# การตลาดโรงพยาบาล: คู่มือวางกลยุทธ์ปี 2569 สำหรับโรงพยาบาลเอกชน

> การตลาดโรงพยาบาลปี 2569 ต้องชนะตั้งแต่ตอนคนไข้ค้นหาและเปรียบเทียบ รวม 8 กลยุทธ์ ตัวชี้วัดที่ผู้บริหารควรดู วิธีตั้งงบ พร้อมเครื่องคำนวณ และกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลที่ต้องรู้

อัปเดต 22 ตุลาคม 2569 · หน้าเว็บ: https://hdmall.co.th/work-with-us/resources/hospital-marketing/

**การตลาดโรงพยาบาล คือการวางระบบให้คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพค้นเจอโรงพยาบาลของคุณ เชื่อใจพอจะนัด และกลับมาใช้บริการต่อเนื่อง ภายใต้กฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มกว่าธุรกิจทั่วไป**

ในปี 2569 โจทย์นี้ยากขึ้นด้วยสามเหตุผล ตลาดในประเทศโตช้าลง คนไข้เปรียบเทียบราคาและแพทย์ก่อนตัดสินใจมากขึ้น และหลายคนเริ่มถาม ChatGPT, Gemini หรือ Google AI Mode ก่อนจะค้นหาแบบเดิม คู่มือนี้เขียนจากมุมของ HDmall มาร์เก็ตเพลซสุขภาพที่มีคนเข้ามาค้นหาและเปรียบเทียบบริการสุขภาพกว่า 5 ล้านครั้งต่อเดือน และทำงานกับคลินิกและโรงพยาบาลพาร์ตเนอร์กว่า 2,500 แห่ง

> **สรุปสั้นสำหรับผู้บริหาร**
> - ตลาดโรงพยาบาลเอกชนปี 2569 คาดว่าโตราว 2.4% และจำนวนคนไข้ในประเทศแทบไม่เพิ่ม การเติบโตจึงมาจากการชนะคู่แข่งในจังหวะที่คนไข้เปรียบเทียบ และการทำให้คนไข้เดิมกลับมา
> - วางแผนรายศูนย์หรือรายบริการ ไม่ใช่วางแผนรวมทั้งโรงพยาบาล เพราะแต่ละศูนย์มีคนไข้ คู่แข่ง และต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ต่างกัน
> - วัดผลที่ต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่มารับบริการจริง ไม่ใช่ยอดคลิกหรือยอดทักแชท
> - โฆษณาสถานพยาบาลต้องได้รับอนุมัติก่อนเผยแพร่ และกรม สบส. ตรวจโพสต์ออนไลน์อย่างจริงจัง ครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 พบโพสต์ที่เข้าข่ายผิดกว่าครึ่งของที่ตรวจ
> - ให้ข้อมูลที่ AI ต้องใช้ตอบคำถามคนไข้ เช่น ราคา แพทย์ เวลาออกตรวจ และประกันที่รับ อยู่บนเว็บอย่างชัดเจน เพื่อให้ AI หยิบโรงพยาบาลของคุณไปแนะนำได้

## ภาพรวมตลาด: ทำไมการตลาดโรงพยาบาลปี 2569 ต้องเปลี่ยน

บทวิเคราะห์ของ ttb analytics ที่เผยแพร่เมื่อกรกฎาคม 2569 ชี้ว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ตัวเลขที่ทีมการตลาดควรรู้มีดังนี้

| ตัวเลข | ความหมายต่อทีมการตลาด |
|---|---|
| มูลค่าตลาดปี 2569 ราว 3.4 แสนล้านบาท โตเพียง 2.4% | ตลาดไม่ได้ขยายเร็วพอให้ทุกโรงพยาบาลโตไปด้วยกัน ส่วนแบ่งต้องแย่งกันมากขึ้น |
| ปี 2566–2568 ตลาดโตเฉลี่ย 2.0% ต่อปี จาก 11.6% ในสิบปีก่อนหน้า | วิธีที่เคยได้ผลในช่วงตลาดโตเร็วอาจไม่พอแล้ว |
| จำนวนคนไข้ในประเทศเพิ่มเฉลี่ยเพียง 0.9% ต่อปี | รายได้ที่โตส่วนใหญ่มาจากค่ารักษาที่สูงขึ้น ไม่ใช่คนไข้ใหม่ |
| ค่ารักษาพยาบาลเฟ้อราว 10–11% ต่อปี ขณะที่รายได้ครัวเรือนโตราว 3% | คนไข้เปรียบเทียบราคาก่อนใช้บริการที่ไม่เร่งด่วน เช่น ตรวจสุขภาพ |
| ประกันสุขภาพแบบมาตรฐานที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 มีเงื่อนไข Copayment ให้ร่วมจ่าย 30% หรือ 50% ในปีต่ออายุเมื่อเคลมเข้าเกณฑ์ | คนไข้ที่มีประกันคิดก่อนเคลมมากขึ้น ราคาที่ชัดเจนจึงสำคัญขึ้น ([อ่านเรื่อง Copayment](/work-with-us/resources/copayment-health-insurance/)) |
| คนไข้ต่างชาติคิดเป็น 16.8% ของรายได้ในปี 2568 และรายได้กลุ่มนี้โตเฉลี่ย 8.5% ต่อปี เทียบกับ 1.3% ของคนไข้ไทย | ตลาดต่างชาติและตลาดเฉพาะทางเป็นช่องทางโตที่ชัดที่สุด |

ข้อสรุปของบทวิเคราะห์เดียวกันคือโรงพยาบาลต้องขยับจาก "รักษาเมื่อป่วย" ไปสู่ "ดูแลสุขภาพต่อเนื่อง" ทั้งการแพทย์เฉพาะทาง เวชศาสตร์ความงาม และเวชศาสตร์ป้องกัน ในช่วงเดียวกัน รายได้ของโรงพยาบาลเฉพาะทางโตเฉลี่ย 34.0% ต่อปี ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 22.9% และกลุ่ม Wellness 11.4%

สำหรับทีมการตลาด สิ่งนี้แปลว่างานหลักเปลี่ยนไป จากการสร้างการรับรู้แบบกว้าง ไปเป็นการทำให้โรงพยาบาลถูกเลือกในวินาทีที่คนไข้กำลังเปรียบเทียบ และทำให้คนไข้ที่มาแล้วกลับมาอีก

## การตลาดโรงพยาบาลต่างจากคลินิกและธุรกิจทั่วไปอย่างไร

หลายแนวทางที่ใช้ได้กับคลินิกนำมาใช้กับโรงพยาบาลตรง ๆ ไม่ได้ เพราะโครงสร้างต่างกันหลายด้าน

| ด้าน | โรงพยาบาล | สิ่งที่ต้องทำต่างออกไป |
|---|---|---|
| สิ่งที่ขาย | หลายศูนย์ หลายร้อยบริการ ตั้งแต่ตรวจสุขภาพถึงผ่าตัดใหญ่ | วางแผนและวัดผลแยกตามศูนย์ |
| คนตัดสินใจ | คนไข้ ครอบครัว แพทย์ผู้ส่งต่อ ฝ่าย HR และบริษัทประกัน | สื่อสารกับแต่ละกลุ่มด้วยข้อมูลที่เขาใช้ตัดสินใจ |
| คนจ่ายเงิน | จ่ายเอง ประกันส่วนตัว ประกันกลุ่ม และสิทธิ์อื่น ๆ | บอกให้ชัดว่ารับประกันอะไร และมีราคาแพ็กเกจสำหรับคนจ่ายเอง |
| ระยะเวลาตัดสินใจ | นาทีสำหรับเรื่องเร่งด่วน หลายสัปดาห์สำหรับการผ่าตัด | เส้นทางคนไข้และข้อความแต่ละศูนย์ต้องต่างกัน |
| แบรนด์ | แพทย์และศูนย์เฉพาะทางมีชื่อเสียงของตัวเอง | ทำให้ค้นเจอทั้งชื่อโรงพยาบาล ชื่อศูนย์ และชื่อแพทย์ |
| กฎระเบียบ | โฆษณาต้องได้รับอนุมัติก่อน และข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว | วางเวลาสำหรับขออนุมัติไว้ในแผน และแยกความยินยอมด้านการตลาด |

ผลที่ตามมาคือแผนการตลาดโรงพยาบาลที่ดีมักเป็นแผนหลายแผนซ้อนกัน แผนละศูนย์ แต่ใช้ระบบกลางชุดเดียวกัน ทั้งเว็บไซต์ กล่องข้อความ ระบบนัด และการวัดผล

## เส้นทางคนไข้โรงพยาบาล ในยุคที่ถาม AI ก่อนเลือก

คนไข้หนึ่งคนผ่านห้าช่วงก่อนจะเป็นคนไข้ประจำ แต่ละช่วงมีจุดที่โรงพยาบาลเสียคนไข้ไปให้ที่อื่นบ่อย และมีตัวเลขที่ใช้วัดได้

| ช่วง | คนไข้ทำอะไร | มักเสียคนไข้เมื่อ | วัดด้วย |
|---|---|---|---|
| เริ่มสงสัย | มีอาการ มีคำถาม หรืออยากรู้ราคาก่อน | ไม่มีเนื้อหาตอบคำถามที่เขาถามจริง | จำนวนการค้นหาที่เห็นเรา |
| ค้นหา | Google, Google Maps, AI Mode, ChatGPT, Gemini และ HDmall | AI และแผนที่แนะนำที่อื่น เพราะหาข้อมูลเราไม่เจอ | สัดส่วนคำถามที่ AI แนะนำเรา |
| เปรียบเทียบ | ราคาแพ็กเกจ แพทย์ รีวิว ระยะทาง และประกันที่รับ | ไม่บอกราคา หรือบอกไม่ครบว่ารวมอะไร | อัตราคนดูหน้าบริการที่ทักหรือจอง |
| ทักและนัด | LINE, Facebook, โทร หรือจองออนไลน์ | ตอบช้า ส่งต่อผิดศูนย์ หรือนอกเวลาไม่มีใครตอบ | เวลาตอบครั้งแรก และอัตราปิดนัดจากแชท |
| มารับบริการและกลับมา | มาตามนัด ติดตามผล ตรวจซ้ำ และบอกต่อ | ไม่มีใครเตือนนัด หรือไม่ชวนกลับมาตามรอบ | อัตรามาตามนัด และอัตรากลับมาใน 12 เดือน |

ช่วงที่เปลี่ยนมากที่สุดในสองปีที่ผ่านมาคือช่วงค้นหา ผู้ช่วย AI ไม่ได้แสดงลิงก์สิบอันให้คนไข้เลือกเอง แต่สรุปคำตอบและแนะนำสถานที่ไม่กี่แห่ง โรงพยาบาลที่ไม่มีข้อมูลชัดเจนบนเว็บ เช่น ราคาเริ่มต้น ชื่อแพทย์ เวลาออกตรวจ หรือประกันที่รับ จึงมักไม่ถูกหยิบไปพูดถึงเลย แม้จะมีชื่อเสียงในพื้นที่

## 8 กลยุทธ์การตลาดโรงพยาบาลที่ได้ผลในปี 2569

### 1. วางแผนรายศูนย์ ไม่ใช่รายโรงพยาบาล

เลือก 3–5 ศูนย์ที่มีที่ว่างรองรับคนไข้เพิ่มและมีกำไรดี แล้ววางแผนแยกกัน สำหรับแต่ละศูนย์ให้ตอบห้าคำถาม

1. คนไข้เป้าหมายคือใคร และเขาค้นหาด้วยคำว่าอะไร
2. คู่แข่งที่คนไข้จะเปรียบเทียบด้วยคือใคร ภายในระยะทางที่เขายอมเดินทาง
3. ราคาของเราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
4. ศูนย์รับคนไข้เพิ่มได้อีกกี่รายต่อสัปดาห์
5. ยอมจ่ายได้เท่าไรต่อคนไข้ใหม่หนึ่งราย (ดูวิธีคิดในหัวข้อตั้งงบด้านล่าง)

ศูนย์ตรวจสุขภาพกับศูนย์กระดูกและข้อมีเส้นทางคนไข้ต่างกันมาก ศูนย์แรกขายด้วยราคาและความสะดวก ศูนย์หลังขายด้วยแพทย์และผลการรักษา การใช้แคมเปญเดียวกันกับทั้งสองศูนย์จึงมักได้ผลไม่ดีทั้งคู่

### 2. ทำให้ถูกค้นเจอทั้งบน Google และในคำตอบของ AI

การทำ SEO ให้โรงพยาบาลวันนี้คือการทำให้ทั้ง Google และผู้ช่วย AI หาข้อมูลที่ถูกต้องเจอ แนวทางนี้บางครั้งเรียกว่า AEO (Answer Engine Optimization) สิ่งที่ควรมีคือ

- **หน้าเว็บแยกตามศูนย์และหัตถการหลัก** ที่ตอบคำถามจริงของคนไข้ เช่น ราคาเริ่มต้น สิ่งที่รวมในราคา การเตรียมตัว ระยะพักฟื้น และประกันที่รับ
- **หน้าแพทย์** ที่บอกความเชี่ยวชาญ ตารางออกตรวจ และภาษาที่สื่อสารได้ (ข้อความเกี่ยวกับคุณวุฒิและความชำนาญของแพทย์อยู่ในขอบเขตของกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลด้วย)
- **Google Business Profile** ที่ข้อมูลตรงกับเว็บไซต์ทุกจุด และสำหรับศูนย์ที่มีทางเข้า เบอร์โทร หรือเวลาเปิดแยก ให้พิจารณาทำโปรไฟล์ของศูนย์ตามแนวทางของ Google
- **ข้อมูลโครงสร้าง (structured data)** สำหรับโรงพยาบาล แพทย์ และคำถามที่พบบ่อย เพื่อให้เครื่องอ่านข้อมูลได้ตรง
- **รีวิวที่สม่ำเสมอ** และการตอบรีวิวทุกรายการ ทั้งรีวิวดีและไม่ดี

วิธีเช็กว่าทำได้ผลหรือยังทำได้ง่าย รวบรวมคำถาม 20 ข้อที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดของแต่ละศูนย์ แล้วถาม ChatGPT, Gemini และ Google AI Mode ทุกเดือน จดว่าโรงพยาบาลของคุณถูกแนะนำในกี่ข้อ ตัวเลขนี้คือส่วนแบ่งในคำตอบของ AI ที่ควรเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส หากอยากเริ่มเร็ว HDmall มี[บริการตรวจสุขภาพออนไลน์ฟรี](/work-with-us/#health-check) ที่ดูว่าเว็บไซต์และ Google ของคุณพร้อมแค่ไหน

### 3. เปิดราคาแพ็กเกจ และไปอยู่ในที่ที่คนไข้เปรียบเทียบ

บริการที่คนไข้ตัดสินใจเองได้และเปรียบเทียบกันมาก เช่น ตรวจสุขภาพ วัคซีน คลอด และการผ่าตัดที่นัดล่วงหน้าได้ ควรมีแพ็กเกจราคาชัดเจน บอกว่ารวมอะไรและมีเงื่อนไขอะไร ราคาที่ชัดช่วยให้คนไข้ตัดสินใจเร็วขึ้น และลดคำถามซ้ำ ๆ ในแชทได้มาก

นอกจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอง แพ็กเกจควรไปอยู่ในที่ที่คนไข้กำลังเปรียบเทียบอยู่แล้ว มาร์เก็ตเพลซสุขภาพอย่าง HDmall รวมคนที่ตั้งใจซื้อบริการไว้ในที่เดียว ทีมการตลาดของพาร์ตเนอร์รายหนึ่งเล่าว่าลูกค้าที่มาจาก HDmall กว่า 60% เป็นคนไข้ใหม่ที่ยังไม่เคยมี HN ที่โรงพยาบาล

การผ่าตัดที่นัดล่วงหน้าได้ เช่น เลสิก ต้อกระจก ไส้เลื่อน หรือผ่าตัดเนื้องอกมดลูก เป็นบริการมูลค่าสูงที่เส้นทางการตัดสินใจยาวกว่าบริการอื่นมาก คนไข้มักต้องการคนช่วยเปรียบเทียบราคาระหว่างโรงพยาบาล เช็กสิทธิ์ประกัน หาทางผ่อนชำระ และอยากมีคนดูแลในวันผ่าตัด โรงพยาบาลที่ทำทุกขั้นตอนนี้เองต้องใช้ทีมและเวลามาก อีกทางคือทำงานกับบริการผู้ช่วยด้านการผ่าตัด (surgery concierge) อย่าง [HDcare](https://hdmall.co.th/surgeries) ของ HDmall ซึ่งหาคนไข้ คัดกรองเฉพาะเคสที่พร้อมทำหัตถการ แล้วส่งต่อให้โรงพยาบาล ดูเส้นทางคนไข้ผ่าตัดและจุดที่เสียเคสได้ใน[คู่มือเพิ่มเคสผ่าตัด](/work-with-us/resources/grow-surgery-cases/)

เรื่องที่ต้องระวังคือโปรโมชัน คำว่า "ฟรี" "พิเศษ" หรือ "ส่วนลด" ที่ไม่ระบุเงื่อนไขและระยะเวลา เป็นหนึ่งในจุดที่โฆษณาสถานพยาบาลถูกท้วงบ่อย ให้ระบุราคา สิ่งที่รวม และวันเริ่มต้นถึงวันสิ้นสุดเสมอ

### 4. ตอบให้เร็ว และพาไปถึงการนัดให้ได้

งานวิจัยของ Harvard Business Review ปี 2011 ที่วิเคราะห์ลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา 2.24 ล้านราย พบว่าธุรกิจใช้เวลาตอบกลับเฉลี่ย 42 ชั่วโมง และ 23% ไม่ตอบเลย งานวิจัยนี้เป็นการขายแบบ B2B ในต่างประเทศ จึงใช้เป็นหลักการมากกว่าตัวเลขที่คาดหวังได้ตรงตัว แต่กลไกเหมือนกัน คนที่กำลังหาบริการมักทักหลายที่พร้อมกัน และที่ที่ตอบก่อนได้เริ่มบทสนทนาก่อน

โจทย์เฉพาะของโรงพยาบาลคือข้อความเข้ามาหลายทาง LINE OA ของแต่ละศูนย์ เพจ Facebook แชทบนเว็บไซต์ และคอลเซ็นเตอร์ แนวทางที่ได้ผลคือ

- รวมข้อความจากทุกช่องทางไว้ที่เดียว และตั้งเป้าตอบภายใน 5 นาทีในเวลาทำการ
- คัดแยกข้อความไปศูนย์ที่ถูกต้องตั้งแต่ข้อความแรก
- ส่งต่อพยาบาลหรือแพทย์ทันทีเมื่อเป็นคำถามทางคลินิก และมีกติกาชัดเจนว่าเรื่องไหนต้องให้คนตอบ
- นอกเวลาทำการ ตอบอัตโนมัติด้วยข้อมูลจริง เช่น ราคาและเวลาว่าง พร้อมบอกว่าทีมจะติดต่อกลับเมื่อไร
- วัดค่ามัธยฐานของเวลาตอบครั้งแรก และสัดส่วนแชทที่จบด้วยการนัด แยกตามศูนย์

### 5. ให้แพทย์และความรู้เป็นตัวสร้างความเชื่อใจ

เนื้อหาสุขภาพอยู่ในกลุ่มที่ Google เรียกว่า YMYL (Your Money or Your Life) ซึ่งถูกประเมินด้วยเกณฑ์ E-E-A-T คือประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ โรงพยาบาลได้เปรียบตรงนี้มาก เพราะมีแพทย์เฉพาะทางที่ตอบคำถามได้จริง

- ให้แพทย์เขียนหรือตรวจทานบทความ และแสดงชื่อแพทย์พร้อมวันที่ตรวจทาน
- ทำวิดีโอสั้นที่แพทย์ตอบคำถามที่คนไข้ถามบ่อย เช่น สัญญาณเตือนที่ควรมาพบแพทย์
- เน้นการให้ความรู้ ไม่ใช่การอวดผลการรักษา เพราะเนื้อหาที่ชักชวนให้มาใช้บริการ หรือกล่าวถึงความชำนาญของแพทย์ ถือเป็นโฆษณาที่ต้องได้รับอนุมัติก่อน

### 6. ยิงโฆษณาให้วัดผลถึงคนไข้ที่มาจริง

ยอดคลิกและยอดทักแชทเป็นตัวเลขที่ดูง่าย แต่ไม่บอกว่าโฆษณาทำเงินหรือไม่ ตัวเลขที่ควรใช้ตัดสินคือต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่มารับบริการจริง ซึ่งต้องเชื่อมข้อมูลตั้งแต่โฆษณา แชท การนัด จนถึงการเปิด HN

- ตั้งค่าให้รู้ว่าการนัดแต่ละครั้งมาจากโฆษณาชิ้นไหน
- รายงานผลแยกตามศูนย์ เพราะต้นทุนที่รับได้ของแต่ละศูนย์ต่างกัน
- แพลตฟอร์มโฆษณาหลักจำกัดการเลือกกลุ่มเป้าหมายตามข้อมูลสุขภาพ จึงต้องพึ่งข้อความและหน้าปลายทางที่ตรงคำถามของคนไข้มากกว่าการเจาะกลุ่ม
- โฆษณาทุกชิ้นต้องได้รับอนุมัติก่อนเผยแพร่ ให้เตรียมชิ้นงานเป็นชุดล่วงหน้า และเผื่อเวลาขออนุมัติไว้ในแผน

### 7. ดูแลคนไข้เดิมด้วย CRM และ PDPA ที่ถูกต้อง

เมื่อคนไข้ใหม่หายากขึ้น คนไข้เดิมคือแหล่งรายได้ที่คุ้มที่สุด โปรแกรมที่ได้ผลกับโรงพยาบาลคือการชวนกลับมาตามรอบที่มีเหตุผลทางการแพทย์ เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี วัคซีนเข็มถัดไป การติดตามหลังผ่าตัด และการดูแลโรคเรื้อรัง

ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดจึงควรขอความยินยอมแยกจากความยินยอมเพื่อการรักษา และไม่ควรนำรายชื่อคนไข้ไปอัปโหลดเข้าแพลตฟอร์มโฆษณาโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ให้ทีมการตลาดวางแนวทางร่วมกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ของโรงพยาบาลตั้งแต่ต้น

### 8. เปิดตลาดเฉพาะกลุ่ม: องค์กร ประกัน และคนไข้ต่างชาติ

- **องค์กรและฝ่าย HR** ซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพและบริการสุขภาพให้พนักงานเป็นกลุ่มใหญ่ ต้องการใบเสนอราคาที่ชัด การนัดเป็นกลุ่ม และรายงานผลภาพรวม ดูสิ่งที่ HR ใช้ตัดสินใจได้ใน[คู่มือ HR จัดตรวจสุขภาพประจำปีพนักงาน](/work-with-us/resources/employee-annual-health-check/)
- **บริษัทประกันและโบรกเกอร์** ส่งคนไข้ให้โรงพยาบาลในเครือข่าย ต้องการข้อมูลราคา ระยะเวลารอ และการวางบิลตรง
- **คนไข้ต่างชาติ** เป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุด ttb analytics แนะนำให้แข่งด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแทนราคา เช่น ภาวะมีบุตรยาก การผ่าตัดยืนยันเพศ และการฟื้นฟูผู้สูงวัย สิ่งที่ต้องมีคือหน้าเว็บและการตอบแชทในภาษาของคนไข้ ดูรายละเอียดใน[คู่มือการตลาดผู้ป่วยต่างชาติ](/work-with-us/resources/international-patient-marketing/)

## กฎหมายโฆษณาสถานพยาบาล ที่ทีมการตลาดโรงพยาบาลต้องรู้

มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ควบคุมการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับชื่อ ที่ตั้ง กิจการของสถานพยาบาล และคุณวุฒิหรือความชำนาญของผู้ประกอบวิชาชีพ สาระสำคัญสำหรับทีมการตลาดมีสามข้อ

1. **ต้องขออนุมัติก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง** สถานพยาบาลในกรุงเทพฯ ยื่นที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ส่วนต่างจังหวัดยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
2. **ห้ามข้อความเท็จ โอ้อวดเกินจริง หรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ** แม้โฆษณาชิ้นนั้นจะได้รับอนุมัติแล้วก็ตาม หากแก้ไขเนื้อหาภายหลังก็ควรตรวจอีกครั้ง
3. **โทษมีทั้งปรับรายวันและจำคุก** การโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทจนกว่าจะหยุดโฆษณา ส่วนเนื้อหาที่ฝ่าฝืนข้อห้ามมีโทษถึงจำคุก

การบังคับใช้เข้มขึ้นจริง ระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 กองกฎหมาย กรม สบส. ตรวจโพสต์โฆษณาสถานพยาบาล 4,521 โพสต์ พบโพสต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2,433 โพสต์ จากสถานพยาบาล 89 แห่ง และ สบส. ประสานแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ถอดโพสต์ที่ผิดออกด้วย ในเดือนเมษายน 2569 กรม สบส. ได้เชิญแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายราย รวมถึง Facebook, TikTok และ HDmall เข้าร่วมซักซ้อมแนวทางการบังคับใช้กฎหมายนี้

งานศึกษาโฆษณาที่ยื่นขออนุมัติกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาพบว่า 82.9% มีข้อความที่ไม่ถูกต้อง แปลว่าแม้แต่ทีมที่ตั้งใจทำถูกก็พลาดได้ง่าย ประเด็นที่พบบ่อยสรุปได้ดังนี้

| ประเด็นเสี่ยง | ตัวอย่างที่มักถูกท้วง | ทางที่ปลอดภัยกว่า |
|---|---|---|
| ยกตัวเหนือคู่แข่ง | "ที่สุด" "อันดับหนึ่ง" "ระดับโลก" "ครบวงจร" | บอกข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น จำนวนเตียง ปีที่เปิด หรือมาตรฐานที่ได้รับรอง ตามที่ได้รับอนุมัติ |
| รับประกันผล | "หายขาด" "ปลอดภัย 100%" "เห็นผลทันที" | อธิบายขั้นตอน ระยะพักฟื้น และความเสี่ยงตามจริง |
| ภาพก่อนและหลังการรักษา | เปรียบเทียบผลโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ | ใช้เฉพาะตามแนวทางวิชาชีพและที่ได้รับอนุมัติ |
| โปรโมชันไม่มีเงื่อนไข | "ฟรี" "พิเศษ" "ลดราคา" โดยไม่บอกระยะเวลา | ระบุราคา สิ่งที่รวม เงื่อนไข และวันเริ่มต้นถึงวันสิ้นสุด |
| ชื่อยา เครื่องมือแพทย์ หรือเครื่องสำอาง | ระบุยี่ห้อยาหรือเครื่องมือในโฆษณาสถานพยาบาล | ใช้ชื่อบริการหรือหัตถการแทนชื่อยี่ห้อ |
| รีวิวคนไข้และอินฟลูเอนเซอร์ | รีวิวที่โรงพยาบาลจ้างหรือนำไปเผยแพร่ต่อ | ถือเป็นโฆษณาเช่นกัน ควรผ่านการอนุมัติก่อนเผยแพร่ |

ขั้นตอนที่ช่วยให้ทำงานได้เร็วโดยไม่เสี่ยง คือวางปฏิทินเนื้อหาล่วงหน้าพร้อมเวลาสำหรับขออนุมัติ เก็บเลขที่อนุมัติของโฆษณาแต่ละชิ้นไว้ในที่เดียว และส่งแนวทางข้อความที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ให้เอเจนซีและทีมที่โพสต์แทนโรงพยาบาล กรม สบส. เผยแพร่แนวทางข้อความโฆษณาฉบับล่าสุดไว้บนเว็บไซต์ ควรตรวจกับฉบับนั้นก่อนทุกแคมเปญ ดูขั้นตอนขออนุมัติ ค่าใช้จ่าย และเครื่องมือเช็กข้อความก่อนยื่นได้ใน[คู่มือโฆษณาสถานพยาบาล](/work-with-us/resources/hospital-advertising-rules/)

*เนื้อหาส่วนนี้สรุปเพื่อการวางแผนการตลาด ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย หากไม่แน่ใจ ให้สอบถามกรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อนเผยแพร่*

## ตัวชี้วัดการตลาดโรงพยาบาลที่ผู้บริหารควรดู

| ตัวชี้วัด | วัดอะไร | ทำไมสำคัญ |
|---|---|---|
| ต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่มารับบริการ | งบการตลาดของศูนย์หารด้วยคนไข้ใหม่ที่มาจริง | ตัวเลขเดียวที่บอกว่าเงินการตลาดคุ้มหรือไม่ |
| สัดส่วน HN ใหม่ | คนไข้ใหม่เทียบกับคนไข้ทั้งหมดของศูนย์ | บอกว่ากำลังขยายฐานหรือแค่หมุนคนไข้เดิม |
| เวลาตอบข้อความแรก | ค่ามัธยฐาน แยกในและนอกเวลาทำการ | จุดที่เสียคนไข้ได้เร็วที่สุด |
| อัตราปิดนัดจากแชท | แชทที่จบด้วยการนัดเทียบกับแชททั้งหมด | บอกคุณภาพของทีมตอบแชทและข้อมูลที่ให้ |
| อัตรามาตามนัด | คนที่มาจริงเทียบกับคนที่นัด | การนัดที่ไม่มาคือต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว |
| รายได้ต่อคนไข้ใหม่ใน 12 เดือน | รายได้ทั้งหมดจากคนไข้ใหม่ในปีแรก | ใช้ตั้งงบที่ยอมจ่ายได้ต่อคนไข้ใหม่ |
| อัตรากลับมาใช้บริการ | คนไข้ที่กลับมาภายใน 12 เดือน | ตัววัดผลของ CRM และประสบการณ์คนไข้ |
| ส่วนแบ่งในคำตอบของ AI | สัดส่วนคำถามสำคัญที่ AI แนะนำโรงพยาบาล | ตัวชี้นำว่าคนไข้จะเจอเราในอนาคตหรือไม่ |
| คะแนนและจำนวนรีวิว | แยกตามศูนย์ บน Google และแพลตฟอร์มอื่น | ปัจจัยที่คนไข้ใช้เปรียบเทียบ และ AI ใช้ประกอบคำแนะนำ |

## ตั้งงบการตลาดโรงพยาบาลอย่างไร

คำถามว่า "ควรใช้งบการตลาดกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้" ไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกโรงพยาบาล วิธีที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือคิดย้อนจากเป้าหมายของแต่ละศูนย์

1. **ตั้งเป้าคนไข้ใหม่** จากที่ว่างที่ศูนย์รองรับได้ ไม่ใช่จากยอดที่อยากได้
2. **คิดกำไรขั้นต้นต่อคนไข้ใหม่ใน 12 เดือน** รวมการกลับมาใช้บริการและบริการต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ครั้งแรก
3. **ตั้งสัดส่วนที่ยอมใช้เป็นต้นทุนหาคนไข้** ส่วนนี้คือการตัดสินใจของผู้บริหาร ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐาน
4. **งบต่อเดือน = เป้าคนไข้ใหม่ × ต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่ยอมจ่ายได้**

ลองใส่ตัวเลขของศูนย์คุณในเครื่องคำนวณด้านล่าง ตัวเลขตั้งต้นเป็นตัวอย่างสมมติของศูนย์ตรวจสุขภาพ

เมื่อใช้งบจริงแล้ว ให้เทียบต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเลขที่ยอมจ่ายได้ทุกเดือน ศูนย์ไหนต้นทุนต่ำกว่าเพดานและยังมีที่ว่าง คือศูนย์ที่ควรเพิ่มงบก่อน แม่แบบ Excel สำหรับวางแผนทุกศูนย์พร้อมกันอยู่ใน[แผนการตลาดโรงพยาบาล](/work-with-us/resources/hospital-marketing-plan/) และหารายได้ต่อคนไข้ใหม่ใน 12 เดือนจากข้อมูลจริงได้ด้วย[เครื่องมือวิเคราะห์ Cohort คนไข้](/work-with-us/resources/patient-cohort-analysis/)

## แผน 90 วันสำหรับทีมการตลาดโรงพยาบาล

1. **สัปดาห์ที่ 1–2 สำรวจ** เลือก 3 ศูนย์ ถาม AI ด้วยคำถาม 20 ข้อของแต่ละศูนย์ วัดเวลาตอบแชทย้อนหลัง 30 วัน และรวบรวมเลขที่อนุมัติโฆษณาที่ใช้อยู่
2. **สัปดาห์ที่ 3–6 วางฐาน** ทำหน้าเว็บศูนย์พร้อมราคาและแพทย์ ปรับ Google Business Profile ให้ตรงกับเว็บ รวมกล่องข้อความไว้ที่เดียว และตั้งการวัดผลให้ถึงการนัด
3. **สัปดาห์ที่ 7–10 เร่ง** ลงแพ็กเกจในมาร์เก็ตเพลซ เปิดโฆษณาชุดที่ได้รับอนุมัติแล้ว และเริ่มเนื้อหาที่แพทย์ตอบคำถาม
4. **สัปดาห์ที่ 11–13 ทบทวน** ตัดสิ่งที่ต้นทุนต่อคนไข้สูงเกินเพดาน เพิ่มงบศูนย์ที่ได้ผล และเริ่มโปรแกรมชวนคนไข้เดิมกลับมา

## HDmall ช่วยโรงพยาบาลทำการตลาดได้อย่างไร

HDmall ทำงานกับโรงพยาบาลและเครือโรงพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ พญาไท เกษมราษฎร์ และนครธน สิ่งที่โรงพยาบาลใช้กับเราได้ตามขั้นตอนในคู่มือนี้มีดังนี้

- **ลงขายแพ็กเกจบน HDmall** มาร์เก็ตเพลซสุขภาพที่มีคนเข้ามาค้นหาและเปรียบเทียบกว่า 5 ล้านครั้งต่อเดือน ค่าคอมมิชชั่น 0% เมื่อใช้ Jib OS และโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมแคมเปญ HDmall Plus ที่ HDmall ลงงบการตลาดให้ได้
- **รับนัดจากทุกช่องทางผ่าน HDmall Care Access Network** รวมถึงปุ่ม Book Now บน Google Maps ผ่านความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Google สำหรับลูกค้า Jib OS
- **HDcare สำหรับเคสผ่าตัด** บริการผู้ช่วยด้านการผ่าตัดของ HDmall ทำการตลาดหาคนไข้ผ่าตัด คัดกรองเฉพาะเคสที่พร้อมทำหัตถการ ช่วยเรื่องเช็กสิทธิ์ประกันและผ่อน 0% มีทีมตอบคนไข้ทุกวัน 09:00–01:00 น. และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลในวันเข้ารับบริการได้ ที่ผ่านมา HDcare ดูแลคนไข้ผ่าตัดไปแล้วกว่า 6,000 ราย และสร้างยอดขายให้โรงพยาบาลเอกชนพาร์ตเนอร์กว่า 30 แห่ง รวมกว่า 300 ล้านบาท
- **Jib OS** ระบบ AI ที่ตอบแชท จัดคิว และดูแลคนไข้ 24 ชั่วโมง ทุกช่องทางในกล่องเดียว พร้อมส่งต่อทีมเมื่อเป็นคำถามที่ต้องใช้คน
- **[ตรวจความพร้อมออนไลน์ฟรี](/work-with-us/#health-check)** ดูว่าเว็บไซต์และ Google ของโรงพยาบาลพร้อมให้คนไข้และ AI หาเจอแค่ไหน

## คำถามที่พบบ่อย

### การตลาดโรงพยาบาลเอกชนควรเริ่มจากอะไร
เริ่มจากเลือก 3–5 ศูนย์ที่ยังรับคนไข้เพิ่มได้และมีกำไรดี แล้ววัดสามอย่างก่อนใช้งบเพิ่ม คือโรงพยาบาลถูกแนะนำในคำตอบของ AI และ Google แค่ไหน ตอบแชทเร็วแค่ไหน และต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่มาจริงของแต่ละศูนย์เป็นเท่าไร ตัวเลขสามตัวนี้บอกว่าควรแก้ที่ไหนก่อน

### โฆษณาโรงพยาบาลต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้งไหม
ใช่ ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 การโฆษณาชื่อ ที่ตั้ง กิจการ หรือคุณวุฒิและความชำนาญของแพทย์ ต้องได้รับอนุมัติก่อนเผยแพร่ สถานพยาบาลในกรุงเทพฯ ยื่นที่กรม สบส. ต่างจังหวัดยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด การโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทจนกว่าจะหยุด

### โพสต์ให้ความรู้สุขภาพบนเพจโรงพยาบาลต้องขออนุมัติไหม
ขึ้นกับเนื้อหา โพสต์ที่มีชื่อโรงพยาบาล บริการ ราคา หรือชวนให้มาใช้บริการ หรือกล่าวถึงความชำนาญของแพทย์ มักเข้าข่ายโฆษณาที่ต้องขออนุมัติ หากไม่แน่ใจว่าโพสต์ใดเข้าข่าย ให้สอบถามกรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อนเผยแพร่

### ใช้รีวิวคนไข้หรืออินฟลูเอนเซอร์ในการตลาดโรงพยาบาลได้ไหม
ได้ แต่รีวิวที่โรงพยาบาลจ้างหรือนำไปเผยแพร่ต่อถือเป็นโฆษณาเช่นกัน จึงต้องไม่มีข้อความโอ้อวดหรือรับประกันผล และควรผ่านการอนุมัติก่อนเผยแพร่ ส่วนรีวิวที่คนไข้เขียนเองบน Google ไม่ใช่โฆษณาของโรงพยาบาล แต่ควรตอบทุกรีวิวอย่างสุภาพและไม่เปิดเผยข้อมูลการรักษา

### โรงพยาบาลควรใช้งบการตลาดเท่าไร
ไม่มีเปอร์เซ็นต์มาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกโรงพยาบาล วิธีที่แม่นกว่าคือคิดรายศูนย์ เอาเป้าคนไข้ใหม่ที่ศูนย์รองรับได้ คูณด้วยต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่ยอมจ่ายได้ ซึ่งคิดจากกำไรขั้นต้นต่อคนไข้ใหม่ใน 12 เดือน เครื่องคำนวณในบทความนี้ช่วยคิดตัวเลขนี้ได้

### AI อย่าง ChatGPT และ Google AI Mode มีผลกับการตลาดโรงพยาบาลอย่างไร
ผู้ช่วย AI สรุปคำตอบและแนะนำสถานที่เพียงไม่กี่แห่ง แทนที่จะแสดงลิงก์ให้คนไข้เลือกเอง โรงพยาบาลที่มีข้อมูลชัดเจนบนเว็บ เช่น ราคาเริ่มต้น แพทย์ เวลาออกตรวจ ประกันที่รับ และรีวิวที่สม่ำเสมอ จึงมีโอกาสถูกแนะนำมากกว่า ควรถาม AI ด้วยคำถามสำคัญของแต่ละศูนย์ทุกเดือนเพื่อดูว่าถูกแนะนำหรือไม่

### โรงพยาบาลจะเพิ่มเคสผ่าตัดจากช่องทางออนไลน์ได้อย่างไร
การผ่าตัดที่นัดล่วงหน้าได้มีเส้นทางการตัดสินใจยาว คนไข้ต้องการรู้ราคาและสิ่งที่รวมในแพ็กเกจ เช็กสิทธิ์ประกัน หาทางผ่อนชำระ และมั่นใจในแพทย์ก่อนนัด สิ่งที่ช่วยได้คือหน้าแพ็กเกจผ่าตัดที่บอกราคาและเงื่อนไขชัดเจน ทีมที่ตอบคำถามได้เร็วจนถึงช่วงค่ำ และการดูแลคนไข้ต่อเนื่องจนถึงวันผ่าตัด โรงพยาบาลทำเองได้ หรือทำงานกับบริการผู้ช่วยด้านการผ่าตัดอย่าง HDcare ที่คัดกรองเคสที่พร้อมทำหัตถการแล้วส่งต่อให้

### การตลาดโรงพยาบาลรัฐต่างจากโรงพยาบาลเอกชนอย่างไร
พระราชบัญญัติสถานพยาบาลใช้กับสถานพยาบาลเอกชนเป็นหลัก โรงพยาบาลรัฐจึงอยู่ภายใต้ระเบียบของหน่วยงานต้นสังกัดแทน และเป้าหมายมักเป็นการสื่อสารสาธารณสุขและการเข้าถึงบริการมากกว่าการหาคนไข้ใหม่ ส่วนหลักการเรื่องข้อมูลที่ชัดเจน การตอบเร็ว และการดูแลต่อเนื่องใช้ได้กับทั้งสองแบบ

## แหล่งอ้างอิง

- ttb analytics, [ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง](https://thaipublica.org/2026/07/ttb-analytics-private-hospital-industry/) (ThaiPublica, 27 กรกฎาคม 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ, [6 เดือนพบสถานพยาบาล 89 แห่ง โพสต์โฆษณาผิดกฎหมายเกิน 50%](https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1230893) (23 เมษายน 2569)
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, [เอกสารกองกฎหมายเรื่องการโฆษณาสถานพยาบาลตามมาตรา 38](https://hss.moph.go.th/webs/law/fileupload_doc/2023-03-22-7-21-3471541.pdf)
- [การศึกษาโฆษณาที่ยื่นขออนุมัติ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา](https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/242475) (วารสารวิชาการ ThaiJO)
- Oldroyd, McElheran และ Elkington, [The Short Life of Online Sales Leads](https://hbr.org/2011/03/the-short-life-of-online-sales-leads) (Harvard Business Review, 2011)
