ผ่าตัดและหัตถการ โหลดแอป
ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก

ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep-brain stimulation) คือการผ่าตัดใส่ขั้วไฟฟ้าในตำแหน่งเฉพาะของสมอง แล้วต่อกับเครื่องกำเนิดสัญญาณที่ฝังใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช่วยปรับวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติ การรักษานี้มักพิจารณาในผู้ที่มีโรคพาร์กินสัน อาการสั่น โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง หรือลมชักบางชนิดที่ยาให้ผลไม่เพียงพอหรือทำให้เกิดผลข้างเคียงมาก แต่ไม่ได้ทำให้โรคหายและไม่เหมาะกับทุกคน

ประเด็นสำคัญ

  • การผ่าตัดนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการ ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคให้หมดไป และผู้ป่วยจำนวนมากยังต้องใช้ยาหลังผ่าตัด
  • ระบบประกอบด้วยขั้วไฟฟ้าในสมอง สายเชื่อมใต้ผิวหนัง และเครื่องกำเนิดสัญญาณใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก การฝังอาจแบ่งเป็นมากกว่าหนึ่งช่วงตามเทคนิคของโรงพยาบาล
  • ผลลัพธ์ขึ้นกับโรค อาการเป้าหมาย ตำแหน่งขั้วไฟฟ้า และการปรับตั้งเครื่องหลังผ่าตัด จึงต้องประเมินโดยทีมประสาทแพทย์และศัลยแพทย์ระบบประสาทก่อนตัดสินใจ

ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก คืออะไร

การฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกเป็นการรักษาด้วยการปรับการทำงานของระบบประสาท แพทย์ใส่สายขนาดเล็กที่มีขั้วไฟฟ้าตรงปลายเข้าไปในตำแหน่งเป้าหมายของสมอง จากนั้นเดินสายใต้ผิวหนังผ่านศีรษะและคอลงมาหาเครื่องกำเนิดสัญญาณ ซึ่งมักอยู่ใต้ผิวหนังช่วงหน้าอกส่วนบนใกล้กระดูกไหปลาร้า (Cleveland Clinic)

เมื่อเปิดเครื่อง กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะส่งไปยังบริเวณเป้าหมายอย่างต่อเนื่องหรือตามโปรแกรมที่กำหนด กระแสนี้ช่วยปรับสัญญาณประสาทที่ผิดปกติซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการ เช่น มือสั่น การเคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อเกร็งหรือบิด และอาการชักบางประเภท กลไกที่แน่ชัดมีความซับซ้อนและยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมด แต่การกระตุ้นสามารถเปลี่ยนการทำงานของวงจรสมองที่ก่ออาการได้

ระบบที่ฝังมีส่วนสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

  • ขั้วไฟฟ้าและสายขั้วไฟฟ้า ใส่เข้าไปในสมองด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน ขึ้นกับโรคและตำแหน่งอาการ
  • สายต่อใต้ผิวหนัง เชื่อมขั้วไฟฟ้าจากศีรษะ ผ่านบริเวณคอ ไปยังหน้าอก
  • เครื่องกำเนิดสัญญาณ มีแบตเตอรี่และวงจรควบคุมกระแสไฟฟ้า แพทย์สามารถตั้งค่าจากภายนอกร่างกายได้ (Stanford Health Care)

หลังแผลผ่าตัดเริ่มหาย แพทย์จะเปิดและปรับตั้งเครื่อง การตั้งค่าที่เหมาะสมมักไม่ได้เสร็จในการพบแพทย์ครั้งเดียว ต้องค่อยๆ ปรับความแรง รูปแบบ และตำแหน่งการกระตุ้น พร้อมติดตามว่าอาการดีขึ้นเพียงใดและมีผลข้างเคียงหรือไม่

สิ่งสำคัญคือเครื่องไม่ได้ทำลายเนื้อสมองเพื่อหยุดอาการ และสามารถปรับการกระตุ้นหรือปิดเครื่องได้ อย่างไรก็ตาม การนำระบบออกหรือแก้ตำแหน่งยังเป็นการผ่าตัด และอาการของโรคอาจกลับมาเมื่อหยุดกระตุ้น

ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

ใครอาจได้รับการพิจารณา

แพทย์มักพิจารณาการผ่าตัดเมื่ออาการมีผลต่อชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน และการรักษาด้วยยาที่เหมาะสมแล้วควบคุมอาการได้ไม่เพียงพอ หรือผลข้างเคียงจากยารบกวนการใช้ชีวิต (Stanford Health Care)

โรคที่อาจใช้การรักษานี้ ได้แก่

  • โรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะผู้ที่ยังตอบสนองต่อยาบางช่วง แต่มีอาการขึ้นๆ ลงๆ เคลื่อนไหวผิดปกติจากยา หรือควบคุมอาการสั่นได้ไม่ดี
  • อาการสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งรุนแรงจนรบกวนการกิน เขียนหนังสือ แต่งตัว หรือทำงาน และยาให้ผลไม่เพียงพอ
  • โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัวผิดปกติ เกิดท่าทางบิดหรือการเคลื่อนไหวที่ควบคุมไม่ได้
  • โรคลมชักดื้อยาในผู้ป่วยบางราย เมื่อได้รับการประเมินชนิดและตำแหน่งกำเนิดอาการชักอย่างละเอียดแล้ว
  • ภาวะทางระบบประสาทหรือจิตเวชบางชนิดในผู้ป่วยที่คัดเลือกอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ข้อบ่งใช้และความพร้อมของการรักษาแตกต่างกันในแต่ละประเทศและสถานพยาบาล

การมีชื่อโรคอยู่ในรายการนี้ไม่ได้แปลว่าคุณควรผ่าตัดทันที ทีมรักษาต้องระบุให้ได้ว่าอาการใดเป็นเป้าหมาย และอาการนั้นมีโอกาสตอบสนองต่อการกระตุ้นหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ในโรคพาร์กินสัน อาการสั่น อาการแข็ง และการเคลื่อนไหวช้าอาจเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมในบางคน แต่อาการด้านความจำ การทรงตัว หรือการพูดบางแบบอาจไม่ดีขึ้น และบางครั้งอาจแย่ลงได้

การประเมินก่อนตัดสินใจ

โดยทั่วไปจะมีการประเมินหลายด้าน ได้แก่

  • ยืนยันการวินิจฉัยและทบทวนการรักษาที่เคยได้รับ
  • ตรวจอาการทางระบบประสาทและกำหนดอาการเป้าหมาย
  • ประเมินการตอบสนองต่อยา โดยบางโรคอาจตรวจในช่วงที่ยาออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์
  • ประเมินความจำ ความคิด การตัดสินใจ อารมณ์ และสุขภาพจิต
  • ตรวจภาพสมองด้วยเอ็มอาร์ไอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อวางตำแหน่งขั้วไฟฟ้าและค้นหาข้อจำกัด
  • ตรวจสุขภาพทั่วไปเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการผ่าตัดและยาระงับความรู้สึก
  • พูดคุยเรื่องเป้าหมายที่เป็นจริง รวมถึงอาการที่คาดว่าจะไม่ดีขึ้น

ใครอาจไม่เหมาะ

แพทย์อาจชะลอหรือไม่แนะนำการผ่าตัด หากประโยชน์ที่คาดหวังน้อยกว่าความเสี่ยง เช่น

  • ยังไม่ได้ลองปรับยาและการรักษาไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสม
  • อาการหลักไม่ใช่อาการที่การกระตุ้นสมองมักช่วยได้
  • มีภาวะสมองเสื่อมหรือความบกพร่องด้านความคิดที่รุนแรง
  • มีโรคทางจิตเวชที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
  • มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือการติดเชื้อในร่างกาย
  • มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือจำเป็นต้องใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกโดยไม่สามารถปรับได้อย่างปลอดภัย
  • สุขภาพโดยรวมไม่พร้อมรับการผ่าตัด
  • ไม่สามารถมาติดตามเพื่อปรับเครื่อง ตรวจแผล และดูแลระบบระยะยาวได้

ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ใช่กฎตายตัว ทีมรักษาจะพิจารณาความรุนแรงของโรค ประโยชน์ที่คาดหวัง ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล และความพร้อมของผู้ดูแลร่วมกัน

เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

การเตรียมตัวเริ่มจากทำความเข้าใจว่าอาการใดคือเป้าหมายของการผ่าตัด ขอให้ทีมรักษาอธิบายว่าอาการใดมีแนวโน้มตอบสนอง อาการใดไม่น่าดีขึ้น และหลังผ่าตัดยังอาจต้องใช้ยาอะไรต่อ การมีความคาดหวังตรงกันช่วยให้ประเมินผลหลังเปิดเครื่องได้ชัดเจน

การตรวจที่อาจต้องทำ

ก่อนผ่าตัด คุณอาจต้องรับการตรวจต่อไปนี้ตามโรคและสุขภาพโดยรวม

  • ตรวจเลือด รวมถึงความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือประเมินหัวใจในผู้ที่มีข้อบ่งชี้
  • ถ่ายภาพสมองด้วยเอ็มอาร์ไอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อกำหนดพิกัดเป้าหมาย
  • ประเมินความจำ การคิด ภาษา อารมณ์ และพฤติกรรม
  • ประเมินโดยวิสัญญีแพทย์
  • ตรวจเพิ่มเติมเฉพาะโรค เช่น การประเมินการเคลื่อนไหวในช่วงที่ยาออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์ (Cleveland Clinic)

แจ้งทีมรักษาหากคุณมีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย โลหะในร่างกาย เครื่องกระตุ้นหัวใจ แพ้ยา แพ้วัสดุ มีประวัติชัก มีโรคหัวใจหรือปอด เคยมีเลือดออกผิดปกติ หรือเคยติดเชื้อบริเวณศีรษะ คอ และหน้าอก ข้อมูลเหล่านี้อาจมีผลต่อการตรวจภาพและแผนผ่าตัด

ยาที่ใช้อยู่

ทำรายการยาทุกชนิด รวมถึงยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อใช้เอง วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม ส่งให้ศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ตรวจสอบ

ยาบางกลุ่มอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนผ่าตัด เช่น

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
  • ยารักษาเบาหวาน
  • ยารักษาโรคพาร์กินสันหรือยาควบคุมอาการสั่นบางชนิด
  • สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

อย่าหยุดยาเอง โดยเฉพาะยาป้องกันลิ่มเลือดและยากันชัก เพราะการหยุดผิดเวลาอาจทำให้เกิดอันตราย ศัลยแพทย์ ประสาทแพทย์ หรือวิสัญญีแพทย์จะกำหนดว่าให้ใช้ยาตัวใดต่อ หยุดตัวใด และเริ่มกลับเมื่อใด

การงดน้ำและอาหาร

เนื่องจากการผ่าตัดอาจใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ ยานอนหลับ หรือการดมยาสลบ คุณต้องทำตามคำสั่งงดน้ำและอาหารของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด เวลาที่ต้องงดขึ้นกับช่วงผ่าตัด ชนิดยาระงับความรู้สึก และโรคประจำตัว หากเผลอกินหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งทีมรักษาตามจริงเพื่อป้องกันการสำลัก

สิ่งที่ควรเตรียมไปโรงพยาบาล

  • บัตรประจำตัวและเอกสารสิทธิการรักษา
  • รายการยาและประวัติแพ้ยา
  • ผลตรวจหรือภาพสมองเดิมที่โรงพยาบาลขอ
  • เสื้อผ้าหลวม สวมและถอดง่าย
  • อุปกรณ์ช่วยเดิน แว่นตา หรือเครื่องช่วยฟังที่ใช้อยู่
  • ชื่อและเบอร์ติดต่อผู้ดูแล
  • รายการคำถามและเป้าหมายที่ต้องการคุยกับทีมรักษา

ควรจัดผู้ดูแลสำหรับการเดินทางกลับและช่วงพักฟื้นระยะแรก เพราะคุณอาจยังมีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเคลื่อนไหวไม่มั่นคง ไม่ควรวางแผนขับรถกลับเอง

ขั้นตอนการผ่าตัด

รูปแบบการผ่าตัดต่างกันตามโรค ตำแหน่งเป้าหมาย เทคนิคของศัลยแพทย์ และระบบของโรงพยาบาล บางแห่งแบ่งการฝังขั้วไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดสัญญาณเป็นคนละวัน บางแห่งอาจทำในช่วงการรักษาเดียวกัน (Stanford Health Care)

1. กำหนดตำแหน่งเป้าหมายในสมอง

ทีมรักษาใช้ภาพเอ็มอาร์ไอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมกับระบบพิกัดสามมิติ เพื่อวางแนวทางสอดขั้วไฟฟ้าไปยังจุดเป้าหมาย อาจใช้อุปกรณ์ตรึงศีรษะหรือระบบนำวิถีแบบอื่น เพื่อให้ศีรษะอยู่นิ่งและช่วยระบุตำแหน่ง

2. ให้ยาระงับความรู้สึก

การใส่ขั้วไฟฟ้าอาจทำขณะคุณตื่นบางช่วง โดยฉีดยาชาที่หนังศีรษะและให้ยาช่วยผ่อนคลาย วิธีนี้ช่วยให้ทีมตรวจการเคลื่อนไหว การพูด หรือผลจากการกระตุ้นระหว่างหาตำแหน่ง

อีกแนวทางคือทำภายใต้การดมยาสลบ โดยใช้ภาพถ่ายและระบบนำวิถีช่วยยืนยันตำแหน่ง เทคนิคที่เหมาะขึ้นกับโรค เครื่องมือของโรงพยาบาล และการประเมินของทีมผ่าตัด

การตื่นระหว่างผ่าตัดไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทนเจ็บ หนังศีรษะจะได้รับยาชา และเนื้อสมองเองไม่มีตัวรับความเจ็บปวด แต่คุณอาจรู้สึกถึงแรงกด เสียง หรือขั้นตอนบางอย่าง ทีมวิสัญญีจะดูแลความสบายและความปลอดภัยตลอดการผ่าตัด

3. ใส่ขั้วไฟฟ้า

ศัลยแพทย์เปิดแผลขนาดเล็กที่หนังศีรษะและทำช่องเล็กที่กะโหลก จากนั้นสอดสายขั้วไฟฟ้าไปยังตำแหน่งเป้าหมาย อาจใส่ด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน ขึ้นกับตำแหน่งอาการและแผนการรักษา

ทีมอาจบันทึกสัญญาณจากเซลล์ประสาท ทดสอบกระแสไฟฟ้า หรือใช้ภาพระหว่างผ่าตัดเพื่อช่วยตรวจตำแหน่ง หากคุณตื่นอยู่ แพทย์อาจขอให้ขยับแขนขา พูด นับเลข หรือทำแบบทดสอบสั้นๆ เพื่อดูผลต่ออาการและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

4. ยึดขั้วไฟฟ้าและปิดแผล

เมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม ศัลยแพทย์จะยึดสายกับกะโหลกและปิดแผล ขั้วไฟฟ้าจะยังไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานทันที เพราะแพทย์มักรอให้แผลและอาการบวมระยะแรกสงบลงก่อน

5. ฝังเครื่องกำเนิดสัญญาณ

ช่วงนี้มักทำภายใต้การดมยาสลบ ศัลยแพทย์เปิดแผลบริเวณหน้าอกส่วนบน สร้างช่องใต้ผิวหนังสำหรับวางเครื่อง แล้วเดินสายต่อใต้ผิวหนังจากศีรษะผ่านคอมายังหน้าอก ก่อนเชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน

6. ตรวจระบบและปิดแผล

ทีมผ่าตัดตรวจการเชื่อมต่อและการทำงานเบื้องต้น จากนั้นปิดแผลที่ศีรษะและหน้าอก คุณจะถูกย้ายไปห้องพักฟื้นเพื่อเฝ้าระวังระดับความรู้สึกตัว การเคลื่อนไหว ความดันโลหิต อาการปวด และภาวะแทรกซ้อนระยะแรก

7. เปิดและปรับตั้งเครื่องภายหลัง

หลังผ่าตัด แพทย์จะนัดเปิดเครื่องและเริ่มตั้งค่าในเวลาที่เหมาะสม การปรับต้องทำหลายครั้งเพื่อหาสมดุลระหว่างการลดอาการกับผลข้างเคียง เช่น พูดไม่ชัด ชา กล้ามเนื้อเกร็ง หรือเห็นภาพซ้อน

อย่าปรับยาเองทันทีหลังเปิดเครื่อง ประสาทแพทย์จะประเมินผลของการกระตุ้นร่วมกับยา แล้วค่อยปรับแผนทีละส่วนเพื่อให้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงใดส่งผลต่ออาการ

ใช้เวลานานแค่ไหน

การรักษานี้ไม่ใช่ขั้นตอนสั้นเพียงขั้นตอนเดียว เวลารวมขึ้นกับว่าฝังขั้วไฟฟ้าด้านเดียวหรือสองด้าน ทำขณะตื่นหรือดมยาสลบ และแบ่งการฝังเครื่องที่หน้าอกเป็นอีกวันหรือไม่ แพทย์จึงต้องแจ้งกำหนดเฉพาะตามแผนของคุณ

แหล่งอ้างอิงต่างประเทศระบุว่าบางศูนย์แบ่งการผ่าตัดเป็น 2 ช่วง โดยฝังขั้วไฟฟ้าก่อนและฝังเครื่องกำเนิดสัญญาณภายหลังประมาณ 7-10 วัน แต่แนวทางนี้ไม่ควรใช้เป็นกำหนดมาตรฐานของโรงพยาบาลในประเทศไทย เพราะแต่ละแห่งจัดขั้นตอนต่างกัน (Penn Medicine)

ระหว่างฝังขั้วไฟฟ้า คุณอาจได้รับยาชาและยาช่วยผ่อนคลายโดยยังตื่นบางช่วง หรือได้รับการดมยาสลบตลอดขั้นตอน ส่วนการฝังเครื่องที่หน้าอกมักใช้การดมยาสลบ

บางแนวทางให้ผู้ป่วยพักโรงพยาบาลประมาณหนึ่งคืนหลังใส่ขั้วไฟฟ้า แต่จำนวนคืนจริงในประเทศไทยอาจมากหรือน้อยกว่านี้ตามอาการหลังผ่าตัด โรคประจำตัว การทำผ่าตัดเป็นกี่ช่วง และแนวทางของสถานพยาบาล ก่อนเข้ารักษา ควรถามให้ชัดว่าคุณจะผ่าตัดกี่ครั้ง ต้องนอนโรงพยาบาลช่วงใด และต้องมีผู้ดูแลนานเพียงใด

พักฟื้นนานแค่ไหน

การพักฟื้นมี 2 ส่วน คือการฟื้นตัวของแผลผ่าตัด และการปรับเครื่องเพื่อควบคุมอาการ สองส่วนนี้ไม่ได้เสร็จพร้อมกัน คุณอาจกลับไปทำกิจวัตรบางอย่างได้แล้ว แต่ยังต้องมาพบแพทย์หลายครั้งเพื่อปรับตั้งเครื่อง

ช่วงพักฟื้นสิ่งที่มักเกิดขึ้นสิ่งที่ควรระวัง
วันแรกหลังผ่าตัดง่วง อ่อนเพลีย ปวดหรือตึงบริเวณแผลอาการทางระบบประสาทใหม่ เลือดออก แผลบวมเร็ว
ช่วงแรกที่บ้านแผลอาจช้ำ บวม หรือตึงเล็กน้อยอย่าแกะแผลหรือทำกิจกรรมที่กระแทกศีรษะและหน้าอก
หลายสัปดาห์แรกแผลค่อยๆ หายและกลับไปทำกิจวัตรเบาๆหลีกเลี่ยงงานหนักตามคำสั่งศัลยแพทย์
หลังเปิดเครื่องเริ่มปรับค่าการกระตุ้นหลายครั้งจดอาการที่ดีขึ้นและผลข้างเคียง
ระยะยาวติดตามอาการ ยา แบตเตอรี่ และระบบสายแจ้งแพทย์ก่อนตรวจหรือทำหัตถการที่อาจกระทบอุปกรณ์

แหล่งอ้างอิงต่างประเทศระบุว่าการฟื้นตัวทางร่างกายมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ และบางคนกลับไปทำงานได้ในประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นกับลักษณะงาน สุขภาพโดยรวม และการฟื้นของแผล (Penn Medicine) งานที่ต้องยกของหนัก ขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือเสี่ยงกระแทกศีรษะและหน้าอกอาจต้องรอนานกว่า ศัลยแพทย์จะกำหนดเวลาที่เหมาะจากผลตรวจหลังผ่าตัด

เครื่องมักถูกเปิดหลังผ่าตัดเมื่อทีมเห็นว่าแผลและอาการบวมอยู่ในระยะเหมาะสม จากนั้นต้องปรับหลายครั้ง แหล่งอ้างอิงระบุว่าการหาค่าที่เหมาะอาจใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน และบางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้นมาก แต่ตัวเลขนี้ขึ้นกับโรค อาการเป้าหมาย และการตอบสนองของแต่ละคน (Penn Medicine)

ช่วงปรับเครื่องควรจดบันทึกว่าอาการใดดีขึ้น เวลาใดที่อาการกลับมา มีการล้ม พูดเปลี่ยน ชา เห็นภาพซ้อน หรืออารมณ์ผิดปกติหรือไม่ อย่าเปลี่ยนค่าที่เกินขอบเขตที่ทีมรักษาอนุญาต และอย่าหยุดยาด้วยตนเอง

การกลับไปขับรถขึ้นกับโรคเดิม อาการชัก การควบคุมการเคลื่อนไหว ผลจากการผ่าตัด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แพทย์ผู้รักษาต้องประเมินเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้เพียงความรู้สึกว่าแผลหายแล้วเป็นเกณฑ์

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดนี้เกี่ยวข้องกับสมอง สายที่พาดผ่านใต้ผิวหนัง และอุปกรณ์ที่ต้องอยู่ในร่างกายระยะยาว จึงมีทั้งความเสี่ยงจากการผ่าตัด ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ และผลข้างเคียงจากกระแสไฟฟ้า (Cleveland Clinic)

ความเสี่ยงจากการผ่าตัดสมอง

  • เลือดออกในสมอง ซึ่งอาจทำให้แขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ ชัก หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยน
  • สมองบวมหรือเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อสมอง
  • การติดเชื้อที่แผล กะโหลก สมอง หรือรอบอุปกรณ์
  • น้ำไขสันหลังรั่ว
  • อาการชัก
  • หลอดเลือดสมองผิดปกติ
  • ปวดศีรษะ สับสน หรือเพ้อหลังผ่าตัด
  • ภาวะแทรกซ้อนจากยาระงับความรู้สึก เช่น ปัญหาการหายใจหรือหัวใจ

ภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การติดเชื้อ หรือปัญหาจากยาระงับความรู้สึก อาจทำให้เกิดความบกพร่องทางระบบประสาทหรือความพิการถาวร และในกรณีที่พบได้น้อยอาจเสียชีวิตได้ ความเสี่ยงจริงแตกต่างกันในแต่ละคนและควรประเมินกับทีมผ่าตัด

ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับอายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ตำแหน่งเป้าหมาย และเทคนิคการผ่าตัด แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ระบุอัตราภาวะแทรกซ้อนที่ใช้แทนประชากรไทยได้ จึงควรถามศัลยแพทย์ถึงความเสี่ยงเฉพาะของคุณและข้อมูลผลการรักษาที่โรงพยาบาลใช้ประกอบการตัดสินใจ

ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์

  • ขั้วไฟฟ้าอยู่ผิดตำแหน่งหรือเคลื่อน
  • สายต่อหลวม ขาด หรือหลุดจากกัน
  • เครื่องทำงานผิดปกติ
  • ผิวหนังบางหรืออุปกรณ์ดันจนผิวหนังเปิด
  • ปวดหรือตึงตามแนวสายบริเวณคอ
  • แบตเตอรี่หมดและต้องเปลี่ยนเครื่องกำเนิดสัญญาณ
  • ติดเชื้อจนต้องให้การรักษาเพิ่มเติม หรืออาจต้องนำอุปกรณ์บางส่วนออก

อายุแบตเตอรี่ขึ้นกับชนิดเครื่อง ค่ากระตุ้น และระยะเวลาที่เปิดใช้ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ทีมรักษาจะวางแผนเปลี่ยนเฉพาะเครื่องกำเนิดสัญญาณตามความเหมาะสม

ผลข้างเคียงจากการกระตุ้น

เมื่อเปิดเครื่อง บางคนอาจมีอาการต่อไปนี้

  • ชาหรือรู้สึกเสียวซ่าที่ใบหน้าและแขนขา
  • กล้ามเนื้อใบหน้าหรือแขนตึง
  • พูดไม่ชัด เสียงเปลี่ยน หรือหาคำลำบาก
  • การทรงตัวหรือการเดินแย่ลง
  • เห็นภาพซ้อนหรือการมองเห็นเปลี่ยน
  • สับสน สมาธิลดลง หรือความจำเปลี่ยน
  • อารมณ์เปลี่ยน เช่น หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือคึกผิดปกติ

ผลข้างเคียงบางอย่างลดลงได้เมื่อแพทย์ปรับค่าการกระตุ้น แต่ไม่ใช่ทุกอาการจะแก้ได้ด้วยการตั้งเครื่อง จึงควรแจ้งอาการตามจริงแทนการทนรอหรือปิดเครื่องเอง

การกระตุ้นสมองไม่ได้ทำให้โรคหาย อาการอาจดีขึ้นเพียงบางส่วน และบางอาการอาจไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังต้องใช้ยา แม้อาจปรับชนิดหรือปริมาณภายใต้การดูแลของประสาทแพทย์

สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

ไปห้องฉุกเฉินหรือขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อมีอาการที่อาจบ่งถึงเลือดออกในสมอง การติดเชื้อ หรือความผิดปกติรุนแรง ได้แก่

  • แขน ขา หรือใบหน้าอ่อนแรงหรือชาฉับพลัน โดยเฉพาะด้านเดียว
  • พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ สับสนมาก หรือปลุกไม่ตื่น
  • ปวดศีรษะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือปวดร่วมกับอาเจียนซ้ำ
  • ชักครั้งแรก ชักนานกว่าปกติ หรือชักถี่ขึ้นอย่างชัดเจน
  • หมดสติ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก
  • เดินเซมาก การทรงตัวเปลี่ยนฉับพลัน หรือมองเห็นผิดปกติใหม่
  • มีไข้ร่วมกับแผลแดง ร้อน บวม ปวดมาก หรือมีหนอง
  • แผลเปิด เลือดออกไม่หยุด หรือเห็นอุปกรณ์ใต้แผล
  • บริเวณหน้าอกหรือคอบวมเร็ว กดเจ็บมาก หรือผิวหนังเปลี่ยนสี
  • มีความคิดทำร้ายตนเอง อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนรุนแรง

ติดต่อทีมผ่าตัดโดยเร็ว หากอาการเดิมกลับมาอย่างฉับพลัน เครื่องแสดงคำเตือน รู้สึกว่าเครื่องไม่ทำงาน หรือมีอาการใหม่หลังใช้รีโมต อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการตั้งค่า แบตเตอรี่ หรือการเชื่อมต่อของระบบ ไม่ควรแกะ กด หรือพยายามซ่อมอุปกรณ์เอง

ทางเลือกอื่น

การผ่าตัดไม่ใช่คำตอบแรกสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ และไม่ใช่ทางเลือกเดียว แผนรักษาขึ้นกับโรค อาการเป้าหมาย อายุ สุขภาพ ความต้องการของผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา

การรักษาโดยไม่ผ่าตัด

  • ปรับชนิด เวลา หรือรูปแบบการใช้ยาโดยประสาทแพทย์
  • กายภาพบำบัดเพื่อการเดิน การทรงตัว ความแข็งแรง และการป้องกันการล้ม
  • กิจกรรมบำบัดเพื่อช่วยทำกิจวัตรและปรับอุปกรณ์ในบ้าน
  • การฝึกพูดและกลืนในผู้ที่มีปัญหาด้านเสียง ภาษา หรือการสำลัก
  • การดูแลสุขภาพจิตและการปรับพฤติกรรม
  • การฉีดยาเฉพาะกล้ามเนื้อในภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหรือบิดบางรูปแบบ
  • การปรับการนอน ออกกำลังกาย และโภชนาการให้เหมาะกับโรค

หากยายังควบคุมอาการได้ดีและผลข้างเคียงยอมรับได้ การผ่าตัดอาจยังไม่จำเป็น สำหรับโรคที่ดำเนินต่อเนื่อง การรักษาไม่ผ่าตัดยังมีบทบาทแม้ฝังเครื่องแล้ว

การผ่าตัดหรือหัตถการทางเลือก

ทางเลือกอาจรวมถึงการทำลายจุดเป้าหมายขนาดเล็กในสมองด้วยวิธีต่างๆ หรือการผ่าตัดรักษาลมชักชนิดอื่นในผู้ที่มีจุดกำเนิดอาการชัดเจน บางวิธีไม่ต้องฝังอุปกรณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงอาจย้อนกลับไม่ได้และมีข้อจำกัดเฉพาะตำแหน่ง

สำหรับผู้ป่วยลมชัก อาจมีอุปกรณ์กระตุ้นระบบประสาทชนิดอื่นหรือการผ่าตัดเอาบริเวณกำเนิดอาการชักออก ขึ้นกับผลตรวจคลื่นสมอง ภาพสมอง และการประเมินของทีมลมชัก

คำถามที่ช่วยเปรียบเทียบทางเลือก ได้แก่

  • อาการใดเป็นเป้าหมายหลัก และแต่ละทางเลือกช่วยอาการนั้นอย่างไร
  • ผลของการรักษาปรับเปลี่ยนหรือย้อนกลับได้หรือไม่
  • ต้องฝังอุปกรณ์และเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือไม่
  • มีผลต่อความจำ การพูด การเดิน หรืออารมณ์อย่างไร
  • หากยังไม่ผ่าตัดตอนนี้ มีความเสี่ยงหรือเสียโอกาสอะไรหรือไม่
  • ต้องมาติดตามและปรับการรักษาบ่อยเพียงใด

สิทธิการรักษา

การใช้สิทธิขึ้นกับการวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การมีโรคพาร์กินสัน อาการสั่น หรือลมชักไม่ได้หมายความว่าสิทธิจะครอบคลุมการฝังเครื่องโดยอัตโนมัติ เพราะต้องผ่านการประเมินว่าการรักษามาตรฐานให้ผลไม่เพียงพอและการผ่าตัดเหมาะกับผู้ป่วยรายนั้น

ประกันสังคม

เริ่มสอบถามจากโรงพยาบาลตามสิทธิหรือสถานพยาบาลที่รับผิดชอบการส่งต่อ ถามว่าจำเป็นต้องมีใบส่งตัวหรือไม่ โรงพยาบาลใดในเครือข่ายสามารถประเมินและผ่าตัดได้ และการติดตามปรับเครื่องหลังผ่าตัดอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด

บัตรทอง

ติดต่อหน่วยบริการประจำเพื่อรับการประเมินและส่งต่อตามลำดับ ระบบอาจกำหนดโรงพยาบาลที่มีศักยภาพด้านศัลยกรรมระบบประสาทและการปรับเครื่อง ควรถามให้ครบถึงการตรวจก่อนผ่าตัด ตัวอุปกรณ์ การผ่าตัด การติดตาม และการเปลี่ยนเครื่องกำเนิดสัญญาณในอนาคต

สวัสดิการข้าราชการ

การเบิกขึ้นกับข้อบ่งชี้ รหัสการรักษา เงื่อนไขของอุปกรณ์ และโรงพยาบาลที่ให้บริการ ให้หน่วยสิทธิของโรงพยาบาลตรวจสอบเอกสารและการอนุมัติก่อนกำหนดผ่าตัด โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ฝังในร่างกาย

ประกันสุขภาพเอกชน

ตรวจกรมธรรม์เรื่องการรักษาโรคทางระบบประสาท การผ่าตัดใหญ่ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย โรคที่เป็นมาก่อน และเงื่อนไขอนุมัติล่วงหน้า ขอให้บริษัทประกันยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าครอบคลุมรายการใดบ้าง รวมถึงการผ่าตัดเป็นหลายช่วง การนอนโรงพยาบาล และการติดตามปรับเครื่อง

ไม่ว่าสิทธิใด ควรขอให้โรงพยาบาลช่วยตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้ก่อนนัดผ่าตัด

  • ต้องใช้ใบส่งตัวหรือการอนุมัติล่วงหน้าหรือไม่
  • ครอบคลุมการประเมินทางระบบประสาทและจิตประสาทหรือไม่
  • ครอบคลุมขั้วไฟฟ้า สายต่อ และเครื่องกำเนิดสัญญาณหรือไม่
  • ครอบคลุมการผ่าตัดทั้งสองช่วง หากแผนแบ่งเป็นสองครั้งหรือไม่
  • การเปิดเครื่องและนัดปรับค่าภายหลังอยู่ในสิทธิหรือไม่
  • การแก้ไขอุปกรณ์หรือเปลี่ยนเครื่องในอนาคตมีเงื่อนไขอย่างไร

จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

คำถามที่พบบ่อย

ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกทำให้โรคหายไหม

ไม่ทำให้โรคหาย แต่มีเป้าหมายเพื่อลดอาการบางชนิดและช่วยให้ทำกิจวัตรได้ดีขึ้น ผู้ป่วยจำนวนมากยังต้องใช้ยาและติดตามโรคต่อเนื่อง (Stanford Health Care)

หลังผ่าตัดหยุดยาได้เลยหรือไม่

ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะต้องดูผลจากการกระตุ้นร่วมกับอาการและผลข้างเคียงก่อน ประสาทแพทย์จะค่อยๆ ปรับยาเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและเหมาะสม

ระหว่างผ่าตัดต้องตื่นหรือไม่

ไม่จำเป็นทุกคน เพราะการใส่ขั้วไฟฟ้าอาจทำขณะตื่นบางช่วงหรือภายใต้การดมยาสลบ เทคนิคขึ้นกับโรค ตำแหน่งเป้าหมาย และระบบนำวิถีของโรงพยาบาล

ถ้าตื่นระหว่างผ่าตัดจะเจ็บไหม

หนังศีรษะจะได้รับยาชาและทีมวิสัญญีจะดูแลความสบาย ส่วนเนื้อสมองไม่มีตัวรับความเจ็บปวด แต่คุณอาจรู้สึกแรงกด ได้ยินเสียง หรือรู้สึกไม่สบายจากการอยู่นิ่ง จึงควรบอกทีมทันทีเมื่อมีอาการ

เครื่องเริ่มทำงานทันทีหลังผ่าตัดหรือไม่

โดยทั่วไปแพทย์มักรอให้แผลและอาการบวมระยะแรกดีขึ้นก่อนเปิดเครื่อง เวลาจริงขึ้นกับอาการและแนวทางของโรงพยาบาล

ต้องปรับเครื่องกี่ครั้งจึงจะลงตัว

มักต้องปรับหลายครั้งในช่วงหลายเดือน เพราะแพทย์ต้องหาค่าที่ลดอาการโดยเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด แหล่งอ้างอิงระบุว่าบางคนใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน และบางรายนานกว่านั้นตามโรคและการตอบสนอง (Penn Medicine)

เครื่องอยู่ได้ตลอดชีวิตหรือไม่

ขั้วไฟฟ้าและสายอาจใช้งานได้ระยะยาวหากไม่มีปัญหา แต่เครื่องกำเนิดสัญญาณมีแบตเตอรี่และอาจต้องเปลี่ยน อายุการใช้งานขึ้นกับชนิดแบตเตอรี่และค่าการกระตุ้น

ถ้าแบตเตอรี่หมดต้องผ่าตัดสมองใหม่ไหม

โดยทั่วไปการเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นการเปลี่ยนเครื่องกำเนิดสัญญาณใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก ไม่ใช่การใส่ขั้วไฟฟ้าในสมองใหม่ หากขั้วไฟฟ้าและสายเดิมยังทำงานปกติ

เดินผ่านเครื่องตรวจความปลอดภัยได้หรือไม่

อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กบางชนิดอาจรบกวนระบบได้ คุณควรพกบัตรประจำอุปกรณ์ แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย และทำตามคำแนะนำของทีมรักษา ไม่ควรวางเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กใกล้บริเวณหน้าอกโดยไม่ตรวจสอบก่อน

ตรวจเอ็มอาร์ไอหลังฝังเครื่องได้ไหม

อาจตรวจได้เฉพาะเมื่อระบบที่ฝังและเงื่อนไขการตรวจเข้ากันได้ ต้องแจ้งแผนกรังสีและทีมที่ดูแลเครื่องทุกครั้ง ห้ามเข้ารับการตรวจโดยอาศัยข้อมูลทั่วไป เพราะอาจต้องตั้งเครื่องในโหมดเฉพาะและจำกัดตำแหน่งหรือกำลังของเครื่องตรวจ

ใช้โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าได้หรือไม่

โดยทั่วไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้เมื่อใช้อย่างถูกวิธี แต่ควรหลีกเลี่ยงการวางอุปกรณ์ที่มีแม่เหล็กแรงสูงชิดบริเวณเครื่องกำเนิดสัญญาณ หากไม่แน่ใจ ให้นำชื่ออุปกรณ์ไปถามทีมที่ปรับเครื่องก่อนใช้งาน

ออกกำลังกายหรือว่ายน้ำได้เมื่อไร

ต้องรอให้แผลหายและได้รับอนุญาตจากศัลยแพทย์ก่อน โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีแรงกระแทก ดึงรั้งบริเวณคอ หรือเสี่ยงล้ม มีรายงานว่าการกระตุ้นอาจส่งผลต่อท่าทางที่จำเป็นในการว่ายน้ำในบางราย จึงควรประเมินความปลอดภัยก่อนกลับไปว่ายน้ำ

หากอาการกลับมาฉับพลันควรทำอย่างไร

ตรวจคำเตือนบนอุปกรณ์ตามวิธีที่ทีมรักษาสอนและติดต่อโรงพยาบาล เพราะอาจเกิดจากแบตเตอรี่ การตั้งค่า หรือสายเชื่อมต่อ หากมีแขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ ชัก หรือปวดศีรษะรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

เครื่องกระตุ้นทำให้พูดไม่ชัดหรือเดินเซได้ไหม

เป็นไปได้ เพราะการกระตุ้นอาจทำให้การพูด การทรงตัว การมองเห็น หรือกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลง อาการบางอย่างดีขึ้นเมื่อแพทย์ปรับค่าเครื่อง แต่ต้องแจ้งทีมรักษาแทนการปรับหรือปิดเครื่องเอง

ควรถามอะไรกับศัลยแพทย์ก่อนตัดสินใจ

ควรถามว่าอาการใดเป็นเป้าหมาย อาการใดไม่น่าดีขึ้น ความเสี่ยงเฉพาะของคุณคืออะไร จะผ่าตัดกี่ช่วง ใช้ยาระงับความรู้สึกแบบใด และใครเป็นผู้ติดตามปรับเครื่องหลังผ่าตัด นอกจากนี้ควรถามว่าหากไม่ผ่าตัดตอนนี้ยังมีทางเลือกใด และต้องวางแผนดูแลอุปกรณ์ระยะยาวอย่างไร

: https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/21088-deep-brain-stimulation: https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html: https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation: https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/deep-brain-stimulation/about/pac-20384562

ข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที

ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

HDcare ช่วยคุณหาแพทย์และโรงพยาบาลที่เหมาะกับการผ่าตัดที่ต้องการ

ทีมงานช่วยประสานงานนัดหมาย เตรียมเอกสาร และติดตามผลหลังผ่าตัด

HDcare เป็นผู้ให้บริการประสานงาน ไม่ใช่สถานพยาบาล และไม่ได้ให้การรักษาโดยตรง

ภาพแพทย์และพยาบาลในหน้านี้เป็นภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่บุคลากรจริงของ HDcare หรือโรงพยาบาลในเครือข่าย

© 2026 HDmall · HDcare เป็นผู้ให้บริการประสานงาน ไม่ใช่สถานพยาบาล

ภาพประกอบสร้างด้วย AIภาพประกอบ AI
ปรึกษาทีม HDcare ทางไลน์

HDcare ช่วยประสานงานนัดหมาย เปรียบเทียบทางเลือก และดูแลตลอดการรักษาช่วยนัดหมาย เทียบทางเลือก และดูแลตลอดการรักษาช่วยนัดหมาย และดูแลตลอดการรักษา