ผ่าตัดและหัตถการ โหลดแอป
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

การผ่าตัดกระดูกโกลนในหู

การผ่าตัดกระดูกโกลนในหู (Stapedectomy) คือการนำกระดูกโกลนที่ขยับไม่ได้ออกบางส่วนหรือทั้งหมด แล้วใส่กระดูกเทียมขนาดเล็กเพื่อช่วยส่งเสียงเข้าสู่หูชั้นใน ใช้รักษาการได้ยินแบบการนำเสียงบกพร่องจากโรคหินปูนเกาะกระดูกหู โดยแพทย์จะพิจารณาจากผลตรวจการได้ยิน สุขภาพของหู และความต้องการของคุณ ไม่ใช่ผู้ที่ได้ยินลดลงทุกคนต้องผ่าตัด

ประเด็นสำคัญ

  • การผ่าตัดนี้เหมาะกับผู้ที่กระดูกโกลนในหูชั้นกลางติดแข็งจากโรคหินปูนเกาะกระดูกหู จนเสียงส่งต่อเข้าสู่หูชั้นในได้ไม่ดี ต้องยืนยันด้วยการตรวจหูและการตรวจการได้ยินก่อน
  • ระหว่างผ่าตัด แพทย์ยกเยื่อแก้วหู เข้าถึงกระดูกหูชั้นกลาง นำกระดูกโกลนส่วนที่มีปัญหาออกหรือเปิดรูขนาดเล็ก แล้ววางกระดูกเทียมเพื่อถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนของเสียง
  • ในประเทศไทยอาจเป็นการผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียวหรือรับไว้ในโรงพยาบาล ขึ้นกับโรงพยาบาล ชนิดยาระงับความรู้สึก อาการหลังผ่าตัด โรคประจำตัว และดุลยพินิจของทีมรักษา การได้ยินมักไม่ชัดขึ้นทันที หูอาจอื้อหรือรู้สึกตันในช่วงแรก และต้องหลีกเลี่ยงน้ำ การสั่งน้ำมูกแรง การยกของหนัก และการเปลี่ยนความดันจนกว่าแพทย์จะอนุญาต

การผ่าตัดกระดูกโกลนในหู คืออะไร

กระดูกโกลนเป็นหนึ่งในกระดูกชิ้นเล็กสามชิ้นภายในหูชั้นกลาง อยู่ถัดจากกระดูกค้อนและกระดูกทั่ง หน้าที่ของกระดูกทั้งสามคือรับแรงสั่นจากเยื่อแก้วหูและส่งต่อไปยังหูชั้นใน เพื่อให้สมองแปลเป็นเสียง

ในโรคหินปูนเกาะกระดูกหู เนื้อกระดูกรอบกระดูกโกลนเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกระดูกโกลนค่อยๆ ติดแข็งและสั่นได้น้อยลง เสียงจึงเดินทางผ่านหูชั้นกลางได้ไม่ดี ภาวะนี้เรียกว่า “การได้ยินแบบการนำเสียงบกพร่อง” ผู้ป่วยอาจได้ยินเสียงพูดเบาลง ฟังเสียงต่ำลำบาก มีเสียงดังในหู หรือได้ยินลดลงทีละน้อย (Cleveland Clinic)

การผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อสร้างทางส่งแรงสั่นสะเทือนใหม่ แพทย์อาจนำส่วนบนของกระดูกโกลนออก โดยเหลือฐานไว้และเปิดรูเล็กๆ ที่ฐาน หรืออาจนำกระดูกส่วนที่ติดแข็งออกตามความเหมาะสม จากนั้นใส่กระดูกเทียมขนาดเล็กเชื่อมกับกระดูกทั่ง เพื่อส่งแรงสั่นเข้าสู่หูชั้นใน

ชื่อทางการของหัตถการนี้คือการผ่าตัดเอากระดูกโกลนออกและใส่กระดูกเทียม อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่ใช้จริงอาจเป็นการเปิดรูเล็กที่ฐานกระดูกแทนการนำฐานทั้งหมดออก แพทย์จะเลือกตามลักษณะภายในหู ประสบการณ์ในการผ่าตัด และสิ่งที่พบระหว่างผ่าตัด

การผ่าตัดมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยการได้ยินส่วนที่เสียจากการนำเสียง แต่ไม่สามารถแก้ความเสียหายของประสาทหูที่มีอยู่เดิมได้ทั้งหมด หากผลตรวจพบทั้งการนำเสียงบกพร่องและประสาทหูเสื่อม ผลที่คาดหวังจึงต่างจากผู้ที่มีปัญหาเฉพาะกระดูกโกลน

ก่อนตัดสินใจ คุณควรเข้าใจทั้งประโยชน์ที่คาดหวัง ทางเลือกในการใช้เครื่องช่วยฟัง และความเสี่ยงที่อาจทำให้การได้ยินไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง การเลือกไม่ผ่าตัดไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเครื่องช่วยฟังช่วยให้สื่อสารและใช้ชีวิตได้เพียงพอ

ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

ผู้ที่อาจเหมาะกับการผ่าตัด

แพทย์อาจเสนอการผ่าตัดเมื่อมีข้อมูลสอดคล้องกันหลายด้าน ได้แก่

  • มีการได้ยินลดลงแบบการนำเสียงบกพร่อง ซึ่งผลตรวจสนับสนุนว่าปัญหาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของกระดูกหูชั้นกลาง
  • ตรวจพบหรือสงสัยโรคหินปูนเกาะกระดูกหู โดยกระดูกโกลนติดแข็งและส่งเสียงได้ไม่ดี
  • เยื่อแก้วหูและช่องหูอยู่ในสภาพที่ผ่าตัดได้ และไม่มีการติดเชื้อที่กำลังรุนแรง
  • หูชั้นในยังมีความสามารถรับเสียงเพียงพอที่จะคาดหวังประโยชน์จากการแก้ระบบนำเสียง
  • การได้ยินลดลงรบกวนการสนทนา การทำงาน การเรียน หรือกิจวัตรประจำวัน
  • เข้าใจว่าการผ่าตัดอาจช่วยลดการพึ่งเครื่องช่วยฟัง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเลิกใช้เครื่องได้ในทุกคน

การประเมินมักประกอบด้วยการซักอาการ ตรวจช่องหูและเยื่อแก้วหู ตรวจการได้ยินด้วยเสียงหลายระดับ วัดการทำงานของหูชั้นกลาง และใช้ส้อมเสียงเปรียบเทียบการได้ยินผ่านอากาศกับผ่านกระดูก บางคนอาจได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูกระดูกและโครงสร้างภายในหู หากการวินิจฉัยไม่ชัดหรือแพทย์ต้องการวางแผนผ่าตัดเพิ่มเติม (Cleveland Clinic)

หากมีปัญหาทั้งสองข้าง แพทย์มักประเมินทีละข้างและหารือว่าจะเริ่มที่หูข้างใด การตัดสินใจขึ้นกับระดับการได้ยิน ความสามารถของประสาทหู งานที่ทำ และความจำเป็นในการใช้หูอีกข้างระหว่างพักฟื้น

ผู้ที่อาจยังไม่ควรผ่าตัด

การผ่าตัดอาจไม่ใช่คำตอบแรกในกรณีต่อไปนี้

  • การได้ยินลดลงเพียงเล็กน้อยและยังไม่กระทบการใช้ชีวิต
  • ใช้เครื่องช่วยฟังแล้วได้ผลดี และต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการผ่าตัด
  • สาเหตุของการได้ยินลดลงยังไม่ชัด หรือผลตรวจไม่สอดคล้องกับกระดูกโกลนติดแข็ง
  • มีการติดเชื้อในหู มีน้ำไหลจากหู หรือมีโรคของหูชั้นกลางที่ควรรักษาก่อน
  • ประสาทหูเสื่อมมากจนการแก้ระบบนำเสียงอาจให้ประโยชน์จำกัด
  • มีปัญหาการทรงตัวหรือโรคหูชั้นในบางชนิดที่ต้องประเมินเพิ่มเติม
  • สุขภาพโดยรวมยังไม่พร้อมต่อยาระงับความรู้สึกหรือการผ่าตัด
  • ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อจำกัดหลังผ่าตัด เช่น ต้องเดินทางทางอากาศหรือยกของหนักในช่วงพักฟื้น
  • หูข้างที่จะผ่าตัดเป็นหูข้างเดียวที่ยังได้ยินใช้งานได้ ซึ่งต้องประเมินความจำเป็น ทางเลือกเครื่องช่วยฟัง และความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินถาวรกับศัลยแพทย์หูโดยละเอียด โดยทั่วไปไม่ควรตัดสินใจจากข้อมูลทั่วไปเพียงอย่างเดียว

การตั้งครรภ์ โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือการใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ไม่ได้หมายความว่าผ่าตัดไม่ได้เสมอไป แต่ต้องวางแผนเป็นรายบุคคล แพทย์หู คอ จมูกและวิสัญญีแพทย์จะพิจารณาว่าควรเลื่อน ปรับแผน หรือเลือกวิธีอื่นหรือไม่

เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ก่อนผ่าตัด แพทย์ต้องยืนยันก่อนว่าการได้ยินลดลงเกิดจากระบบนำเสียงและมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับกระดูกโกลน ไม่ใช่เกิดจากขี้หูอุดตัน เยื่อแก้วหูผิดปกติ ของเหลวในหูชั้นกลาง ประสาทหูเสื่อม หรือสาเหตุอื่น

การตรวจที่อาจได้รับ

  • ตรวจช่องหู เยื่อแก้วหู และสภาพหูชั้นกลาง
  • ตรวจระดับการได้ยินของแต่ละหู และความสามารถในการแยกคำพูด
  • วัดแรงดันและการเคลื่อนไหวของเยื่อแก้วหู
  • ทดสอบการได้ยินผ่านอากาศและผ่านกระดูก
  • ตรวจภาพถ่ายของกระดูกหูเมื่อมีข้อบ่งชี้ ไม่จำเป็นต้องทำในทุกคน
  • ตรวจเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือเอกซเรย์อื่นตามอายุ โรคประจำตัว และแนวทางของสถานพยาบาล

แจ้งแพทย์หากเคยผ่าตัดหู มีเสียงดังในหู เวียนศีรษะ บ้านหมุน น้ำไหลจากหู การได้ยินเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหินปูนเกาะกระดูกหู ข้อมูลเหล่านี้ช่วยแยกโรคและประเมินความเสี่ยง

ยาและอาหารเสริม

นำรายชื่อยาทั้งหมดไปให้ทีมรักษา รวมถึงยาที่ซื้อใช้เอง วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม โดยเฉพาะ

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
  • ยารักษาเบาหวาน รวมถึงยาฉีด
  • ยารักษาความดันโลหิตหรือโรคหัวใจ
  • ยาแก้ปวดบางชนิดที่อาจกระทบการแข็งตัวของเลือด
  • สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อาจเพิ่มเลือดออกหรือรบกวนยาระงับความรู้สึก

อย่าหยุดยาเอง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะบอกว่ายาชนิดใดต้องหยุด ปรับ หรือรับประทานต่อ และกำหนดเวลาให้เหมาะกับความเสี่ยงของคุณ การหยุดยาป้องกันลิ่มเลือดโดยไม่มีแผนอาจทำให้เกิดอันตรายได้

การงดอาหารและเครื่องดื่ม

หากใช้ยาระงับความรู้สึก คุณจะได้รับคำสั่งเรื่องการงดอาหารและเครื่องดื่มจากสถานพยาบาล เวลาที่ต้องงดขึ้นกับชนิดอาหาร เวลาผ่าตัด โรคประจำตัว และวิธีระงับความรู้สึก ให้ทำตามคำสั่งเฉพาะของทีมผ่าตัด ไม่ควรใช้คำแนะนำของผู้ป่วยคนอื่นแทน

หากเผลอรับประทานอาหารหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งทีมรักษาตามจริง อาจจำเป็นต้องปรับเวลาผ่าตัดเพื่อป้องกันการสำลักระหว่างให้ยาระงับความรู้สึก

สิ่งที่ควรเตรียม

  • ผลตรวจการได้ยินและภาพถ่ายเดิม หากตรวจจากสถานพยาบาลอื่น
  • รายชื่อยา โรคประจำตัว และประวัติแพ้ยา
  • บัตรประจำตัวและเอกสารสิทธิการรักษา
  • เสื้อผ้าที่สวมและถอดง่าย โดยไม่ต้องดึงผ่านศีรษะแรงๆ
  • ผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้มารับกลับและอยู่ช่วยในช่วงแรก หากกลับบ้านวันเดียวกัน
  • แผนหยุดงานและหลีกเลี่ยงการเดินทางที่มีการเปลี่ยนความดัน

หากสูบบุหรี่ การหยุดสูบช่วยลดความเสี่ยงด้านการดมยาสลบ การติดเชื้อ และการหายของแผล ควรแจ้งทีมรักษาหากมีไข้ ไอมาก เป็นหวัด หูอักเสบ หรือมีน้ำไหลจากหูก่อนวันผ่าตัด เพราะอาจต้องประเมินใหม่

ขั้นตอนการผ่าตัด

รายละเอียดอาจต่างกันตามโครงสร้างหู เทคนิคของศัลยแพทย์ และสิ่งที่พบระหว่างผ่าตัด โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้

  • ให้ยาระงับความรู้สึก

การผ่าตัดทำได้ทั้งภายใต้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาช่วยผ่อนคลาย หรือยาสลบ ขึ้นกับความเหมาะสมและแนวทางของทีมผ่าตัด (healthdirect.gov.au)

  • เข้าถึงเยื่อแก้วหู

แพทย์มักผ่าตัดผ่านช่องหู อาจมีแผลเล็กภายในช่องหู ด้านหน้าหู หรือบริเวณรอบหู หากช่องหูแคบหรือต้องการพื้นที่ทำงานเพิ่ม

  • ยกเยื่อแก้วหูอย่างระมัดระวัง

เยื่อแก้วหูจะถูกยกขึ้นชั่วคราวเพื่อให้แพทย์มองเห็นกระดูกเล็กทั้งสามชิ้นในหูชั้นกลาง

  • ตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกหู

แพทย์แตะและประเมินกระดูกหู เพื่อยืนยันว่ากระดูกโกลนเป็นส่วนที่ติดแข็ง ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะบางครั้งสาเหตุที่พบจริงอาจต่างจากที่คาดก่อนผ่าตัด

  • จัดการกระดูกโกลน

แพทย์แยกส่วนของกระดูกโกลนที่ติดกับกระดูกทั่ง และนำส่วนที่ขยับไม่ได้ออกตามเทคนิคที่เลือก อาจใช้เครื่องมือขนาดเล็ก สว่านละเอียด หรือเลเซอร์เพื่อเปิดรูเล็กที่ฐานกระดูก

  • ใส่กระดูกเทียม

กระดูกเทียมขนาดเล็กจะวางผ่านช่องที่สร้างไว้ และเชื่อมกับกระดูกทั่ง เพื่อรับแรงสั่นสะเทือนแล้วส่งต่อไปยังหูชั้นใน

  • ทดสอบความมั่นคงและปิดแผล

แพทย์ตรวจตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของกระดูกเทียม จากนั้นวางเยื่อแก้วหูกลับตำแหน่งเดิม อาจใช้วัสดุพยุงหรือวัสดุปิดแผลในช่องหูเพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อหาย

หากพบความผิดปกติที่ทำให้ทำต่อไม่ปลอดภัย เช่น โครงสร้างเส้นประสาทหรือหลอดเลือดอยู่ผิดตำแหน่ง มีการรั่วของของเหลวจากหูชั้นใน หรือกระดูกไม่ได้ติดแข็งตามที่คาด แพทย์อาจเปลี่ยนแผนหรือยุติการใส่กระดูกเทียม ความเป็นไปได้นี้ควรได้รับการอธิบายในขั้นตอนขอความยินยอมก่อนผ่าตัด

หลังผ่าตัด คุณจะพักในพื้นที่สังเกตอาการจนรู้สึกตัวดี ความดันและชีพจรคงที่ เดินได้ตามความเหมาะสม และไม่มีอาการที่ต้องเฝ้าดูต่อ อาจรู้สึกหูตัน ได้ยินเสียงเบาลงชั่วคราว เวียนศีรษะเล็กน้อย หรือมีเลือดซึมจากช่องหูในช่วงแรก

ใช้เวลานานแค่ไหน

ตัวหัตถการมักใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยแหล่งอ้างอิงระบุช่วงตั้งแต่ประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง ความแตกต่างขึ้นกับเทคนิค ช่องหู ความซับซ้อนของกายวิภาค การเคยผ่าตัดมาก่อน และสิ่งที่พบระหว่างผ่าตัด (Medical News Today)

เวลาที่อยู่ในสถานพยาบาลจะนานกว่าตัวผ่าตัด เพราะรวมการลงทะเบียน การเตรียมตัว การพบวิสัญญีแพทย์ การให้ยาระงับความรู้สึก และการเฝ้าดูอาการหลังผ่าตัด

การผ่าตัดอาจใช้ยาชาเฉพาะที่หรือยาสลบ การเลือกไม่ได้ขึ้นกับความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงสุขภาพโดยรวม ความกังวล ความสามารถในการอยู่นิ่ง ความซับซ้อนที่คาดไว้ และแนวทางของสถานพยาบาล

ในประเทศไทยอาจเป็นการผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียวหรือรับไว้ในโรงพยาบาล ขึ้นกับโรงพยาบาล ชนิดยาระงับความรู้สึก อาการหลังผ่าตัด โรคประจำตัว และดุลยพินิจของทีมรักษา ผู้ป่วยควรถามสถานพยาบาลของตนโดยตรง

หากกลับในวันเดียวกัน ไม่ควรขับรถกลับเอง ควรมีผู้ใหญ่มารับและช่วยดูแลในช่วงแรก โดยเฉพาะหากได้รับยาสลบหรือยาที่ทำให้ง่วง

พักฟื้นนานแค่ไหน

การพักฟื้นมีสองส่วนที่ไม่เท่ากัน คือเวลาที่ร่างกายพร้อมกลับไปทำกิจวัตร และเวลาที่หูชั้นกลางหายจนประเมินการได้ยินได้ชัด การกลับไปทำงานได้ไม่ได้หมายความว่าภายในหูหายเต็มที่แล้ว

ช่วงวันแรกๆ

คุณอาจมีอาการต่อไปนี้ได้

  • หูอื้อ หูตัน หรือรู้สึกเหมือนมีน้ำอยู่ในหู
  • ได้ยินเบาลงชั่วคราวจากวัสดุปิดแผลและการบวม
  • เจ็บหรือระคายเล็กน้อยรอบหู
  • เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือเดินไม่มั่นคงชั่วคราว
  • มีของเหลวหรือเลือดซึมเล็กน้อยจากช่องหู

แหล่งอ้างอิงระบุว่าความไม่สบายหลังผ่าตัดมักไม่รุนแรง และควรพักในช่วงสองสามวันแรก (Cleveland Clinic) อย่างไรก็ตาม หากปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เวียนศีรษะรุนแรง หรือมีเลือดออกมาก ไม่ควรรอดูอาการเอง

อย่าแกะ ดึง หรือดันวัสดุในช่องหู แม้จะรู้สึกตัน แพทย์จะกำหนดเวลาตรวจแผลและนำวัสดุออกตามชนิดที่ใช้ แนวทางของแต่ละสถานพยาบาลอาจต่างกัน

การกลับไปทำงาน

เวลาที่กลับไปทำงานได้แตกต่างกันตามอาการเวียนศีรษะ เทคนิคผ่าตัด และลักษณะงาน ควรให้ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดประเมินก่อนกลับไปขับรถ ทำงานบนที่สูง ยกของหนัก หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการล้ม

การได้ยินจะดีขึ้นเมื่อใด

การได้ยินมักไม่ดีขึ้นทันที เพราะช่องหูอาจมีวัสดุปิดแผลและหูชั้นกลางยังบวม บางคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงหลังผ่านไปหลายสัปดาห์ และการได้ยินอาจเปลี่ยนต่อเนื่องระหว่างการหายของหู

แพทย์จะดูแผล ตรวจตำแหน่งเยื่อแก้วหู และนัดตรวจการได้ยินเมื่อหูอยู่ในสภาพที่เหมาะสม โดยการตรวจแผลและการตรวจการได้ยินจะนัดตามแนวทางของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง

อย่าทดสอบหูด้วยเสียงดัง หูฟังระดับสูง หรือการตะโกนใกล้หู เพราะไม่ได้ช่วยบอกผลการผ่าตัดและอาจทำให้ไม่สบายหู ควรรอการตรวจการได้ยินอย่างเป็นระบบ

ข้อควรระวังระหว่างพักฟื้น

  • รักษาหูให้แห้งจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือแช่น้ำ
  • ไม่สั่งน้ำมูกแรง หากต้องจามให้เปิดปากเพื่อลดแรงดัน
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การเบ่ง การก้มศีรษะแรง และกิจกรรมกระแทก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางทางอากาศและกิจกรรมที่มีการเปลี่ยนความดันจนกว่าแพทย์จะยืนยันว่าหูหายเพียงพอ
  • ไม่ใช้สำลีก้านหรือใส่สิ่งของเข้าไปในช่องหู
  • ใช้ยาตามใบสั่งและคำแนะนำเฉพาะของทีมรักษา

ข้อจำกัดเหล่านี้อาจกินเวลาหลายสัปดาห์ แต่ระยะที่แน่นอนขึ้นกับการหายของเยื่อแก้วหู วัสดุที่ใช้ และผลตรวจหลังผ่าตัด อย่ากำหนดวันบิน ดำน้ำ หรือกลับไปออกแรงหนักจากข้อมูลทั่วไปเพียงอย่างเดียว

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดกระดูกโกลนเป็นการทำงานใกล้หูชั้นใน เส้นประสาทรับรส และเส้นประสาทใบหน้า จึงต้องชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ไม่มีผลลัพธ์ใดรับประกันได้ และบางภาวะแทรกซ้อนอาจกระทบการได้ยินอย่างถาวร

ความเสี่ยงทั่วไปจากการผ่าตัด

  • เลือดออก
  • แผลติดเชื้อ
  • แพ้ยา วัสดุ หรืออุปกรณ์ที่ใช้
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก
  • ลิ่มเลือดหรือภาวะแทรกซ้อนด้านหัวใจและปอด ซึ่งความเสี่ยงขึ้นกับสุขภาพและชนิดยาระงับความรู้สึก (healthdirect.gov.au)

ความเสี่ยงเฉพาะของการผ่าตัดหู

การได้ยินไม่ดีขึ้น

ช่องว่างของการได้ยินอาจลดลงไม่มากเท่าที่คาด หรือกระดูกเทียมอาจเคลื่อน หลวม หรือเกิดพังผืดภายหลัง บางคนยังต้องใช้เครื่องช่วยฟัง

การได้ยินแย่ลง

การรบกวนหูชั้นในอาจทำให้ประสาทหูเสียและการได้ยินลดลงมากกว่าเดิม แม้พบไม่บ่อยแต่เป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะอาจเกิดถาวรได้ แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ระบุอัตราที่ใช้ได้กับผู้ป่วยในประเทศไทย จึงควรถามศัลยแพทย์ถึงความเสี่ยงส่วนบุคคลตามผลตรวจและเทคนิคที่จะใช้

เวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัว

อาการเวียนศีรษะเล็กน้อยอาจเกิดในช่วงแรก แต่หากรุนแรงหรือนานกว่าที่คาด ต้องประเมินว่าหูชั้นในถูกรบกวนหรือมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่

เสียงดังในหู

เสียงดังในหูอาจลดลง คงเดิม หรือเพิ่มขึ้นหลังผ่าตัด การผ่าตัดมีเป้าหมายหลักที่การนำเสียง ไม่ได้ให้ผลแน่นอนต่อเสียงดังในหู

การรับรสเปลี่ยนไป

เส้นประสาทเล็กที่เกี่ยวข้องกับการรับรสผ่านบริเวณหูชั้นกลาง จึงอาจเกิดรสผิดปกติ ชาที่ลิ้น หรือรู้สึกเหมือนมีรสโลหะ อาการอาจดีขึ้นตามเวลา แต่บางรายอาจคงอยู่

เยื่อแก้วหูฉีกหรือหายช้า

ตำแหน่งที่ยกเยื่อแก้วหูอาจหายช้า เกิดรู หรือมีการติดเชื้อ อาจต้องติดตามหรือรักษาเพิ่มเติม

กระดูกเทียมเคลื่อน

แรงดันจากการสั่งน้ำมูก การกระแทก การเปลี่ยนความดัน หรือการหายของเนื้อเยื่ออาจมีผลต่อตำแหน่งกระดูกเทียม ทำให้การได้ยินเปลี่ยน เวียนศีรษะ หรือจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข

เส้นประสาทใบหน้าได้รับบาดเจ็บ

เส้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าอยู่ใกล้บริเวณผ่าตัด ความเสียหายพบไม่บ่อย แต่หากเกิดอาจทำให้ใบหน้าอ่อนแรง

ของเหลวจากหูชั้นในรั่ว

อาจเกิดการรั่วผ่านบริเวณฐานกระดูกโกลน ทำให้เวียนศีรษะหรือกระทบการได้ยิน และอาจต้องรักษาเพิ่มเติม

ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ปัจจัยที่อาจมีผล ได้แก่ การเคยผ่าตัดหูมาก่อน โครงสร้างหูที่ผิดปกติ ระดับประสาทหูเสื่อม การติดเชื้อ โรคประจำตัว การสูบบุหรี่ และชนิดของการผ่าตัด ศัลยแพทย์ควรอธิบายว่าความเสี่ยงใดสำคัญสำหรับคุณเป็นพิเศษก่อนลงนามยินยอม

สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

หลังกลับบ้าน ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการต่อไปนี้

อาการเหตุผลที่ควรรีบประเมิน
เวียนศีรษะรุนแรง เดินไม่ได้ หรืออาเจียนต่อเนื่องอาจมีการรบกวนหูชั้นในมากกว่าที่คาด
การได้ยินลดลงอย่างฉับพลันหรือหูเงียบลงชัดเจนต้องตรวจประสาทหูและตำแหน่งกระดูกเทียม
ปวดหูมากขึ้นเรื่อยๆ หรือยาแก้ปวดตามแผนเอาไม่อยู่อาจมีการติดเชื้อ เลือดคั่ง หรือภาวะแทรกซ้อน
ไข้ร่วมกับแผลแดง บวม หรือมีหนองและกลิ่นผิดปกติอาจเป็นการติดเชื้อ
เลือดออกมาก ไหลต่อเนื่อง หรือวัสดุปิดแผลชุ่มเร็วต้องประเมินแหล่งเลือดออก
มีของเหลวใสไหลจากหูต่อเนื่องอาจเกี่ยวข้องกับของเหลวภายในหู
ใบหน้าเบี้ยว หลับตาไม่สนิท หรือกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงอาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทใบหน้า
ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง สับสน หรือซึมผิดปกติอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องตรวจทันที
หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือขาบวมข้างเดียวอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนทั่วไปหลังผ่าตัด

เลือดซึมหรือของเหลวปริมาณเล็กน้อยในช่วงแรกอาจพบได้ (Medical News Today) แต่หากคุณไม่แน่ใจว่าปริมาณผิดปกติหรือไม่ ให้ติดต่อสถานพยาบาลที่ผ่าตัด เพราะทีมรักษาทราบรายละเอียดแผลและวัสดุที่ใช้มากที่สุด

ทางเลือกอื่น

เครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟังแบบทั่วไปสามารถขยายเสียงให้ดังพอที่จะผ่านระบบนำเสียงที่ทำงานลดลงได้ และเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมผ่าตัด ไม่ต้องการรับความเสี่ยง หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ แหล่งอ้างอิงระบุว่าเครื่องช่วยฟังทั่วไปหรือเครื่องช่วยฟังที่ส่งเสียงผ่านกระดูกช่วยให้ได้ยินดีขึ้นได้ (healthdirect.gov.au)

ข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัดและสามารถปรับกำลังขยายตามผลตรวจได้ ข้อจำกัดคือจำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ ดูแลความสะอาด เปลี่ยนหรือชาร์จแหล่งพลังงาน และปรับตั้งเมื่อการได้ยินเปลี่ยน

เครื่องช่วยฟังที่ส่งเสียงผ่านกระดูก

อุปกรณ์ชนิดนี้ส่งแรงสั่นผ่านกระดูกกะโหลกไปยังหูชั้นใน โดยข้ามหูชั้นกลาง อาจเหมาะเมื่อไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังในช่องหู หรือการผ่าตัดกระดูกโกลนไม่เหมาะสม มีทั้งชนิดไม่ผ่าตัดและชนิดที่ต้องผ่าตัดติดตั้ง การเลือกขึ้นกับผลการได้ยิน สภาพช่องหู และความต้องการของผู้ใช้

เฝ้าติดตามอาการ

หากการได้ยินลดลงยังไม่มาก คุณอาจเลือกตรวจการได้ยินเป็นระยะและพิจารณาเครื่องช่วยฟังเมื่อจำเป็น โรคหินปูนเกาะกระดูกหูอาจค่อยๆ ดำเนินต่อ แต่ความเร็วไม่เท่ากันในแต่ละคน การติดตามช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องรีบผ่าตัด

การผ่าตัดด้วยเทคนิคอื่นหรือการผ่าตัดแก้ไข

แพทย์อาจใช้เทคนิคเปิดรูขนาดเล็กที่ฐานกระดูกโกลนและใส่กระดูกเทียม แทนการนำฐานออกมากกว่าเดิม เป้าหมายคล้ายกันแต่รายละเอียดต่างกัน หากเคยผ่าตัดแล้วการได้ยินลดลงภายหลัง อาจพิจารณาผ่าตัดแก้ไข แต่โดยทั่วไปซับซ้อนกว่าและต้องประเมินประโยชน์กับความเสี่ยงใหม่

ยารับประทานไม่ได้ทำให้กระดูกโกลนที่ติดแข็งกลับมาเคลื่อนไหวตามปกติ การใช้ยาอาจมีบทบาทกับอาการหรือโรคอื่นที่เกิดร่วมกัน แต่ไม่ควรถือเป็นสิ่งทดแทนเครื่องช่วยฟังหรือการผ่าตัดโดยอัตโนมัติ

สิทธิการรักษา

ความคุ้มครองขึ้นกับการวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเงื่อนไขของแต่ละกองทุน ควรตรวจสอบก่อนกำหนดวันผ่าตัด เพราะการตรวจการได้ยิน ภาพถ่าย การผ่าตัด กระดูกเทียม และการติดตามผลอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างกัน

ประกันสังคม

เริ่มสอบถามโรงพยาบาลตามสิทธิว่ามีคลินิกหู คอ จมูกและสามารถประเมินการผ่าตัดนี้ได้หรือไม่ หากต้องส่งต่อ ให้ถามว่าใครเป็นผู้ออกหนังสือส่งตัวและต้องใช้ผลตรวจใดบ้าง

คำถามสำคัญ ได้แก่

  • การตรวจการได้ยินและภาพถ่ายที่จำเป็นอยู่ในสิทธิหรือไม่
  • สถานพยาบาลตามสิทธิทำผ่าตัดเองหรือส่งต่อ
  • กระดูกเทียมชนิดที่แพทย์เลือกอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
  • การตรวจหลังผ่าตัดและการตรวจการได้ยินซ้ำต้องนัดผ่านหน่วยใด

อย่ารับการรักษานอกระบบส่งต่อก่อนตรวจสอบ เพราะอาจกระทบความคุ้มครอง

บัตรทอง

ติดต่อหน่วยบริการประจำเพื่อรับการตรวจเบื้องต้นและการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทาง หากมีผลตรวจการได้ยินเดิม ให้นำไปด้วย แต่อาจต้องตรวจซ้ำตามระบบของโรงพยาบาลที่รับส่งต่อ

ควรถามว่าหนังสือส่งตัวครอบคลุมเฉพาะการตรวจหรือรวมการรักษาต่อเนื่อง และหากต้องติดตามแผลหลายครั้ง ต้องใช้เอกสารใหม่หรือไม่ เงื่อนไขอาจต่างกันตามพื้นที่และศักยภาพของโรงพยาบาล

ประกันสุขภาพเอกชน

ตรวจสอบกรมธรรม์ก่อนนัดผ่าตัด โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับโรคที่เป็นมาก่อน ระยะรอ การผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียว อุปกรณ์ที่ใส่ในร่างกาย และการอนุมัติล่วงหน้า

ขอให้โรงพยาบาลระบุการวินิจฉัย แผนผ่าตัด ชนิดการระงับความรู้สึก และสิ่งที่คาดว่าจะใช้ ส่งให้บริษัทพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษร ควรถามด้วยว่าการตรวจการได้ยินก่อนและหลังผ่าตัด รวมถึงการรักษาภาวะแทรกซ้อน อยู่ในความคุ้มครองหรือไม่

จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

คำถามที่พบบ่อย

การผ่าตัดกระดูกโกลนในหูจำเป็นสำหรับทุกคนที่เป็นโรคหินปูนเกาะกระดูกหูหรือไม่

ไม่จำเป็นทุกคน เพราะผู้ที่อาการไม่มากหรือใช้เครื่องช่วยฟังได้ดีอาจเลือกติดตามอาการโดยไม่ผ่าตัด แพทย์จะดูระดับการได้ยิน สภาพประสาทหู ผลกระทบต่อชีวิต และความต้องการของคุณร่วมกัน

ผ่าตัดแล้วจะได้ยินเป็นปกติหรือไม่

ไม่สามารถรับประกันว่าจะได้ยินเป็นปกติ เพราะผลขึ้นกับระดับการติดแข็งของกระดูกโกลน การทำงานของประสาทหู ตำแหน่งกระดูกเทียม และการหายของหู เป้าหมายคือช่วยลดช่องว่างของการได้ยินจากระบบนำเสียง แต่บางคนยังต้องใช้เครื่องช่วยฟัง

การผ่าตัดเจ็บมากไหม

หลังผ่าตัดมักมีอาการปวดหรือไม่สบายระดับเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของแต่ละคนต่างกัน (Cleveland Clinic) หากอาการปวดเพิ่มขึ้นแทนที่จะค่อยๆ ลดลง หรือมีไข้ บวม และของเหลวมีกลิ่นผิดปกติ ควรติดต่อโรงพยาบาล

ทำไมหลังผ่าตัดยังได้ยินไม่ชัด

ช่วงแรกเสียงอาจยังไม่ชัดเพราะมีวัสดุปิดแผล การบวม และของเหลวในหูชั้นกลาง จึงไม่ควรตัดสินผลทันที การได้ยินอาจเริ่มเปลี่ยนหลังผ่านไปหลายสัปดาห์และดีขึ้นต่อระหว่างการหาย

ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่

ในประเทศไทยอาจเป็นการผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียวหรือรับไว้ในโรงพยาบาล ขึ้นกับโรงพยาบาล ชนิดยาระงับความรู้สึก อาการหลังผ่าตัด โรคประจำตัว และดุลยพินิจของทีมรักษา ผู้ป่วยควรถามสถานพยาบาลของตนโดยตรง

จะกลับไปทำงานได้เมื่อใด

เวลาที่กลับไปทำงานได้แตกต่างกันตามอาการเวียนศีรษะ เทคนิคผ่าตัด และลักษณะงาน ควรให้ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดประเมินก่อนกลับไปขับรถ ทำงานบนที่สูง ยกของหนัก หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการล้ม

หลังผ่าตัดขึ้นเครื่องบินได้เมื่อใด

ควรรอจนศัลยแพทย์ตรวจว่าหูหายและอนุญาตก่อน เพราะความดันที่เปลี่ยนระหว่างบินอาจรบกวนหูที่กำลังหาย ระยะเวลาที่เหมาะสมไม่เท่ากันตามแผล เยื่อแก้วหู และตำแหน่งกระดูกเทียม

อาบน้ำและสระผมได้หรือไม่

ทำความสะอาดร่างกายได้แต่ต้องรักษาหูให้แห้งจนกว่าแพทย์จะอนุญาต อย่าให้น้ำไหลเข้าช่องหู และอย่าใส่อุปกรณ์เข้าไปลึกเอง วิธีป้องกันน้ำควรทำตามคำแนะนำของทีมผ่าตัด เพราะชนิดแผลและวัสดุปิดหูต่างกัน

หลังผ่าตัดมีเสียงดังในหูได้หรือไม่

เสียงดังในหูอาจลดลง คงเดิม หรือเด่นขึ้นชั่วคราวหลังผ่าตัด ผลต่ออาการนี้คาดเดาได้ไม่แน่นอน เพราะการผ่าตัดมุ่งแก้การส่งเสียงผ่านกระดูกโกลนเป็นหลัก

หากเวียนศีรษะหลังผ่าตัดถือว่าปกติไหม

เวียนศีรษะเล็กน้อยในช่วงแรกอาจพบได้ แต่ควรค่อยๆ ดีขึ้น หากเวียนศีรษะรุนแรง เดินไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง หรือเกิดร่วมกับการได้ยินลดลงฉับพลัน ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

ถ้าผ่าตัดหูข้างหนึ่งแล้ว อีกข้างต้องผ่าตัดด้วยหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดอีกข้างเสมอไป แพทย์จะประเมินผลการได้ยินของแต่ละหูแยกกัน รวมถึงผลจากการผ่าตัดข้างแรก ความสามารถในการใช้เครื่องช่วยฟัง และความต้องการของคุณ

กระดูกเทียมต้องเปลี่ยนตามระยะเวลาหรือไม่

โดยทั่วไปไม่ได้กำหนดให้เปลี่ยนเป็นประจำหากตำแหน่งมั่นคงและการได้ยินดี แต่หากการได้ยินลดลงใหม่ เวียนศีรษะ หรือสงสัยว่ากระดูกเทียมเคลื่อน อาจต้องตรวจการได้ยินและประเมินภาพหรือผ่าตัดแก้ไข

ถ้าไม่ผ่าตัดจะเกิดอะไรขึ้น

การได้ยินแบบการนำเสียงอาจค่อยๆ ลดลง และอาจต้องใช้เครื่องช่วยฟังเพื่อสื่อสาร อย่างไรก็ตาม ความเร็วของโรคต่างกันในแต่ละคน การเลือกเฝ้าติดตามหรือใช้เครื่องช่วยฟังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมได้ หากยังตอบโจทย์การใช้ชีวิต

ก่อนตัดสินใจควรถามศัลยแพทย์เรื่องอะไรบ้าง

ควรถามว่าผลตรวจใดยืนยันสาเหตุของการได้ยินลดลง หูชั้นในยังทำงานเพียงใด จะใช้เทคนิคและยาระงับความรู้สึกแบบใด ผลที่คาดหวังสำหรับหูของคุณคืออะไร และความเสี่ยงใดสำคัญเป็นพิเศษ รวมถึงแผนหยุดงาน การเดินทาง การตรวจติดตาม และสิ่งที่จะทำหากการได้ยินไม่ดีขึ้นตามคาด

ข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

HDcare ช่วยคุณหาแพทย์และโรงพยาบาลที่เหมาะกับการผ่าตัดที่ต้องการ

ทีมงานช่วยประสานงานนัดหมาย เตรียมเอกสาร และติดตามผลหลังผ่าตัด

HDcare เป็นผู้ให้บริการประสานงาน ไม่ใช่สถานพยาบาล และไม่ได้ให้การรักษาโดยตรง

ภาพแพทย์และพยาบาลในหน้านี้เป็นภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่บุคลากรจริงของ HDcare หรือโรงพยาบาลในเครือข่าย

© 2026 HDmall · HDcare เป็นผู้ให้บริการประสานงาน ไม่ใช่สถานพยาบาล

ภาพประกอบสร้างด้วย AIภาพประกอบ AI
ปรึกษาทีม HDcare ทางไลน์

HDcare ช่วยประสานงานนัดหมาย เปรียบเทียบทางเลือก และดูแลตลอดการรักษาช่วยนัดหมาย เทียบทางเลือก และดูแลตลอดการรักษาช่วยนัดหมาย และดูแลตลอดการรักษา