ผ่าตัดและหัตถการ โหลดแอป
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

ผ่าตัดลูกอัณฑะไม่ลงถุง

ผ่าตัดลูกอัณฑะไม่ลงถุง (Undescended-testicle surgery) คือการย้ายลูกอัณฑะที่ค้างอยู่ในขาหนีบหรือช่องท้องลงมาไว้และยึดในถุงอัณฑะ หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควรส่งประเมินโดยศัลยแพทย์เด็กหรือศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะเด็กเพื่อวางแผนรักษา โดยช่วงเวลาผ่าตัดขึ้นกับผลตรวจและสุขภาพของเด็ก เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่ตรวจติดตามได้และลดปัญหาที่อาจเกิดในระยะยาว แต่แพทย์ต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าเป็นอัณฑะไม่ลงถุงจริง ไม่ใช่อัณฑะหดขึ้นลงตามรีเฟล็กซ์

ประเด็นสำคัญ

  • การผ่าตัดนี้นำอัณฑะลงมายึดไว้ในถุงอัณฑะ แผลอาจอยู่ที่ขาหนีบ ถุงอัณฑะ หรือหน้าท้อง ขึ้นกับว่าแพทย์คลำพบอัณฑะหรือไม่และอัณฑะอยู่ตำแหน่งใด
  • หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุแก้ไขประมาณ 6 เดือน ควรส่งประเมินเพื่อวางแผนผ่าตัด โดยทั่วไปควรผ่าตัดภายในอายุประมาณ 12 เดือน และไม่ควรช้ากว่า 18 เดือนเมื่อสุขภาพเด็กเอื้อ กำหนดจริงให้ศัลยแพทย์พิจารณาตามตำแหน่งอัณฑะ สุขภาพ และความซับซ้อนของแต่ละราย
  • เด็กส่วนใหญ่ใช้การดมยาสลบและอาจกลับบ้านได้ในวันเดียว หากอาการคงที่ อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กมาก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือการผ่าตัดที่ซับซ้อนอาจต้องนอนโรงพยาบาลตามดุลยพินิจของทีมรักษา

ผ่าตัดลูกอัณฑะไม่ลงถุง คืออะไร

ลูกอัณฑะก่อตัวขึ้นภายในช่องท้องระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์ จากนั้นจะเคลื่อนผ่านขาหนีบลงสู่ถุงอัณฑะก่อนหรือใกล้ช่วงคลอด หากลูกอัณฑะข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างไม่อยู่ในถุงอัณฑะ เรียกว่า “ภาวะอัณฑะไม่ลงถุง” ตำแหน่งที่ค้างอาจอยู่ในขาหนีบ ช่องท้อง หรือบางครั้งอาจอยู่นอกเส้นทางปกติ

การผ่าตัดมีชื่อทางการว่า “การผ่าตัดนำอัณฑะที่ไม่ลงถุงเข้าสู่ถุงอัณฑะ” ศัลยแพทย์จะหาอัณฑะและเส้นเลือดที่มาเลี้ยง แยกเนื้อเยื่อที่รั้งอัณฑะไว้ แล้วนำอัณฑะลงสู่ถุงอัณฑะโดยไม่ให้เส้นเลือดตึง ก่อนเย็บยึดอัณฑะไว้ในช่องที่เตรียมไว้ใต้ผิวถุงอัณฑะ (Mayo Clinic)

หากมีไส้เลื่อนขาหนีบร่วมด้วย แพทย์มักซ่อมไส้เลื่อนในการผ่าตัดครั้งเดียวกัน เพราะช่องทางที่อัณฑะเคลื่อนผ่านอาจยังไม่ปิดสนิท

เหตุผลที่ไม่ควรปล่อยไว้นานโดยไม่มีการติดตาม ได้แก่

  • อัณฑะที่อยู่นอกถุงอัณฑะอาจเจริญและทำงานได้ไม่เหมาะสม
  • อาจกระทบศักยภาพด้านการมีบุตร โดยเฉพาะเมื่อเป็นทั้งสองข้าง
  • มีความเสี่ยงต่อการบิดขั้วอัณฑะ การบาดเจ็บ หรือไส้เลื่อนร่วมด้วย
  • ภาวะอัณฑะไม่ลงถุงสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะในอนาคต การผ่าตัดไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงนี้หายไปทั้งหมด แต่ทำให้อัณฑะอยู่ในตำแหน่งที่ตรวจติดตามได้ง่ายขึ้น

เป้าหมายของการผ่าตัดจึงไม่ใช่คำรับรองว่าจะป้องกันภาวะมีบุตรยากหรือมะเร็งได้ทั้งหมด แต่เป็นการจัดอัณฑะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ช่วยรักษาการทำงานเท่าที่เป็นไปได้ และทำให้ตรวจความผิดปกติในอนาคตได้สะดวกขึ้น

ก่อนวางแผนผ่าตัด แพทย์ต้องแยกภาวะนี้ออกจาก “อัณฑะหด” ซึ่งอัณฑะถูกกล้ามเนื้อดึงขึ้นจากถุงชั่วคราวเมื่อเด็กหนาว ตกใจ หรือถูกสัมผัส แพทย์มักสามารถค่อยๆ ดึงอัณฑะหดลงมาในถุงและอัณฑะจะอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง ภาวะนี้อาจยังไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องตรวจติดตาม เพราะอัณฑะบางลูกอาจเคลื่อนสูงขึ้นภายหลัง

ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

ผู้ที่มักได้รับการพิจารณาผ่าตัด

การผ่าตัดมักเหมาะกับเด็กที่ได้รับการตรวจยืนยันว่ามีภาวะต่อไปนี้

  • อัณฑะข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างไม่ลงในถุงอัณฑะ และยังไม่ลงมาเองหลังอายุประมาณ 6 เดือน
  • คลำพบอัณฑะอยู่ที่ขาหนีบ แต่ไม่สามารถนำลงมาอยู่ในถุงอัณฑะได้อย่างคงที่
  • ไม่สามารถคลำพบอัณฑะ จึงจำเป็นต้องผ่าตัดส่องกล้องหรือสำรวจเพื่อหาตำแหน่งและประเมินสภาพอัณฑะ
  • อัณฑะเคยอยู่ในถุง แต่ภายหลังเคลื่อนสูงขึ้นและไม่สามารถอยู่ในถุงได้ หรือที่เรียกว่าอัณฑะเคลื่อนขึ้นภายหลัง
  • มีไส้เลื่อนขาหนีบร่วมกับอัณฑะไม่ลงถุง ซึ่งแพทย์เห็นว่าควรแก้ไขพร้อมกัน

หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุแก้ไขประมาณ 6 เดือน ควรส่งประเมินเพื่อวางแผนผ่าตัด โดยทั่วไปควรผ่าตัดภายในอายุประมาณ 12 เดือน และไม่ควรช้ากว่า 18 เดือนเมื่อสุขภาพเด็กเอื้อ กำหนดจริงให้ศัลยแพทย์พิจารณาตามตำแหน่งอัณฑะ สุขภาพ และความซับซ้อนของแต่ละราย (Cleveland Clinic)

หากพบภาวะนี้ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ยังควรรับการประเมิน แต่ทางเลือกอาจต่างจากเด็กเล็ก แพทย์จะพิจารณาว่าอัณฑะอยู่ที่ใด มีขนาดและสภาพอย่างไร อีกข้างทำงานหรือไม่ รวมถึงความเสี่ยงระยะยาว ก่อนเลือกระหว่างการยึดอัณฑะ การตัดอัณฑะที่เสียหาย หรือการติดตาม

ผู้ที่อาจยังไม่ต้องผ่าตัดทันที

  • ทารกอายุน้อยที่อัณฑะยังมีโอกาสลงมาเอง แพทย์อาจนัดตรวจติดตามในช่วงเดือนแรก
  • เด็กที่เป็นอัณฑะหดและแพทย์สามารถนำอัณฑะลงสู่ถุงได้โดยไม่ตึง อาจใช้การตรวจติดตามแทนการผ่าตัด
  • หากสงสัยว่าอัณฑะเคลื่อนขึ้นภายหลัง ควรส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจยืนยันโดยไม่ชะลอ เพราะหากอัณฑะอยู่สูงถาวรอาจต้องผ่าตัด การตรวจซ้ำหรือเฝ้าติดตามควรทำตามแผนและกรอบเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนดเท่านั้น
  • เด็กที่มีไข้ การติดเชื้อทางเดินหายใจ อาการหอบ หรือสุขภาพยังไม่พร้อมต่อการดมยาสลบ อาจต้องเลื่อนการผ่าตัดแบบนัดหมายจนปลอดภัยกว่า
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดหรือโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ได้ ต้องประเมินและเตรียมพร้อมก่อน

หากทารกแรกเกิดคลำไม่พบอัณฑะทั้งสองข้าง หรือมีอวัยวะเพศภายนอกที่ลักษณะไม่ชัดเจน ไม่ควรรอเพียงนัดผ่าตัดตามปกติ แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนเพื่อหาความผิดปกติด้านฮอร์โมนหรือพันธุกรรมที่ต้องรักษาก่อน

โดยทั่วไป การตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญสำคัญกว่าการทำอัลตราซาวนด์หรือเอ็มอาร์ไอเพื่อหาอัณฑะ เพราะการตรวจภาพอาจไม่จำเป็นในเด็กหลายราย หากคลำไม่พบอัณฑะ การส่องกล้องสามารถใช้ค้นหาและรักษาในคราวเดียวได้

เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ทีมผ่าตัดจะตรวจประวัติและร่างกายเด็กอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าอัณฑะอยู่ข้างใด คลำได้หรือไม่ และมีไส้เลื่อนร่วมด้วยหรือไม่ ผู้ปกครองควรแจ้งหากเคยเห็นอัณฑะอยู่ในถุงเป็นบางครั้ง เพราะข้อมูลนี้ช่วยแยกอัณฑะไม่ลงถุงออกจากอัณฑะหด

การงดน้ำและอาหาร

การผ่าตัดมักใช้การดมยาสลบ เด็กจึงต้องงดอาหารและเครื่องดื่มตามเวลาที่วิสัญญีแพทย์กำหนด เวลางดจะแตกต่างกันระหว่างอาหารแข็ง นมผง นมแม่ และน้ำใส รวมทั้งอาจต่างกันตามอายุและแนวทางของแต่ละโรงพยาบาล

ให้ยึดคำสั่งจากโรงพยาบาลเป็นหลัก ไม่ควรใช้เวลางดอาหารจากบทความออนไลน์แทนคำสั่งเฉพาะราย หากเด็กกินหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งทีมรักษาตามจริง เพราะอาจต้องเลื่อนเวลาเพื่อป้องกันการสำลักระหว่างดมยาสลบ

ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

แจ้งรายชื่อยาทั้งหมดที่เด็กใช้ รวมถึงยาที่ซื้อเอง วิตามิน สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาบางกลุ่มอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกหรือมีผลต่อการดมยาสลบ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้อักเสบบางชนิด และสมุนไพรบางอย่าง (Cleveland Clinic)

ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้บอกว่าตัวใดควรใช้ต่อ ตัวใดควรหยุด และต้องหยุดเมื่อใด หากเด็กใช้ยารักษาเบาหวาน ยากันชัก สเตียรอยด์ หรือยาประจำอื่น ให้ถามเรื่องวิธีใช้ในวันผ่าตัดโดยตรง

เมื่อเด็กป่วยก่อนวันผ่าตัด

แจ้งโรงพยาบาลหากเด็กมีไข้ ไอมาก น้ำมูกมาก หายใจมีเสียงหวีด อาเจียน ท้องเสีย ผื่นติดเชื้อ หรือเพิ่งสัมผัสโรคติดต่อ ทีมรักษาจะพิจารณาว่าดมยาสลบได้อย่างปลอดภัยหรือควรเลื่อนนัด การเลื่อนในกรณีนี้เป็นมาตรการลดความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าโรคของเด็กแย่ลง

สิ่งที่ควรเตรียมไปโรงพยาบาล

  • บัตรประจำตัวและเอกสารสิทธิการรักษาของเด็ก
  • ใบนัด ใบส่งตัว และผลตรวจเดิม
  • รายชื่อยาและประวัติแพ้ยา
  • ข้อมูลโรคประจำตัว การผ่าตัด และปัญหาจากการดมยาสลบครั้งก่อน
  • เสื้อผ้าหลวม เปลี่ยนง่าย และผ้าอ้อมสำรองหากยังใช้
  • ของชิ้นเล็กที่ช่วยให้เด็กรู้สึกคุ้นเคย โดยตรวจข้อกำหนดของโรงพยาบาลก่อน

ก่อนลงนามยินยอม ผู้ปกครองควรถามว่าแพทย์คาดว่าอัณฑะอยู่ที่ใด จะใช้แผลแบบใด มีโอกาสต้องผ่าตัดมากกว่าหนึ่งระยะหรือไม่ และจะทำอย่างไรหากพบว่าอัณฑะฝ่อหรือไม่มีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอ

ขั้นตอนการผ่าตัด

วิธีผ่าตัดขึ้นกับว่าแพทย์คลำพบอัณฑะหรือไม่ และอัณฑะอยู่ต่ำพอที่จะนำลงมาได้ในครั้งเดียวหรือไม่

กรณีคลำพบอัณฑะที่ขาหนีบ

  • ดมยาสลบ

เด็กจะหลับและไม่รู้สึกเจ็บระหว่างผ่าตัด ทีมวิสัญญีติดตามการหายใจ ชีพจร ความดัน และระดับออกซิเจนตลอดการผ่าตัด

  • เปิดแผลเพื่อหาอัณฑะ

ศัลยแพทย์เปิดแผลเล็กบริเวณขาหนีบ หรือเลือกเข้าทางถุงอัณฑะในบางตำแหน่ง แล้วหาอัณฑะ หลอดเลือด และท่อนำอสุจิ

  • เลาะเนื้อเยื่อที่รั้งอัณฑะ

แพทย์แยกพังผืดและเนื้อเยื่อโดยระวังเส้นเลือดกับท่อนำอสุจิ เพื่อให้อัณฑะเคลื่อนลงได้โดยไม่ตึง

  • ซ่อมไส้เลื่อนหากพบร่วมกัน

หากมีช่องเชื่อมจากช่องท้องหรือถุงไส้เลื่อน แพทย์จะปิดในคราวเดียวกัน (Mayo Clinic)

  • สร้างช่องในถุงอัณฑะ

แพทย์เปิดแผลเล็กที่ถุงอัณฑะและสร้างช่องใต้ผิวหนังสำหรับวางอัณฑะ

  • นำอัณฑะลงและยึดไว้

อัณฑะจะถูกดึงลงอย่างนุ่มนวล ตรวจว่าไม่มีการบิดหรือตึงของเส้นเลือด แล้วเย็บยึดในตำแหน่งที่เหมาะสม

  • ปิดแผล

มักใช้ไหมละลาย จากนั้นปิดด้วยกาวปิดแผล ผ้าก๊อซ หรือวัสดุปิดแผลตามวิธีของศัลยแพทย์

กรณีคลำไม่พบอัณฑะ

ศัลยแพทย์อาจใช้การผ่าตัดส่องกล้องผ่านแผลเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อดูว่าอัณฑะอยู่ในช่องท้องหรือไม่ วิธีนี้ช่วยประเมินตำแหน่ง ขนาด และความยาวของเส้นเลือดที่เลี้ยงอัณฑะ

สิ่งที่อาจพบ ได้แก่

  • อัณฑะอยู่ในช่องท้องและนำลงถุงได้ในครั้งเดียว
  • อัณฑะอยู่สูงหรือเส้นเลือดสั้น จึงอาจต้องใช้เทคนิคเฉพาะหรือแบ่งผ่าตัดมากกว่าหนึ่งระยะ
  • พบเพียงเนื้อเยื่ออัณฑะที่ฝ่อหรือเสียหายมาก ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ตัดออก
  • ไม่พบอัณฑะ หรือพบหลักฐานว่าอัณฑะหยุดพัฒนาไปแล้ว

ผู้ปกครองควรคุยกับศัลยแพทย์ล่วงหน้าว่าขอบเขตความยินยอมครอบคลุมการตัดเนื้อเยื่อที่เสียหายหรือไม่ และหากจำเป็นต้องทำมากกว่าหนึ่งระยะจะวางแผนอย่างไร การใส่อัณฑะเทียมไม่จำเป็นต้องทำในการผ่าตัดครั้งแรกเสมอไป และเป็นการตัดสินใจแยกต่างหากโดยคำนึงถึงอายุและความต้องการในอนาคต

หลังผ่าตัด เด็กจะถูกย้ายไปห้องพักฟื้น ทีมรักษาจะเฝ้าดูการหายใจ ระดับความรู้สึกตัว อาการปวด คลื่นไส้ และแผล เมื่อเด็กตื่นดี ดื่มได้ตามเกณฑ์ ปัสสาวะได้หากทีมรักษากำหนด และไม่มีภาวะแทรกซ้อน จึงพิจารณาให้กลับบ้าน

ใช้เวลานานแค่ไหน

ระยะเวลาผ่าตัดแตกต่างกันมากตามตำแหน่งและจำนวนอัณฑะ เทคนิคที่ใช้ การซ่อมไส้เลื่อนร่วม และสิ่งที่พบระหว่างผ่าตัด ควรถามทีมผ่าตัดถึงเวลาที่คาดหมายในผู้ป่วยแต่ละราย

เวลาที่อยู่ในห้องผ่าตัดไม่เท่ากับเวลาทั้งหมดในโรงพยาบาล ยังมีช่วงลงทะเบียน เตรียมดมยาสลบ รอผ่าตัด และพักฟื้นหลังผ่าตัด แหล่งอ้างอิงหนึ่งระบุว่ามักเฝ้าดูในห้องพักฟื้นประมาณสองชั่วโมง แต่แนวทางของโรงพยาบาลในไทยอาจแตกต่างกัน (Cleveland Clinic)

การผ่าตัดส่วนใหญ่ใช้ การดมยาสลบ เพราะผู้ป่วยมักเป็นเด็กเล็กและต้องอยู่นิ่ง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์อาจใช้การระงับปวดเฉพาะบริเวณร่วมด้วยเพื่อลดอาการปวดหลังตื่น

เด็กจำนวนมากอาจกลับบ้านได้ในวันเดียวกันหากฟื้นดี แต่การพักค้างคืนอาจเหมาะกับเด็กเล็กมาก ผู้ที่มีโรคประจำตัว การผ่าตัดหลายขั้นตอน หรือผู้ที่ยังมีอาการคลื่นไส้ ปวด หรือดื่มไม่ได้ แพทย์จะตัดสินจากอาการหลังผ่าตัด ไม่ใช่จากระยะเวลาผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

พักฟื้นนานแค่ไหน

การฟื้นตัวมีหลายช่วงและขึ้นกับอายุ วิธีผ่าตัด จำนวนข้าง และสุขภาพโดยรวม คำแนะนำจากศัลยแพทย์ที่เห็นแผลจริงสำคัญที่สุด

ช่วงเวลาโดยทั่วไปสิ่งที่อาจพบการดูแลและกิจกรรม
วันแรกถึง 2-3 วันง่วง คลื่นไส้เล็กน้อย ปวดตึง บวม หรือช้ำบริเวณขาหนีบและถุงอัณฑะพัก ดื่มน้ำและเริ่มอาหารตามที่ทีมรักษาแนะนำ ใช้ยาตามใบสั่ง
ประมาณ 3-7 วันอาการปวดมักค่อยๆ ลดลง แผลยังไวต่อการสัมผัสเดินและทำกิจกรรมเบาได้ตามสบาย หลีกเลี่ยงการกดหรือคร่อมบริเวณแผล
ประมาณ 1-2 สัปดาห์เด็กจำนวนมากกลับไปทำกิจวัตรหรือไปโรงเรียนได้ หากเดินสะดวกและไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วงวันกลับโรงเรียนขึ้นกับชนิดแผล อาการ และลักษณะกิจกรรม
หลายสัปดาห์แรกเนื้อเยื่อภายในยังสมาน แม้ภายนอกดูดีขึ้นงดจักรยาน ของเล่นแบบคร่อม กีฬา กระโดด และการปะทะจนศัลยแพทย์อนุญาต
ระยะติดตามแพทย์ตรวจตำแหน่ง ขนาด และการเจริญของอัณฑะมาตามนัด แม้เด็กไม่มีอาการผิดปกติ

ตัวเลขในตารางเป็นกรอบทั่วไป ไม่ใช่คำสั่งเฉพาะราย เด็กที่ผ่าตัดส่องกล้อง ผ่าตัดสองข้าง หรือผ่าตัดหลายระยะอาจฟื้นต่างออกไป

แผลบวมเล็กน้อยหรือมีรอยช้ำอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงแรก ถุงอัณฑะอาจดูไม่สมมาตรทันทีหลังผ่าตัด เพราะมีอาการบวมและอัณฑะต้องใช้เวลาอยู่ในตำแหน่งใหม่ อย่าพยายามคลำ บีบ หรือดันอัณฑะเอง

เรื่องอาบน้ำและการดูแลผ้าปิดแผลขึ้นกับชนิดกาว ไหม และวัสดุปิดแผล ให้ทำตามเอกสารจำหน่ายของโรงพยาบาล ไม่ควรแช่น้ำหรือว่ายน้ำจนกว่าแผลปิดดีและแพทย์อนุญาต

หากเด็กยังใส่ผ้าอ้อม ให้เปลี่ยนเมื่อเปียกหรือสกปรกและทำความสะอาดอย่างเบามือ เสื้อผ้าควรหลวมเพื่อลดการเสียดสี ไม่ควรทาแป้ง ครีม สมุนไพร หรือยาที่ไม่ได้รับคำแนะนำลงบนแผล

เด็กโตอาจกังวลเรื่องรูปร่างของถุงอัณฑะ ควรอธิบายด้วยภาษาตรงไปตรงมาตามวัยว่าแพทย์ย้ายอัณฑะมาไว้ในตำแหน่งที่ตรวจได้ง่ายขึ้น และต้องมีการติดตามต่อไป ไม่ควรให้คำรับรองเรื่องการมีบุตรในอนาคตโดยไม่มีผลประเมินรองรับ

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยง แม้ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดกับเด็กส่วนใหญ่ ความเสี่ยงเฉพาะรายขึ้นกับตำแหน่งและสภาพของอัณฑะ ความยาวของเส้นเลือด การผ่าตัดเดิม โรคประจำตัว และเทคนิคที่ใช้

ความเสี่ยงทั่วไปจากการผ่าตัดและดมยาสลบ

  • ปวด บวม หรือช้ำ
  • เลือดออกหรือเลือดคั่ง
  • แผลติดเชื้อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือเจ็บคอหลังดมยาสลบ
  • แพ้ยาหรือมีปัญหาด้านการหายใจ ซึ่งทีมวิสัญญีจะเฝ้าระวัง
  • แผลเป็นหรือการสมานแผลผิดปกติ

ความเสี่ยงเฉพาะของการผ่าตัดอัณฑะ

  • อัณฑะเคลื่อนกลับสูงขึ้น อาจเกิดเมื่ออัณฑะอยู่ภายใต้แรงตึงหรือเนื้อเยื่อสมานตัวดึงรั้ง บางรายอาจต้องผ่าตัดซ้ำ
  • เลือดไปเลี้ยงอัณฑะไม่เพียงพอ หากหลอดเลือดเสียหายหรือสั้นมาก อัณฑะอาจฝ่อภายหลัง ความเสี่ยงมักเกี่ยวข้องกับตำแหน่งอัณฑะและความซับซ้อนของการเลาะ
  • ท่อนำอสุจิหรือหลอดเลือดบาดเจ็บ โครงสร้างเหล่านี้มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะในเด็ก
  • อัณฑะอยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสม เช่น อยู่สูงกว่าที่คาดหรืออยู่ภายใต้ผิวหนังตื้นเกินไป
  • ไส้เลื่อนหรือถุงน้ำบริเวณอัณฑะ อาจยังคงอยู่หรือเกิดภายหลัง แม้แพทย์จะซ่อมช่องทางที่พบระหว่างผ่าตัด
  • ต้องผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะเมื่ออัณฑะอยู่สูงในช่องท้องหรือเส้นเลือดสั้น
  • พบว่าอัณฑะไม่สามารถเก็บไว้ได้ หากอัณฑะฝ่อ เสียหาย หรือไม่มีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอ แพทย์อาจจำเป็นต้องตัดออก (Mayo Clinic)

การผ่าตัดไม่ได้รับประกันการทำงานของอัณฑะ การผลิตฮอร์โมน ความสามารถในการมีบุตร หรือการป้องกันมะเร็ง อัณฑะที่ผิดปกติมาตั้งแต่ต้นอาจยังมีการทำงานจำกัดแม้นำลงถุงได้สำเร็จ และความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะไม่ได้หายไปทั้งหมดหลังผ่าตัด

เด็กจึงยังต้องได้รับการตรวจติดตาม เมื่อเข้าสู่วัยที่เหมาะสม แพทย์อาจสอนการสังเกตอัณฑะด้วยตนเองและบอกอาการที่ควรมาตรวจ ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กรู้สึกกลัว แต่ควรให้ความรู้ตามวัยอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

ติดต่อโรงพยาบาลหรือกลับไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการต่อไปนี้

  • หายใจลำบาก หายใจมีเสียงผิดปกติ ปลุกไม่ตื่น หรือซึมลงมากหลังดมยาสลบ
  • เลือดออกจากแผลไม่หยุด หรือผ้าปิดแผลชุ่มเลือดเพิ่มขึ้น
  • ถุงอัณฑะหรือขาหนีบบวมเร็ว ตึงมาก สีคล้ำผิดปกติ หรือปวดรุนแรงขึ้น
  • ปวดมากแม้ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง หรือเด็กกรีดร้องต่อเนื่องและปลอบไม่ได้
  • ไข้ร่วมกับแผลแดง ร้อน บวมมาก มีหนอง หรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • แผลแยก หรือเห็นเนื้อเยื่อโผล่ออกจากแผล
  • อาเจียนซ้ำ ดื่มไม่ได้ หรือมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยผิดปกติ
  • ปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะเจ็บมาก หรือมีเลือดในปัสสาวะ
  • มีผื่นทั่วตัว หน้าหรือริมฝีปากบวม ซึ่งอาจเป็นอาการแพ้ยา
  • สงสัยว่าอัณฑะไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมหลังผ่าตัด โดยไม่ควรพยายามดันกลับเอง

หากเด็กมีอาการปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะเฉียบพลัน บวม คลื่นไส้ หรืออาเจียน ไม่ว่าจะเคยผ่าตัดหรือไม่ ควรไปห้องฉุกเฉิน เพราะต้องแยกภาวะอัณฑะบิดขั้วซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงอัณฑะลดลงและต้องรักษาเร่งด่วน (Cleveland Clinic)

ทางเลือกอื่น

ทางเลือกขึ้นกับว่าเป็นอัณฑะไม่ลงถุงจริงหรือไม่ อายุของเด็ก และตำแหน่งอัณฑะ การเฝ้ารอไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน แต่การผ่าตัดก็ไม่จำเป็นสำหรับเด็กทุกคนที่คลำอัณฑะไม่พบในครั้งเดียว

เฝ้าติดตามในช่วงแรกของชีวิต

อัณฑะของทารกบางรายอาจลงมาเองในช่วงเดือนแรก แพทย์จึงอาจตรวจติดตามก่อน หากยังไม่ลงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน โอกาสลงเองจะน้อยลงและควรส่งประเมินเพื่อวางแผนรักษา (Mayo Clinic)

ติดตามอัณฑะหด

หากแพทย์นำอัณฑะลงในถุงได้และอัณฑะอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง อาจเป็นอัณฑะหด ภาวะนี้มักติดตามด้วยการตรวจเป็นระยะ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทันที แต่หากต่อมาอัณฑะอยู่สูงถาวร อาจต้องประเมินใหม่

ติดตามอัณฑะที่เคลื่อนขึ้นภายหลังบางราย

หากสงสัยว่าอัณฑะเคลื่อนขึ้นภายหลัง ควรส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจยืนยันโดยไม่ชะลอ เพราะหากอัณฑะอยู่สูงถาวรอาจต้องผ่าตัด การตรวจซ้ำหรือเฝ้าติดตามควรทำตามแผนและกรอบเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนดเท่านั้น

การรักษาด้วยฮอร์โมน

มีการใช้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้อัณฑะเคลื่อนลง แต่แหล่งอ้างอิงระบุว่ามักไม่ใช่ทางเลือกหลัก เพราะได้ผลน้อยกว่าการผ่าตัด ความเหมาะสมขึ้นกับการวินิจฉัยและแนวทางของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือใช้ฮอร์โมนเอง

เทคนิคผ่าตัดอื่น

หากอัณฑะอยู่ในช่องท้องสูงหรือเส้นเลือดสั้น แพทย์อาจเลือกการผ่าตัดส่องกล้อง เทคนิคย้ายอัณฑะแบบเฉพาะ หรือการผ่าตัดแบ่งเป็นหลายระยะ หากอัณฑะเสียหายมากอาจต้องตัดออกแทนการย้ายลง การตัดสินใจขึ้นกับสิ่งที่พบระหว่างผ่าตัดและสภาพของอัณฑะอีกข้าง

อัณฑะเทียมช่วยเรื่องรูปลักษณ์ของถุงอัณฑะ แต่ไม่สร้างฮอร์โมนหรืออสุจิ และไม่จำเป็นต้องใส่พร้อมการผ่าตัดครั้งแรกเสมอไป

สิทธิการรักษา

สิทธิครอบคลุมหรือเงื่อนไขการส่งต่ออาจเปลี่ยนตามการวินิจฉัย สถานพยาบาลต้นสังกัด และข้อกำหนดในช่วงเวลาที่รับบริการ ควรตรวจสอบก่อนวันผ่าตัด โดยเตรียมผลตรวจ ใบนัด และเอกสารของเด็กให้ครบ

บัตรทอง

เริ่มติดต่อหน่วยบริการประจำของเด็กเพื่อขอรับการตรวจและส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่มีศัลยแพทย์เด็กหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ถามให้ชัดว่า

  • ต้องมีใบส่งตัวหรือไม่
  • การตรวจวิสัญญีและการตรวจเพิ่มเติมอยู่ในเส้นทางเดียวกันหรือไม่
  • หากต้องผ่าตัดมากกว่าหนึ่งระยะ ต้องออกใบส่งตัวใหม่หรือไม่
  • ยาและการติดตามหลังผ่าตัดรับที่ใด

กรณีฉุกเฉิน เช่น ปวดถุงอัณฑะเฉียบพลัน ไม่ควรรอขั้นตอนนัดหมาย ให้ไปห้องฉุกเฉินเพื่อประเมินก่อน

ประกันสังคม

ตรวจสอบสถานพยาบาลตามสิทธิและขั้นตอนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับการรักษาเป็นบุตรซึ่งอาจใช้สิทธิคนละระบบกับผู้ปกครอง ควรถามหน่วยสิทธิของโรงพยาบาลว่าต้องใช้สิทธิใดและต้องมีเอกสารรับรองอะไรบ้าง

สวัสดิการข้าราชการหรือสิทธิหน่วยงาน

สอบถามโรงพยาบาลต้นสังกัดและหน่วยงานผู้ดูแลสิทธิว่าใช้การเบิกตรงได้หรือไม่ ต้องมีใบส่งตัวหรือการอนุมัติล่วงหน้าหรือไม่ และอุปกรณ์หรือบริการใดต้องพิจารณาแยกต่างหาก

ประกันสุขภาพเอกชน

ให้บริษัทประกันตรวจสอบความคุ้มครองจากคำวินิจฉัยและแผนการผ่าตัดก่อนเข้ารักษา ประเด็นที่ควรถาม ได้แก่

  • ภาวะที่เป็นมาแต่กำเนิดอยู่ในความคุ้มครองหรือข้อยกเว้นหรือไม่
  • มีระยะรอคอยหรือเงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อนหรือไม่
  • ต้องขออนุมัติก่อนผ่าตัดหรือใช้หนังสือรับรองการชำระหรือไม่
  • คุ้มครองการผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียว การพักค้างคืน และการผ่าตัดหลายระยะอย่างไร
  • ต้องส่งเวชระเบียน ผลตรวจ หรือรายงานจากศัลยแพทย์อะไรบ้าง

ควรขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อทำได้ เพราะการอนุมัติขึ้นกับเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับ ไม่ใช่ชื่อการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

คำถามที่พบบ่อย

ผ่าตัดลูกอัณฑะไม่ลงถุงจำเป็นทุกคนไหม

ไม่จำเป็นทุกคน เพราะทารกบางรายอัณฑะอาจลงเองในช่วงเดือนแรก และเด็กที่เป็นอัณฑะหดอาจใช้การติดตามแทนการผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและวางแผนรักษา (Mayo Clinic)

ควรผ่าตัดตอนอายุเท่าไร

หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุแก้ไขประมาณ 6 เดือน ควรส่งประเมินเพื่อวางแผนผ่าตัด โดยทั่วไปควรผ่าตัดภายในอายุประมาณ 12 เดือน และไม่ควรช้ากว่า 18 เดือนเมื่อสุขภาพเด็กเอื้อ กำหนดจริงให้ศัลยแพทย์พิจารณาตามตำแหน่งอัณฑะ สุขภาพ และความซับซ้อนของแต่ละราย (Cleveland Clinic) หากพบช้ากว่านั้นยังควรรับการประเมิน ไม่ควรสรุปว่าเลยเวลารักษาแล้ว

ถ้าคลำอัณฑะไม่พบ ต้องทำอัลตราซาวนด์ก่อนหรือไม่

เด็กหลายรายไม่จำเป็นต้องทำอัลตราซาวนด์ก่อน เพราะการตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญและการส่องกล้องอาจให้ข้อมูลที่ใช้รักษาได้มากกว่า แพทย์จะสั่งตรวจภาพเมื่อมีเหตุผลเฉพาะ ไม่ควรยึดผลอัลตราซาวนด์เพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันว่าไม่มีอัณฑะ

การผ่าตัดใช้วิธีดมยาสลบหรือไม่

โดยทั่วไปใช้การดมยาสลบ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กและต้องอยู่นิ่งระหว่างผ่าตัด อาจมีการระงับปวดเฉพาะบริเวณร่วมด้วย โดยวิสัญญีแพทย์จะเลือกวิธีตามอายุ น้ำหนัก สุขภาพ และชนิดการผ่าตัด

ต้องนอนโรงพยาบาลกี่คืน

เด็กจำนวนมากอาจกลับบ้านได้ในวันเดียวกันเมื่อฟื้นดี แต่บางรายอาจต้องพักค้างคืน ขึ้นกับอายุ โรคประจำตัว วิธีผ่าตัด และอาการหลังดมยาสลบ โรงพยาบาลจะประเมินความพร้อมก่อนให้กลับบ้าน

ต้องผ่าตัดกี่แผล

กรณีอัณฑะอยู่ที่ขาหนีบมักมีแผลบริเวณขาหนีบและถุงอัณฑะ หรืออาจใช้แผลที่ถุงอัณฑะตามตำแหน่ง หากคลำไม่พบอาจมีแผลเล็กหลายจุดสำหรับการส่องกล้อง จำนวนแผลจริงขึ้นกับสิ่งที่พบและเทคนิคของศัลยแพทย์

มีโอกาสต้องผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้งไหม

มีได้ โดยเฉพาะเมื่ออัณฑะอยู่สูงในช่องท้อง เส้นเลือดที่มาเลี้ยงสั้น หรืออัณฑะเคลื่อนกลับสูงขึ้นหลังผ่าตัด ศัลยแพทย์ควรอธิบายโอกาสนี้ก่อนการรักษาและแจ้งผลหลังผ่าตัดว่าต้องติดตามเรื่องใด

ถ้าพบว่าอัณฑะฝ่อ แพทย์จะทำอย่างไร

แพทย์จะประเมินว่าอัณฑะมีเนื้อเยื่อและเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหรือไม่ หากเสียหายมากอาจจำเป็นต้องตัดออกแทนการย้ายลง ผู้ปกครองควรถามเรื่องขอบเขตความยินยอมก่อนผ่าตัด โดยเฉพาะกรณีที่คลำอัณฑะไม่พบ

มีลูกอัณฑะข้างเดียวจะเข้าสู่วัยรุ่นได้ไหม

อัณฑะที่แข็งแรงเพียงข้างเดียวมักสามารถสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเข้าสู่วัยรุ่นได้ แต่ต้องติดตามการเจริญเติบโตและการทำงานเป็นรายบุคคล หากไม่มีอัณฑะที่ทำงานได้ แพทย์อาจส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนเพื่อวางแผนรักษา

ผ่าตัดแล้วมีบุตรได้ตามปกติหรือไม่

การผ่าตัดช่วยนำอัณฑะไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แต่ไม่สามารถรับประกันการมีบุตรในอนาคตได้ ผลขึ้นกับว่าเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง สภาพอัณฑะเดิม อายุที่รักษา และปัจจัยอื่น การผ่าตัดสองข้างมักต้องติดตามเรื่องการทำงานของอัณฑะใกล้ชิดกว่า

ผ่าตัดแล้วความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะหายไปไหม

ไม่หายไปทั้งหมด การนำอัณฑะลงถุงช่วยให้ตรวจและสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น แต่ผู้ที่เคยมีภาวะอัณฑะไม่ลงถุงยังควรได้รับการติดตาม เมื่อเด็กโตพอ แพทย์จะอธิบายการสังเกตความผิดปกติด้วยตนเองอย่างเหมาะสมตามวัย

เด็กกลับไปโรงเรียนได้เมื่อไร

เด็กจำนวนมากอาจกลับไปโรงเรียนได้ภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ หากเดินสะดวก แผลไม่มีปัญหา และไม่ต้องทำกิจกรรมหนัก ระยะจริงขึ้นกับวิธีผ่าตัดและคำแนะนำของศัลยแพทย์ กีฬา จักรยาน และกิจกรรมแบบคร่อมหรือปะทะมักต้องงดนานกว่าการเรียนในห้อง

แผลบวมและถุงอัณฑะช้ำเป็นเรื่องปกติไหม

อาการบวมและช้ำเล็กน้อยในช่วงแรกพบได้ แต่ควรค่อยๆ ดีขึ้น หากบวมเร็ว ตึงมาก สีคล้ำ ปวดเพิ่ม มีไข้ หรือมีหนอง ต้องติดต่อโรงพยาบาลทันที ไม่ควรนวดหรือดันอัณฑะเอง

อัณฑะหดต่างจากอัณฑะไม่ลงถุงอย่างไร

อัณฑะหดมักถูกนำลงถุงได้ค่อนข้างง่ายและอยู่ได้ชั่วคราว ส่วนอัณฑะไม่ลงถุงมักนำลงไม่ได้ อยู่ไม่คงที่ หรือมีแรงตึง การแยกสองภาวะนี้ต้องอาศัยการตรวจในห้องที่อุ่นและเด็กผ่อนคลาย ไม่ควรวินิจฉัยจากการคลำที่บ้านเพียงครั้งเดียว

หากเด็กปวดถุงอัณฑะเฉียบพลันควรรอนัดหรือไม่

ไม่ควรรอนัด เพราะอาการปวดเฉียบพลันร่วมกับบวม คลื่นไส้ หรืออาเจียนอาจเป็นภาวะอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งต้องประเมินอย่างเร่งด่วน ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที แม้เด็กเคยได้รับการผ่าตัดยึดอัณฑะแล้วก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

HDcare ช่วยคุณหาแพทย์และโรงพยาบาลที่เหมาะกับการผ่าตัดที่ต้องการ

ทีมงานช่วยประสานงานนัดหมาย เตรียมเอกสาร และติดตามผลหลังผ่าตัด

HDcare เป็นผู้ให้บริการประสานงาน ไม่ใช่สถานพยาบาล และไม่ได้ให้การรักษาโดยตรง

ภาพแพทย์และพยาบาลในหน้านี้เป็นภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่บุคลากรจริงของ HDcare หรือโรงพยาบาลในเครือข่าย

© 2026 HDmall · HDcare เป็นผู้ให้บริการประสานงาน ไม่ใช่สถานพยาบาล

ภาพประกอบสร้างด้วย AIภาพประกอบ AI
ปรึกษาทีม HDcare ทางไลน์

HDcare ช่วยประสานงานนัดหมาย เปรียบเทียบทางเลือก และดูแลตลอดการรักษาช่วยนัดหมาย เทียบทางเลือก และดูแลตลอดการรักษาช่วยนัดหมาย และดูแลตลอดการรักษา