัดที่ได้ผลจริง
ต้นทุนที่ต้องมองให้ครบ
ค่าคอมมิชชั่น
เป็นสัดส่วนของค่ารักษาและมักสูงกว่าที่คลินิกคาด ควรถามให้ชัดว่าคิดจากยอดก่อนหรือหลังหักอะไร และมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากคอมมิชชั่นหรือไม่
คนไข้เป็นของเอเจนซี ไม่ใช่ของคลินิก
นี่คือต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดและมองไม่เห็นที่สุด
เมื่อคนไข้มาผ่านเอเจนซี ความสัมพันธ์อยู่กับเอเจนซี ถ้าเขาจะกลับมาอีกก็ผ่านเอเจนซีอีก และคลินิกจ่ายคอมมิชชั่นอีกครั้ง
แปลว่าคลินิกไม่ได้สร้างฐานคนไข้ของตัวเอง แม้จะรักษาคนไข้ต่างชาติมาหลายร้อยราย
ควรถามให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าคลินิกติดต่อคนไข้โดยตรงได้หรือไม่ เพราะสัญญาบางฉบับห้ามไว้
ไม่ได้เรียนรู้ตลาด
เมื่อเอเจนซีเป็นคนคุยกับคนไข้ทั้งหมด คลินิกไม่รู้ว่าคนไข้ถามอะไร กังวลอะไร และเปรียบเทียบกับใคร
ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นถ้าวันหนึ่งอยากทำเอง
ความเสี่ยงเรื่องการพึ่งพา
ถ้ารายได้จากคนไข้ต่างชาติมาจากเอเจนซีรายเดียวเป็นสัดส่วนสูง คลินิกอยู่ในฐานะที่ต่อรองได้น้อยเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน
เมื่อไหร่ที่เอเจนซีคุ้ม
คุ้ม ถ้า
- คลินิกยังตอบภาษาของคนไข้กลุ่มเป้าหมายไม่ได้
- ยังไม่มีกระบวนการรองรับคนไข้ที่เดินทางมา
- ต้องการทดสอบว่าตลาดนั้นมีจริงไหมก่อนลงทุน
- หัตถการมีมูลค่าสูงพอที่คอมมิชชั่นยังเหลือกำไรที่ยอมรับได้
ควรคิดใหม่ ถ้า
- สัดส่วนรายได้จากเอเจนซีสูงจนพึ่งพา
- คนไข้กลุ่มเดียวกันกลับมาซ้ำแต่ยังต้องจ่ายคอมมิชชั่นทุกครั้ง
- คลินิกพร้อมด้านภาษาและกระบวนการแล้ว
แนวทางที่ใช้ได้ผลที่สุด
คลินิกที่ทำได้ดีมักไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ ใช้เอเจนซีเพื่อเรียนรู้ตลาด พร้อมกับสร้างช่องทางของตัวเองไปด้วย
ในทางปฏิบัติแปลว่า
1. รับงานจากเอเจนซีเพื่อให้มีคนไข้จริงเข้ามา และใช้ช่วงนี้เรียนรู้ว่าคนไข้กลุ่มนี้ต้องการอะไร
2. บันทึกทุกคำถามที่คนไข้ถาม แม้จะผ่านเอเจนซีก็ตาม เพราะนี่คือวัตถุดิบสำหรับทำเนื้อหาของตัวเองภายหลัง
3. สร้างความพร้อมด้านภาษาไปพร้อมกัน เพื่อให้วันหนึ่งรับคนไข้ตรงได้
4. ทำให้คลินิกถูกค้นเจอเองในภาษานั้น ทั้งเว็บไซต์ Google Business Profile และรีวิว
5. ดูสัดส่วนรายได้ทุกไตรมาส ว่ามาจากเอเจนซีเท่าไหร่และมาตรงเท่าไหร่
เป้าหมายคือให้สัดส่วนที่มาตรงค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เลิกใช้เอเจนซีทันที
More patients, and a system that runs the day
Jib OS brings new patients in, answers every one of them, and keeps the day running. Built by HDmall.
Or see what Jib OS is →คำถามที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญา
- คอมมิชชั่นคิดจากยอดอะไร และมีค่าใช้จ่ายอื่นไหม
- คลินิกติดต่อคนไข้โดยตรงได้หรือไม่ ทั้งระหว่างและหลังการรักษา
- ถ้าคนไข้กลับมาเองในครั้งต่อไป ยังต้องจ่ายคอมมิชชั่นไหม
- มีข้อห้ามไม่ให้คลินิกทำการตลาดเองในตลาดนั้นหรือไม่
- ข้อมูลคนไข้เป็นของใคร และคลินิกเก็บไว้ได้ไหม
- สัญญามีระยะผูกพันเท่าไหร่ และยกเลิกอย่างไร
ข้อ 3 และ 4 เป็นข้อที่คนถามน้อยที่สุด และเป็นสองข้อที่กำหนดว่าคลินิกจะสร้างฐานของตัวเองได้หรือไม่
เคล็ดลับบริหารคลินิก ส่งตรงถึงอีเมลคุณ
เจ้าของและผู้บริหารคลินิกกว่า 20,000 คน รับข่าวสารจากเราอยู่แล้ว
สำหรับเจ้าของคลินิกและผู้ที่กำลังจะเปิด — วิธีให้คนไข้ใหม่เจอคลินิกบน Google และให้ AI อย่าง ChatGPT และ Claude แนะนำคลินิกของคุณ วิธีลดงานหน้าเคาน์เตอร์และคนไข้ไม่มาตามนัด และเรื่องที่คลินิกอื่นเจอมาก่อน
ส่งสัปดาห์ละครั้ง · ไม่มีสแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
คำถามที่พบบ่อย
เอเจนซี medical tourism คิดค่าคอมมิชชั่นเท่าไหร่
ต่างกันมากตามเอเจนซี ตลาด และประเภทหัตถการ สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือการถามให้ชัดว่าคิดจากยอดก่อนหรือหลังหักอะไร มีค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากคอมมิชชั่นหรือไม่ และถ้าคนไข้กลับมาครั้งต่อไปยังต้องจ่ายอีกหรือเปล่า ข้อสุดท้ายมีผลต่อความคุ้มค่าระยะยาวมากที่สุด
ใช้เอเจนซีแล้วคลินิกจะสร้างฐานคนไข้เองได้ไหม
ได้ถ้าวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น แต่สัญญาบางฉบับห้ามคลินิกติดต่อคนไข้โดยตรงหรือห้ามทำการตลาดเองในตลาดนั้น ซึ่งควรถามให้ชัดก่อนเซ็น แนวทางที่ใช้ได้ผลคือใช้เอเจนซีเพื่อเรียนรู้ตลาดในช่วงแรก พร้อมกับสร้างความพร้อมด้านภาษาและทำให้คลินิกถูกค้นเจอเองไปด้วย
ควรพึ่งเอเจนซีอย่างเดียวได้ไหม
ไม่ควรในระยะยาว เพราะคนไข้เป็นของเอเจนซีไม่ใช่ของคลินิก ทำให้ไม่เกิดฐานที่กลับมาซ้ำเองและต้องจ่ายคอมมิชชั่นทุกครั้ง นอกจากนี้ถ้าสัดส่วนรายได้จากเอเจนซีรายเดียวสูงเกินไป คลินิกจะอยู่ในฐานะที่ต่อรองได้น้อยเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน สิ่งที่ควรทำคือติดตามสัดส่วนรายได้ที่มาตรงทุกไตรมาส
คลินิกเล็กควรใช้เอเจนซีไหม
เหมาะถ้ายังตอบภาษาของคนไข้กลุ่มเป้าหมายไม่ได้และยังไม่มีกระบวนการรองรับคนไข้ที่เดินทางมา เพราะเป็นทางลัดที่ทำให้มีคนไข้จริงเข้ามาโดยไม่ต้องลงทุนล่วงหน้ามาก สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือใช้ช่วงนี้เรียนรู้ว่าคนไข้ถามอะไรและกังวลอะไร เพื่อเตรียมทำเองในอนาคต
หาคนไข้ต่างชาติเองต้องเริ่มจากอะไร
เริ่มจากสิ่งที่ถูกที่สุดก่อน คือทำให้ตอบภาษาของคนไข้ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ใส่ข้อมูลภาษาอังกฤษใน Google Business Profile และขอรีวิวจากคนไข้ต่างชาติที่คลินิกมีอยู่แล้ว จากนั้นค่อยสร้างหน้าเว็บภาษาเป้าหมายสำหรับหัตถการที่คนไข้กลุ่มนั้นมาทำจริงสองถึงสามอย่าง
วัดผลอย่างไรว่าควรเลิกใช้เอเจนซีหรือยัง
ดูสองตัวเลขทุกไตรมาส คือสัดส่วนรายได้จากคนไข้ต่างชาติที่มาผ่านเอเจนซีเทียบกับที่มาตรง และกำไรต่อรายหลังหักคอมมิชชั่นเทียบกับคนไข้ที่มาตรง เมื่อสัดส่วนที่มาตรงเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอและคลินิกรับมือได้เอง จึงค่อยลดการพึ่งพา โดยไม่จำเป็นต้องเลิกทันที
Jib OS