ผ่าตัดโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด
ผ่าตัดโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung disease surgery) คือการตัดหรือแยกลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทควบคุมการบีบตัวออก แล้วนำลำไส้ส่วนที่ทำงานได้มาต่อกับทวารหนัก เพื่อให้อุจจาระเคลื่อนผ่านได้ดีขึ้น การผ่าตัดอาจทำครั้งเดียว หรือแบ่งเป็นหลายระยะและทำทวารเทียมชั่วคราว ขึ้นกับตำแหน่งของโรค สภาพลำไส้ และสุขภาพของเด็ก
ประเด็นสำคัญ
- การรักษาหลักคือการผ่าตัดแบบดึงลำไส้ปกติลงมาต่อกับทวารหนัก เพราะลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทไม่สามารถกลับมาทำงานตามปกติด้วยยาเพียงอย่างเดียวได้
- เด็กบางคนผ่าตัดได้ในครั้งเดียว แต่เด็กที่มีลำไส้อักเสบรุนแรง ลำไส้โป่งมาก ลำไส้ทะลุ หรือมีโรคครอบคลุมลำไส้เป็นบริเวณกว้าง อาจต้องทำทวารเทียมก่อนแล้วจึงผ่าตัดขั้นต่อไป
- หลังผ่าตัด เด็กอาจถ่ายบ่อย ท้องผูก กลั้นอุจจาระได้ไม่ดี หรือเกิดลำไส้อักเสบที่สัมพันธ์กับโรคนี้ จึงต้องติดตามกับทีมศัลยกรรมเด็กต่อเนื่องแม้แผลภายนอกจะหายแล้ว
ผ่าตัดโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด คืออะไร
โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดเป็นความผิดปกติที่เกิดตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ ลำไส้ส่วนปลายไม่มีเซลล์ประสาทปมประสาทซึ่งช่วยควบคุมการคลายตัวและการเคลื่อนอุจจาระ ลำไส้ส่วนนั้นจึงหดเกร็งอยู่ อุจจาระและแก๊สผ่านได้ยาก ส่วนลำไส้เหนือจุดอุดกั้นอาจค่อยๆ ขยายและโป่งขึ้น (niddk.nih.gov)
อาการที่พบได้ในทารก ได้แก่ ถ่ายขี้เทาช้า ท้องอืด อาเจียน กินได้น้อย หรือน้ำหนักขึ้นไม่ดี เด็กโตอาจมีท้องผูกเรื้อรัง ท้องโต ต้องสวนอุจจาระบ่อย หรือเจริญเติบโตช้า อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน การยืนยันโรคมักอาศัยการตรวจหลายอย่าง โดยการตรวจชิ้นเนื้อจากไส้ตรงมีบทบาทสำคัญในการดูว่ามีเซลล์ประสาทหรือไม่
การผ่าตัดหลักเรียกว่า “การผ่าตัดดึงลำไส้ผ่านลงมา” ศัลยแพทย์จะนำลำไส้ส่วนที่มีเซลล์ประสาทและทำงานได้ลงมาต่อใกล้ทวารหนัก พร้อมจัดการลำไส้ส่วนที่ผิดปกติ วิธีเข้าถึงลำไส้อาจเป็นทางทวารหนัก การส่องกล้องผ่านแผลเล็กที่หน้าท้อง หรือการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง บางรายใช้มากกว่าหนึ่งวิธีร่วมกัน
เทคนิคการผ่าตัดมีหลายแบบ หลักการและรายละเอียดของแนวต่อลำไส้แตกต่างกันเล็กน้อย ศัลยแพทย์เด็กจะเลือกตามความยาวของลำไส้ที่เป็นโรค อายุและน้ำหนักของเด็ก ภาวะลำไส้อักเสบ การโป่งของลำไส้ ประวัติการผ่าตัด และประสบการณ์ของทีมรักษา ไม่มีเทคนิคเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน
เป้าหมายคือให้อุจจาระผ่านออกทางทวารหนัก ลดการอุดกั้น และช่วยให้เด็กกินอาหารและเติบโตได้ดีขึ้น แต่การผ่าตัดไม่รับประกันว่าการขับถ่ายจะเหมือนเด็กที่ไม่เคยเป็นโรคนี้ทุกประการ เด็กบางคนยังมีปัญหาท้องผูก ถ่ายเลอะ หรือเกิดลำไส้อักเสบหลังผ่าตัด และอาจต้องตรวจหรือรักษาเพิ่มเติม
ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ
ผู้ที่มักได้รับการพิจารณาผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักเมื่อยืนยันว่าเด็กเป็นโรคนี้ เพราะยาระบายหรือการสวนล้างช่วยระบายอุจจาระได้ชั่วคราว แต่ไม่ทำให้ลำไส้ส่วนที่ขาดเซลล์ประสาทกลับมาทำงานตามปกติ (PubMed Central)
เด็กที่มักได้รับการประเมินเพื่อผ่าตัด ได้แก่
- ทารกหรือเด็กที่ตรวจชิ้นเนื้อยืนยันว่าไม่มีเซลล์ประสาทในลำไส้ส่วนปลาย
- เด็กที่มีอาการอุดกั้น เช่น ท้องอืดมาก อาเจียน ถ่ายไม่ได้ หรือกินได้น้อย
- เด็กที่ท้องผูกรุนแรงเรื้อรังและพบว่าสาเหตุคือโรคนี้
- เด็กที่ต้องสวนล้างลำไส้เป็นประจำเพื่อควบคุมอาการระหว่างรอการผ่าตัด
- เด็กที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้อักเสบที่สัมพันธ์กับโรค ลำไส้โป่งมาก หรือลำไส้ทะลุ โดยบางรายต้องรักษาภาวะฉุกเฉินก่อน
เมื่อยังไม่ควรทำการผ่าตัดหลักทันที
การเลื่อนผ่าตัดหลักไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรักษา เด็กที่ไม่คงที่อาจต้องได้รับสารน้ำ ยาปฏิชีวนะ การสวนล้างลำไส้ หรือการระบายลำไส้ก่อน แล้วจึงประเมินจังหวะผ่าตัดที่ปลอดภัยกว่า
ทีมรักษาอาจยังไม่ทำการดึงลำไส้ลงมาต่อทันทีเมื่อเด็กมีภาวะต่อไปนี้
- ลำไส้อักเสบรุนแรง มีไข้ ท้องอืดมาก ซึม หรือการไหลเวียนเลือดไม่คงที่
- ลำไส้ทะลุหรือมีการติดเชื้อในช่องท้อง
- ขาดน้ำหรือเกลือแร่ผิดปกติที่ยังแก้ไขไม่เรียบร้อย
- ภาวะโภชนาการไม่พร้อมหรือมีโรคอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการดมยาสลบ
- ลำไส้โป่งและอักเสบมากจนการต่อลำไส้ในครั้งเดียวมีความเสี่ยงสูง
ในบางกรณี ศัลยแพทย์อาจทำ “ทวารเทียม” ก่อน โดยนำปลายลำไส้ออกมาเปิดที่ผนังหน้าท้องให้อุจจาระลงถุง วิธีนี้ช่วยลดการอุดกั้นและเปิดโอกาสให้เด็กกับลำไส้ฟื้นตัว เมื่อสภาพพร้อมจึงทำการผ่าตัดหลักและพิจารณาปิดทวารเทียมภายหลัง ทวารเทียมมักตั้งใจให้เป็นแบบชั่วคราว แต่แผนจริงขึ้นกับขอบเขตของโรคและผลระหว่างผ่าตัด
ใครเป็นผู้ตัดสินใจ
ศัลยแพทย์เด็กเป็นผู้ประเมินร่วมกับกุมารแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และครอบครัว โดยดูผลชิ้นเนื้อ ภาพตรวจลำไส้ อาการของเด็ก ภาวะโภชนาการ และโรคร่วม ผู้ปกครองควรถามให้ชัดว่าจะแบ่งการรักษากี่ระยะ มีโอกาสต้องทำทวารเทียมหรือไม่ และผลตรวจใดเป็นตัวกำหนดแผนดังกล่าว
เตรียมตัวก่อนผ่าตัด
การเตรียมตัวแตกต่างกันระหว่างเด็กที่นัดผ่าตัดล่วงหน้ากับเด็กที่เข้ารักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลจะให้คำแนะนำเฉพาะราย โดยทั่วไปมีประเด็นสำคัญดังนี้
ประเมินขอบเขตของโรคและสุขภาพเด็ก
ทีมรักษาจะทบทวนผลชิ้นเนื้อและผลตรวจเดิม เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนว่าต้องจัดการลำไส้ส่วนใด อาจมีการตรวจเลือดเพื่อดูภาวะซีด การติดเชื้อ เกลือแร่ การทำงานของอวัยวะ และความพร้อมต่อการดมยาสลบ การตรวจเพิ่มเติมขึ้นกับอายุ อาการ และโรคร่วมของเด็ก
แจ้งแพทย์หากเด็กมีไข้ ไอ น้ำมูก หายใจลำบาก อาเจียน ถ่ายเหลว ท้องอืดกว่าเดิม หรือกินได้น้อยลงก่อนวันผ่าตัด อาการเหล่านี้อาจทำให้ต้องรักษาก่อนหรือเปลี่ยนกำหนดผ่าตัด
การระบายและเตรียมลำไส้
เด็กบางคนต้องสวนล้างลำไส้เพื่อระบายอุจจาระค้างก่อนผ่าตัด ทีมศัลยกรรมจะสอนวิธีและกำหนดความถี่ที่เหมาะสม ผู้ปกครองไม่ควรเพิ่มปริมาณ เปลี่ยนน้ำยาที่ใช้ หรือสวนแรงขึ้นเอง เพราะอาจทำให้ลำไส้บาดเจ็บหรือเกลือแร่ผิดปกติได้
หากเด็กมีทวารเทียมอยู่แล้ว ทีมรักษาจะประเมินผิวหนังรอบรูเปิด ปริมาณอุจจาระ และภาวะขาดน้ำ ควรนำอุปกรณ์ถุงทวารเทียมที่เด็กใช้อยู่ไปโรงพยาบาลด้วย หากทีมรักษาแจ้งให้เตรียม
การงดอาหารและน้ำ
เด็กต้องงดอาหารและเครื่องดื่มตามเวลาที่วิสัญญีแพทย์หรือโรงพยาบาลกำหนด เวลางดไม่เหมือนกันสำหรับนมแม่ นมผสม อาหารแข็ง และของเหลวใส จึงควรทำตามคำสั่งที่ได้รับ ไม่ใช้เวลางดของผู้ใหญ่กับทารกเอง
หากเด็กกินหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตามจริง การปกปิดข้อมูลอาจเพิ่มความเสี่ยงที่อาหารหรือน้ำในกระเพาะไหลเข้าปอดระหว่างดมยาสลบ
ยาและอาหารเสริม
แจ้งรายการยาทั้งหมด รวมถึงยาระบาย ยาปฏิชีวนะ ยากันชัก ยารักษาโรคหัวใจ ยาเบาหวาน ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด สมุนไพร และอาหารเสริม ยาบางกลุ่มอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนผ่าตัด แต่ผู้ปกครองไม่ควรหยุดเอง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเวลาเฉพาะราย
ควรแจ้งประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้วัสดุปิดแผล ปัญหาจากการดมยาสลบครั้งก่อน และประวัติญาติที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากยาสลบ
สิ่งที่ควรนำไปโรงพยาบาล
- บัตรประจำตัวและเอกสารสิทธิการรักษาของเด็ก
- ใบนัด หนังสือส่งตัว และผลตรวจจากสถานพยาบาลเดิม
- รายการยาพร้อมเวลาที่ได้รับครั้งล่าสุด
- สมุดวัคซีนและข้อมูลโรคประจำตัว
- เสื้อผ้า ผ้าอ้อม และของใช้ที่เหมาะกับช่วงพักในโรงพยาบาล
- อุปกรณ์ทวารเทียม หากเด็กมีรูเปิดอยู่และโรงพยาบาลแนะนำให้นำมา
- ของที่ช่วยให้เด็กสงบ เช่น ผ้าห่มหรือของเล่นชิ้นเล็กที่โรงพยาบาลอนุญาต
ก่อนลงนามยินยอม ผู้ปกครองควรเข้าใจว่าจะผ่าตัดผ่านทางใด จะเก็บชิ้นเนื้อตรวจระหว่างผ่าตัดหรือไม่ มีโอกาสเปลี่ยนเป็นผ่าตัดเปิดหรือทำทวารเทียมหรือไม่ และคาดว่าจะดูแลหลังผ่าตัดอย่างไร
ขั้นตอนการผ่าตัด
รายละเอียดแตกต่างกันตามเทคนิค แต่ลำดับโดยทั่วไปมีดังนี้
1. ดมยาสลบและเตรียมการเฝ้าระวัง
เด็กได้รับยาสลบและไม่รู้สึกตัวระหว่างผ่าตัด ทีมวิสัญญีติดตามการหายใจ ชีพจร ความดัน อุณหภูมิ และสารน้ำ เด็กบางรายอาจต้องมีสายสวนปัสสาวะ สายให้น้ำเกลือเพิ่มเติม หรือสายช่วยระบายจากกระเพาะ ทั้งนี้ขึ้นกับความซับซ้อนของการผ่าตัด
2. ประเมินลำไส้ส่วนที่ผิดปกติ
ศัลยแพทย์ระบุตำแหน่งที่ลำไส้เปลี่ยนจากส่วนไม่มีเซลล์ประสาทไปเป็นส่วนที่มีเซลล์ประสาท อาจเก็บชิ้นเนื้อหลายตำแหน่งเพื่อให้พยาธิแพทย์ตรวจ การเลือกจุดต่อลำไส้ต้องอาศัยทั้งลักษณะลำไส้และผลชิ้นเนื้อ ไม่ได้ดูจากบริเวณที่โป่งหรือแคบด้วยตาเพียงอย่างเดียว
3. เข้าถึงลำไส้ด้วยวิธีที่เหมาะสม
ศัลยแพทย์อาจทำผ่านทางทวารหนัก ใช้กล้องผ่านแผลเล็กที่หน้าท้อง หรือเปิดหน้าท้อง ทางเลือกขึ้นกับความยาวของโรค ขนาดลำไส้ การอักเสบ ประวัติผ่าตัด และสภาพของเด็ก
การใช้กล้องช่วยให้ตรวจลำไส้ภายในช่องท้องและเก็บชิ้นเนื้อจากตำแหน่งต่างๆ ได้ ส่วนการผ่าตัดเปิดอาจเหมาะเมื่อโรคครอบคลุมบริเวณกว้าง มีพังผืด ลำไส้โป่งมาก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน การเริ่มด้วยแผลเล็กไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ต้องเปลี่ยนเป็นแผลเปิด หากศัลยแพทย์เห็นว่าจำเป็นต่อความปลอดภัย
4. จัดการลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาท
หลักการคือไม่นำลำไส้ส่วนที่ทำงานผิดปกติมาเป็นทางผ่านหลักของอุจจาระ เทคนิคที่ใช้จริงอาจตัดลำไส้ส่วนนั้นออกทั้งหมด หรือคงชั้นบางส่วนไว้ตามรูปแบบการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะระวังโครงสร้างรอบอุ้งเชิงกราน กล้ามเนื้อหูรูด เส้นประสาท และทางเดินปัสสาวะ
5. ดึงลำไส้ที่ทำงานได้ลงมาต่อ
ศัลยแพทย์ดึงลำไส้ส่วนที่มีเซลล์ประสาทลงมาและต่อกับบริเวณใกล้ทวารหนัก แนวต่อต้องมีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอ ไม่ตึง และไม่บิด เป้าหมายคือให้อุจจาระผ่านได้พร้อมรักษาการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดให้มากที่สุด (PubMed Central)
6. พิจารณาทวารเทียม
หากสภาพลำไส้หรือเด็กยังไม่เหมาะต่อการต่อในครั้งเดียว ศัลยแพทย์อาจทำทวารเทียม ทวารเทียมอาจทำก่อนการผ่าตัดหลัก หรือทำระหว่างผ่าตัดเมื่อพบปัญหาที่คาดไม่ถึง หลังเด็กฟื้นและลำไส้พร้อมจึงวางแผนผ่าตัดขั้นต่อไป
7. ปิดแผลและส่งเข้าห้องพักฟื้น
เมื่อเสร็จการผ่าตัด ทีมรักษาจะปิดแผลและย้ายเด็กไปห้องพักฟื้น เด็กบางรายกลับหอผู้ป่วยทั่วไปได้ ส่วนรายที่อายุน้อยมาก มีการติดเชื้อ หรือผ่าตัดซับซ้อน อาจต้องเฝ้าระวังในหอผู้ป่วยวิกฤต
หลังผ่าตัด ทีมรักษาจะประเมินอาการปวด การหายใจ ปัสสาวะ การทำงานของลำไส้ แผลผ่าตัด และสัญญาณการติดเชื้อ การเริ่มดื่มนมหรืออาหารขึ้นกับการฟื้นตัวของลำไส้และแผนของศัลยแพทย์
ใช้เวลานานแค่ไหน
การผ่าตัดอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะต้องระบุตำแหน่งลำไส้ที่มีเซลล์ประสาท จัดการลำไส้ส่วนผิดปกติ และต่อลำไส้ในอุ้งเชิงกราน ระยะเวลาขึ้นกับเทคนิค ความยาวของลำไส้ที่เป็นโรค การเก็บชิ้นเนื้อระหว่างผ่าตัด การมีพังผืดหรือการอักเสบ และการทำทวารเทียมร่วมด้วย
เวลาผ่าตัดแตกต่างกันตามเทคนิค ขอบเขตของโรค การตรวจชิ้นเนื้อระหว่างผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อน ครอบครัวควรสอบถามประมาณการจากทีมผ่าตัดของโรงพยาบาลที่รักษา เวลาที่ครอบครัวรอจะยาวกว่าเวลาผ่าตัดจริง เพราะรวมการเตรียมดมยาสลบและการเฝ้าดูในห้องพักฟื้น
การผ่าตัดใช้การดมยาสลบ เด็กส่วนใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตการทำงานของลำไส้ การกินอาหาร การขับถ่าย และภาวะแทรกซ้อน ไม่ควรคาดว่าจะกลับบ้านในวันเดียวโดยอัตโนมัติ
เด็กส่วนใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาลจนรับอาหารได้ การทำงานของลำไส้เหมาะสม ควบคุมอาการปวดได้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยระยะเวลาขึ้นกับผู้ป่วย เทคนิค และแนวทางของแต่ละโรงพยาบาลในไทย เด็กที่มีการติดเชื้อ ผ่าตัดหลายระยะ หรือยังรับอาหารไม่ได้อาจต้องพักนานกว่า
โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาให้กลับบ้านเมื่อเด็กควบคุมอาการปวดได้ รับนมหรืออาหารตามวัยได้ ไม่มีอาเจียนหรือท้องอืดผิดปกติ ปัสสาวะและขับถ่ายเหมาะสม ผู้ดูแลดูแลแผลหรือทวารเทียมได้ และไม่มีสัญญาณภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังในโรงพยาบาล
พักฟื้นนานแค่ไหน
การพักฟื้นมีสองส่วน คือแผลและกำลังของเด็กฟื้นในช่วงแรก กับการปรับตัวของการขับถ่ายซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน ระยะเวลาจริงขึ้นกับอายุ เทคนิคผ่าตัด ขอบเขตโรค ภาวะแทรกซ้อน และมีทวารเทียมหรือไม่
| ช่วงเวลา | สิ่งที่มักเกิดขึ้น | สิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกต |
| วันแรกๆ | เด็กง่วงจากยาสลบ มีอาการปวด และอาจยังรับอาหารได้น้อย | การหายใจ ท้องอืด อาเจียน ปัสสาวะ และแผล |
| ก่อนกลับบ้าน | เริ่มรับนมหรืออาหารตามแผน มีลมหรืออุจจาระ และเคลื่อนไหวดีขึ้น | ไข้ ความปวด การถ่าย และผิวหนังรอบก้น |
| สัปดาห์แรกๆ ที่บ้าน | อาจถ่ายบ่อยหรือเหลวกว่าก่อนผ่าตัด ผิวรอบทวารระคายเคืองได้ | จำนวนครั้งและลักษณะอุจจาระ ท้องโต ไข้ และการกิน |
| หลายเดือนต่อมา | ความถี่การถ่ายมักค่อยๆ เปลี่ยน แต่บางรายยังท้องผูกหรือถ่ายเลอะ | การเติบโต การกลั้นอุจจาระ และอาการลำไส้อักเสบ |
งานวิจัยในเด็กที่ผ่าตัดแบบใช้กล้องช่วยชนิดหนึ่งพบว่า ช่วงแรกเด็กอาจถ่ายประมาณ 4–11 ครั้งต่อวัน จากนั้นลดลงเป็นประมาณ 3–7 ครั้งต่อวันภายใน 6 เดือน และประมาณ 2–3 ครั้งต่อวันในช่วง 6–12 เดือน ข้อมูลนี้เป็นผลจากผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะ ไม่ใช่เป้าหมายที่เด็กทุกคนต้องเป็นตามนั้น (niddk.nih.gov)
ผิวหนังรอบทวารหนักอาจแดงและแสบจากการถ่ายบ่อย ควรทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนและใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวตามที่ทีมรักษาแนะนำ ไม่ควรใช้ยาทา ยาเหน็บ หรือสวนล้างทางทวารหนักเองหลังผ่าตัด เพราะอาจกระทบแผลต่อภายใน
เด็กวัยเรียนมักกลับไปเรียนได้เมื่อกินอาหารได้ มีกำลังพอ ควบคุมอาการปวดได้ และโรงเรียนช่วยเรื่องการเข้าห้องน้ำได้ ระยะเวลาจะแตกต่างกันตามชนิดการผ่าตัดและการฟื้นตัว กิจกรรมที่กระแทกหน้าท้อง การเล่นรุนแรง ว่ายน้ำ หรือยกของควรรอจนศัลยแพทย์ตรวจแผลและอนุญาต
เด็กบางคนต้องได้รับการตรวจทวารหนักหรือขยายบริเวณแนวต่อลำไส้ตามแผนของศัลยแพทย์ ไม่ใช่เด็กทุกคนต้องทำเหมือนกัน หากจำเป็น ทีมรักษาควรสาธิตวิธี อุปกรณ์ และความถี่ให้ผู้ดูแลโดยตรง ไม่ควรเริ่มทำจากคำแนะนำทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต
การติดตามระยะยาวสำคัญ แม้เด็กไม่มีปัญหาในช่วงแรก เพราะอาการท้องผูก ถ่ายเลอะ หรือการกลั้นอุจจาระอาจเห็นชัดขึ้นเมื่อเริ่มฝึกขับถ่ายหรือเข้าโรงเรียน แพทย์จะประเมินทั้งการขับถ่าย โภชนาการ การเติบโต และคุณภาพชีวิต
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนบางอย่างเกิดในช่วงหลังผ่าตัดไม่นาน ขณะที่บางอย่างปรากฏเมื่อเวลาผ่านไป การทราบสัญญาณช่วยให้รักษาได้เร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะเกิดปัญหาเหล่านี้
ความเสี่ยงทั่วไปจากการผ่าตัดและดมยาสลบ
- เลือดออก
- การติดเชื้อที่แผลหรือภายในช่องท้อง
- ปฏิกิริยาต่อยาสลบหรือปัญหาการหายใจ
- ลิ่มเลือด ซึ่งพบไม่บ่อยในเด็กแต่ประเมินตามปัจจัยเสี่ยง
- บาดเจ็บต่ออวัยวะใกล้เคียง
- พังผืดในช่องท้องซึ่งอาจทำให้ลำไส้อุดตันภายหลัง
แนวต่อลำไส้รั่ว
รอยต่อลำไส้อาจรั่ว ทำให้อุจจาระหรือเชื้อโรคเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือช่องท้อง อาการอาจเป็นไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ซึม อาเจียน หรืออาการทรุดลง ภาวะนี้ต้องประเมินเร่งด่วนและอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ระบายหนอง หรือผ่าตัดเพิ่มเติม
แนวต่อตีบ
แผลเป็นบริเวณแนวต่ออาจตีบ ทำให้อุจจาระผ่านยาก เด็กอาจถ่ายลดลง ต้องเบ่ง ท้องโต หรือมีอาการอุดกั้น การรักษาขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรง อาจใช้การขยายภายใต้คำแนะนำของทีมรักษา หรือผ่าตัดแก้ไขในบางราย (niddk.nih.gov)
ลำไส้อักเสบที่สัมพันธ์กับโรค
ภาวะนี้เกิดได้ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด อาการสำคัญคือท้องอืด ไข้ ถ่ายเหลวผิดปกติ อุจจาระมีกลิ่นแรง อาเจียน ซึม หรือกินได้น้อย อาจรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงควรไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง
การรักษาขึ้นกับความรุนแรง อาจรวมถึงสารน้ำ ยาปฏิชีวนะ และการสวนล้างลำไส้ภายใต้การดูแลของทีมรักษา รายที่ไม่ตอบสนองหรือมีภาวะแทรกซ้อนอาจต้องทำทวารเทียม
ท้องผูกหรืออุดกั้นต่อเนื่อง
หากยังท้องผูกหรือท้องอืดหลังผ่าตัด สาเหตุอาจเป็นแนวต่อตีบ ลำไส้บิด ลำไส้ส่วนที่ผิดปกติหลงเหลือ การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูด หรือการเคลื่อนไหวของลำไส้ส่วนที่เหลือผิดปกติ แพทย์อาจต้องตรวจร่างกาย ตรวจภาพลำไส้ หรือเก็บชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มยาระบายเองโดยไม่ทราบสาเหตุ
ถ่ายเลอะและการกลั้นอุจจาระ
เด็กบางคนถ่ายเลอะจากอุจจาระค้างและล้นออกมา บางคนมีการรับรู้หรือการควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดไม่สมบูรณ์ การประเมินต้องแยกว่าเป็นท้องผูกแฝง การเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติ หรือปัญหาการกลั้น เพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสม
ผิวหนังรอบทวารหนักอักเสบ
การถ่ายบ่อยทำให้ผิวแดง แสบ หรือถลอกได้ โดยเฉพาะช่วงแรกหลังผ่าตัด งานวิจัยการผ่าตัดรูปแบบหนึ่งรายงานปัญหานี้ร่วมกับภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ลำไส้อักเสบ แนวต่อตีบ ลำไส้อุดตันจากพังผืด และท้องผูกกลับมาอีก แต่ตัวเลขจากงานวิจัยเดียวไม่ควรใช้ทำนายความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
ปัญหาที่เกี่ยวกับทวารเทียม
หากมีทวารเทียม อาจเกิดผิวหนังระคายเคือง รูเปิดยื่นหรือยุบ ตีบ เลือดออก ขาดเลือด หรือมีอุจจาระออกมากจนขาดน้ำ ทีมดูแลทวารเทียมจะสอนการวัดรูเปิด ติดถุง และสังเกตความผิดปกติก่อนกลับบ้าน
แหล่งข้อมูลอ้างอิงระบุว่าเด็กจำนวนหนึ่งยังมีปัญหาการขับถ่ายหรือลำไส้อักเสบต่อเนื่องหลังผ่าตัด แม้อาการโดยรวมมักดีขึ้น การติดตามจึงไม่ควรหยุดทันทีเมื่อแผลหาย
สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที
ไปห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลที่ดูแลเด็กทันที หากมีอาการต่อไปนี้
- ท้องอืดหรือท้องโตขึ้นชัดเจน
- ไข้ร่วมกับถ่ายเหลว ท้องอืด ซึม หรือกินได้น้อย
- อาเจียนซ้ำ โดยเฉพาะอาเจียนสีเขียวหรือมีเลือด
- ไม่ถ่ายอุจจาระหรือไม่ผายลมร่วมกับปวดท้องหรือท้องโต
- ถ่ายเหลวจำนวนมากผิดปกติ อุจจาระมีกลิ่นแรงมาก หรือมีเลือด
- ซึม ปลุกยาก ไม่ตอบสนองเหมือนเดิม หรือหายใจผิดปกติ
- ดื่มนมหรือน้ำไม่ได้ ปากแห้ง ปัสสาวะลดลง หรือสงสัยขาดน้ำ
- แผลบวม แดง ร้อน มีหนอง แยกออก หรือมีเลือดออกไม่หยุด
- ปวดท้องหรือปวดแผลมากขึ้นแทนที่จะค่อยๆ ดีขึ้น
- ทวารเทียมเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ซีด หรือดำ บวมมาก ไม่มีอุจจาระออก หรือมีอุจจาระออกมากผิดปกติ
ลำไส้อักเสบที่สัมพันธ์กับโรคนี้อาจดำเนินเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิต ผู้ปกครองไม่ควรรอให้ครบทุกอาการ หากเด็กท้องอืดร่วมกับไข้ ถ่ายเหลว หรือซึม ควรไปโรงพยาบาลทันที (PubMed Central)
หากทีมรักษาให้แผนสวนล้างสำหรับภาวะฉุกเฉิน ควรทำเฉพาะตามวิธีที่ได้รับการสอน และไม่ควรใช้แทนการไปโรงพยาบาลเมื่อเด็กมีอาการรุนแรง
ทางเลือกอื่น
การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
ยาระบาย การสวนล้างลำไส้ การให้อาหารและสารน้ำที่เหมาะสม รวมถึงการรักษาการติดเชื้อ ช่วยควบคุมอาการหรือทำให้เด็กพร้อมต่อการผ่าตัดได้ แต่ไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทในลำไส้ส่วนที่ผิดปกติ จึงไม่ใช่การรักษาทดแทนการผ่าตัดระยะยาวในเด็กที่ยืนยันโรคแล้ว (PubMed Central)
การสวนล้างอาจใช้ระหว่างรอผ่าตัด หรือใช้เมื่อจำเป็นต้องควบคุมการอุดกั้นชั่วคราว ต้องได้รับการสอนจากทีมรักษา เพราะขนาดสาย วิธีใส่ และปริมาณสารละลายต้องเหมาะกับเด็ก
หากยังไม่ได้ยืนยันโรค การผ่าตัดไม่ควรเป็นคำตอบแรกของอาการท้องผูกทั่วไป แพทย์ต้องแยกภาวะอื่น เช่น ท้องผูกจากพฤติกรรม ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ปัญหาไขสันหลัง หรือความผิดปกติของทวารหนักก่อน
ทางเลือกด้านเทคนิคผ่าตัด
ทางเลือกไม่ได้หมายถึง “ผ่าหรือไม่ผ่า” เท่านั้น แต่อาจเป็นการเลือกวิธีผ่าตัด ได้แก่
- ผ่าตัดผ่านทางทวารหนักเป็นหลัก
- ใช้กล้องผ่านแผลเล็กช่วยประเมินและดึงลำไส้
- ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง
- ผ่าตัดครั้งเดียว
- ทำทวารเทียมก่อน แล้วจึงดึงลำไส้ลงมาและปิดทวารเทียมภายหลัง
แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัด การผ่าตัดผ่านแผลเล็กอาจลดขนาดแผลภายนอก แต่ไม่เหมาะกับทุกกรณี ส่วนการผ่าตัดหลายระยะทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ช่วยให้เด็กที่มีการติดเชื้อ ลำไส้โป่งมาก หรือลำไส้ทะลุฟื้นตัวก่อนทำแนวต่อลำไส้
ก่อนตัดสินใจ ผู้ปกครองควรถามว่าทีมรักษาคาดว่าโรคยาวถึงบริเวณใด เหตุใดจึงเลือกเทคนิคนี้ มีเงื่อนไขใดที่อาจทำให้เปลี่ยนแผนระหว่างผ่าตัด และแผนติดตามการขับถ่ายระยะยาวเป็นอย่างไร
สิทธิการรักษา
สิทธิครอบคลุมขึ้นกับการวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สถานพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเงื่อนไขของแต่ละกองทุน ควรตรวจสอบก่อนวันผ่าตัด โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องผ่าตัดหลายระยะหรือติดตามในโรงพยาบาลที่มีศัลยแพทย์เด็ก
บัตรทอง
เริ่มติดต่อหน่วยบริการประจำของเด็กเพื่อประเมินและออกหนังสือส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพด้านศัลยกรรมเด็ก หากเป็นภาวะฉุกเฉิน เช่น สงสัยลำไส้อักเสบรุนแรงหรือลำไส้อุดตัน ให้ไปสถานพยาบาลใกล้ที่สุดก่อน ไม่ควรรอเอกสารเมื่อเด็กมีอาการอันตราย
ควรถามว่าสิทธิครอบคลุมการตรวจชิ้นเนื้อ การผ่าตัดแต่ละระยะ การดูแลทวารเทียม และการติดตามที่ใด รวมทั้งต้องใช้หนังสือส่งต่อใหม่ในการนัดครั้งต่อไปหรือไม่
ประกันสังคม
สิทธิรักษาพยาบาลของผู้ปกครองในระบบประกันสังคมไม่ได้หมายความว่าบุตรใช้สิทธิรักษาตามสถานพยาบาลของผู้ปกครองได้ เด็กต้องใช้สิทธิของตนเอง เช่น บัตรทอง สวัสดิการข้าราชการ หรือสิทธิประกันสังคมหากเด็กเป็นผู้ประกันตนตามเงื่อนไข ควรตรวจสอบกับ สปสช. สำนักงานประกันสังคม หรือโรงพยาบาลก่อนรับบริการ
ถามโรงพยาบาลให้ชัดเกี่ยวกับขั้นตอนส่งต่อ การผ่าตัดหลายระยะ และการรับอุปกรณ์ดูแลทวารเทียม หากมีการเปลี่ยนสถานพยาบาลตามสิทธิ ควรเตรียมสำเนาผลชิ้นเนื้อ รายงานผ่าตัด และแผนรักษาเดิมไปด้วย
ประกันสุขภาพเอกชน
ความคุ้มครองขึ้นกับกรมธรรม์ วันที่เริ่มคุ้มครอง ข้อยกเว้นโรคแต่กำเนิด ระยะรอคอย วงเงิน และข้อกำหนดเรื่องอนุมัติก่อนรักษา ควรส่งเอกสารวินิจฉัย แผนผ่าตัด และประมาณระยะการนอนโรงพยาบาลให้บริษัทพิจารณาก่อน หากสถานการณ์ไม่ฉุกเฉิน
ประเด็นที่ควรถาม ได้แก่ ความคุ้มครองโรคแต่กำเนิด การผ่าตัดครั้งต่อไป การดูแลทวารเทียม ห้องผู้ป่วย การติดตามหลังผ่าตัด และการรักษาภาวะแทรกซ้อน การอนุมัติผ่าตัดครั้งแรกไม่ได้แปลว่าขั้นตอนถัดไปได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าจะใช้สิทธิใด ควรเก็บผลชิ้นเนื้อ รายงานผ่าตัด รายการยา ใบจำหน่าย และแผนติดตามไว้ทุกครั้ง เพราะโรคนี้อาจต้องติดตามต่อเนื่องและอาจรักษาหลายสถานพยาบาล
จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน
หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare
คำถามที่พบบ่อย
โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดต้องผ่าตัดทุกคนไหม
เมื่อผลตรวจยืนยันโรค การผ่าตัดเป็นการรักษาหลัก เพราะลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทไม่สามารถกลับมาทำงานปกติด้วยยาได้ (PubMed Central) อย่างไรก็ตาม เด็กอาจต้องรับการสวนล้าง รักษาลำไส้อักเสบ หรือปรับภาวะโภชนาการก่อน จังหวะและรูปแบบการผ่าตัดจึงไม่เหมือนกัน
ผ่าตัดครั้งเดียวได้หรือไม่
เด็กบางคนผ่าตัดดึงลำไส้ลงมาต่อได้ในครั้งเดียว แต่บางคนต้องแบ่งเป็นหลายระยะ ปัจจัยสำคัญคือความยาวของโรค การโป่งและการอักเสบของลำไส้ ภาวะติดเชื้อ สุขภาพโดยรวม และความเหมาะสมของการต่อลำไส้ในขณะนั้น
จำเป็นต้องทำทวารเทียมหรือไม่
ไม่ใช่เด็กทุกคนต้องทำทวารเทียม แต่แพทย์อาจแนะนำเมื่อมีลำไส้อักเสบรุนแรง ลำไส้โป่งมาก ลำไส้ทะลุ หรือโรคครอบคลุมลำไส้บริเวณกว้าง จุดประสงค์คือระบายอุจจาระและให้เด็กกับลำไส้ฟื้นก่อนการผ่าตัดขั้นต่อไป
ทวารเทียมเป็นแบบถาวรหรือไม่
ทวารเทียมมักวางแผนให้เป็นแบบชั่วคราวและปิดได้หลังเด็กพร้อม แต่ไม่สามารถรับรองได้ก่อนประเมินขอบเขตโรคทั้งหมด ศัลยแพทย์จะพิจารณาจากปริมาณลำไส้ที่ใช้งานได้ ภาวะแทรกซ้อน และผลการฟื้นตัวหลังผ่าตัดแต่ละระยะ
หลังผ่าตัดเด็กจะถ่ายปกติทันทีไหม
ช่วงแรกเด็กมักถ่ายบ่อยกว่าปกติ และการขับถ่ายอาจใช้เวลาหลายเดือนในการปรับตัว เด็กบางคนยังมีท้องผูก ถ่ายเลอะ หรือกลั้นอุจจาระได้ไม่ดี จึงต้องติดตามและหาสาเหตุหากอาการต่อเนื่อง
โรคนี้กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม
ส่วนลำไส้ที่ไม่มีเซลล์ประสาทไม่ได้งอกกลับมา แต่เด็กอาจมีอาการคล้ายเดิมจากแนวต่อตีบ ลำไส้ส่วนผิดปกติหลงเหลือ ปัญหาการเคลื่อนไหวของลำไส้ หรือท้องผูก หากท้องอืด ถ่ายยาก หรืออาเจียนหลังเคยดีขึ้น ควรกลับไปประเมิน ไม่ควรสรุปเองว่าโรคกลับมา
หลังผ่าตัดยังเกิดลำไส้อักเสบได้หรือไม่
ยังเกิดได้ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด และอาจรุนแรง หากเด็กมีไข้ ท้องอืด ถ่ายเหลวผิดปกติ อาเจียน หรือซึม ต้องไปโรงพยาบาลทันที แม้เพิ่งตรวจติดตามและผลครั้งก่อนเป็นปกติ
เด็กจะควบคุมการขับถ่ายได้หรือไม่
เด็กจำนวนมากขับถ่ายดีขึ้นหลังผ่าตัด แต่ความสามารถในการกลั้นขึ้นกับอายุ ความยาวของโรค เทคนิคผ่าตัด การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูด และการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่เหลือ การประเมินชัดเจนขึ้นเมื่อเด็กถึงวัยฝึกขับถ่าย และบางรายต้องมีแผนจัดการลำไส้ระยะยาว
ต้องขยายทวารหนักหลังผ่าตัดทุกคนไหม
ไม่ใช่ทุกคนต้องขยายทวารหนัก แผนขึ้นกับเทคนิคผ่าตัด ลักษณะแนวต่อ และผลตรวจติดตาม หากจำเป็น ทีมศัลยกรรมต้องกำหนดขนาดอุปกรณ์ วิธี และความถี่เฉพาะราย ผู้ปกครองไม่ควรเริ่มหรือเพิ่มการขยายเอง
เด็กกินอาหารได้เมื่อไรหลังผ่าตัด
ทีมรักษาจะเริ่มนมหรืออาหารเมื่อเห็นว่าลำไส้และอาการโดยรวมพร้อม โดยดูท้องอืด อาเจียน การขับถ่าย และชนิดการผ่าตัด เด็กแต่ละคนจึงเริ่มไม่พร้อมกัน เมื่อกลับบ้านควรทำตามคำแนะนำเรื่องอาหารเฉพาะรายและเฝ้าดูภาวะขาดน้ำ
ต้องติดตามหลังผ่าตัดนานแค่ไหน
ควรติดตามระยะยาวอย่างน้อยตลอดช่วงที่การขับถ่ายและการควบคุมอุจจาระกำลังพัฒนา เพราะปัญหาบางอย่างปรากฏเมื่อเด็กโตขึ้น แพทย์จะประเมินการเจริญเติบโต ท้องผูก ถ่ายเลอะ ลำไส้อักเสบ และผลกระทบต่อการเรียนหรือชีวิตประจำวัน
เมื่อไรเด็กกลับไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมได้
เด็กกลับไปเรียนได้เมื่อกินได้ มีกำลัง ควบคุมอาการปวด และจัดการการเข้าห้องน้ำได้ โดยระยะเวลาขึ้นกับแผล เทคนิคผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อน กิจกรรมที่กระแทกหน้าท้องหรือเล่นรุนแรงควรรอให้ศัลยแพทย์ตรวจและอนุญาตก่อน
ถ้าหลังผ่าตัดยังท้องผูก ควรให้ยาระบายเองไหม
ไม่ควรเพิ่มหรือเริ่มยาระบายเองก่อนหาสาเหตุ เพราะท้องผูกอาจเกิดจากแนวต่อตีบ การอุดกั้น หรือปัญหาการทำงานของลำไส้ แพทย์อาจต้องตรวจก่อนเลือกยา การสวนล้าง หรือการรักษาอื่นที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน
ผู้ปกครองควรถามศัลยแพทย์เรื่องใดก่อนตัดสินใจ
ควรถามว่าผลตรวจยืนยันโรคอย่างไร โรคยาวถึงบริเวณใด จะผ่าตัดด้วยวิธีใด และมีโอกาสต้องทำทวารเทียมหรือเปลี่ยนเป็นผ่าตัดเปิดหรือไม่ นอกจากนี้ควรถามเรื่องการดูแลแผล การขับถ่ายที่คาดในช่วงแรก สัญญาณลำไส้อักเสบ และแผนติดตามระยะยาวด้วย
แหล่งอ้างอิง
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Treatment for Hirschsprung Disease.
- Wang YJ, et al. Laparoscopic-assisted Soave procedure for Hirschsprung disease: 10-year experience with 106 cases. *BMC Surgery*. 2022;22:72.
ข้อมูลอ้างอิง
- PubMed Central (U.S. National Library of Medicine): Laparoscopic-assisted Soave procedure for Hirschsprung disease — เกี่ยวกับ Hirschsprung disease surgery — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
- niddk.nih.gov: Treatment for Hirschsprung Disease - NIDDK — เกี่ยวกับ Hirschsprung disease surgery — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้
หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที


