# 15 เทรนด์การตลาดสุขภาพปี 2570 ที่โรงพยาบาลและคลินิกต้องรู้ก่อนคู่แข่ง

> เทรนด์การตลาดสุขภาพปี 2570 สำหรับโรงพยาบาลและคลินิก ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ที่หาข้อมูลผ่าน AI โฆษณาบน ChatGPT, Reddit สำหรับชาวต่างชาติ, AEO และ SEO, เว็บไซต์ของตัวเอง, แชทที่ตอบได้ระดับ AI, การวัดผลจากโฆษณาถึงแชท การตลาดหลายภาษา จนถึงการลดการพึ่งแพลตฟอร์มที่ขึ้นค่าคอมมิชชั่นและการรับผ่อน 0% พร้อมแบบเช็กความพร้อม

อัปเดต 23 ตุลาคม 2569 · หน้าเว็บ: https://hdmall.co.th/work-with-us/resources/healthcare-marketing-trends-2027/

**เทรนด์การตลาดสุขภาพปี 2570 สรุปได้ในประโยคเดียว คือคนไข้เริ่มถาม AI ก่อนค้นหา แต่ Google ยังส่งคนมามากที่สุด โรงพยาบาลและคลินิกจึงต้องทำให้ถูกค้นเจอทั้งสองทาง ตอบแชทได้ดีเท่าที่คนไข้คุ้นจาก AI และวัดผลได้จนถึงการนัดจริง ในทุกภาษาที่คนไข้ใช้**

ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบการตลาดของธุรกิจสุขภาพโดยตรงหลายเรื่อง OpenAI เปิดขายโฆษณาบน ChatGPT ในไทยเมื่อ 23 กันยายน 2569 ผู้ช่วย AI แนะนำสถานพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งต่อคำถาม และกรม สบส. ตรวจโฆษณาออนไลน์อย่างจริงจัง บทความนี้สรุป 15 เทรนด์ที่ทีมการตลาดโรงพยาบาลและคลินิกควรเตรียมก่อนเข้าปี 2570 พร้อมสิ่งที่ควรทำในแต่ละเรื่อง

> **สรุปสั้น**
> - **คนไข้รุ่นถัดไป** Gen Z และคนที่อายุน้อยกว่าใช้ AI มากที่สุด และจะเปรียบเทียบตัวเลือกใน AI ก่อนติดต่อ การตลาดที่พึ่งโซเชียลมีเดียอย่างเดียวจึงเข้าไม่ถึงกลุ่มนี้
> - **ช่องทางใหม่** โฆษณาบน ChatGPT เปิดในไทยแล้ว และ Reddit เป็นช่องทางที่ชาวต่างชาติในไทยใช้ถามเรื่องหมอและโรงพยาบาล
> - **การค้นหา** AEO สำคัญขึ้น แต่ SEO ยังเป็นฐาน เพราะ Google ยังส่งคนมาที่เว็บไซต์มากกว่าผู้ช่วย AI หลายเท่า
> - **ช่องทางของตัวเอง** โซเชียลมีเดียอย่างเดียวไม่พอให้ AI แนะนำ ต้องมีเว็บไซต์หรือมินิเว็บไซต์ของตัวเอง
> - **ประสบการณ์** คนไข้คาดหวังคำตอบที่เร็ว ครบ และเฉพาะเจาะจงแบบที่ได้จาก AI จากแอดมินของคลินิกและโรงพยาบาลด้วย
> - **ความสัมพันธ์กับคนไข้** แพทย์สร้างฐานคนไข้ของตัวเองมากขึ้น โรงพยาบาลต้องมีแบรนด์ ช่องทางตรง และ CRM ที่ดูแลคนไข้ต่อเนื่อง
> - **ความไว้ใจ** คนไข้รู้ข้อมูลมากขึ้นจาก AI การรักษาเกินความจำเป็นทำได้ยากขึ้น และราคาต้องชัดตั้งแต่ต้น
> - **การวัดผล** การตลาดที่ใช้ข้อมูลกลายเป็นเรื่องปกติ และการวัดผลจากโฆษณาถึงแชทถึงการนัดเป็นเรื่องที่ต้องมี
> - **ตลาด** หลายภาษาไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลต่างชาติเท่านั้นอีกต่อไป
> - **ต้นทุนและกำลังซื้อ** แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไปขึ้นค่าคอมมิชชั่นหลายรอบ และคนไข้กู้เงินยากขึ้น ช่องทางตรง แพลตฟอร์มเฉพาะทางสุขภาพ และการรับผ่อน 0% จึงสำคัญขึ้น

## 15 เทรนด์การตลาดสุขภาพปี 2570

### 1. คนรุ่นใหม่เกิดมากับ AI และจะไม่เดินเข้าคลินิกก่อนถาม AI

Gen Z และคนที่อายุน้อยกว่าคือคนไข้หลักของธุรกิจสุขภาพในอีกสิบปีข้างหน้า และเป็นกลุ่มที่ใช้ผู้ช่วย AI มากที่สุด ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมักเป็นสัญญาณนำของตลาดอื่น ชัดเจนในเรื่องนี้

| ข้อมูล | แหล่ง |
|---|---|
| คนอายุ 18–29 ปี 61% ใช้ ChatGPT เทียบกับ 19% ของคนอายุ 65 ปีขึ้นไป | Pew Research Center, กุมภาพันธ์ 2569 |
| Gen Z วัยผู้ใหญ่ 45% ใช้ผู้ช่วย AI หาข้อมูลสุขภาพ | Rock Health, สำรวจธันวาคม 2568 |
| คนอายุ 18–29 ปี 36% ใช้ AI หาข้อมูลสุขภาพกายในปีที่ผ่านมา ราวสามเท่าของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป | KFF, มีนาคม 2569 |
| คนที่ใช้ AI หาข้อมูลสุขภาพ 41% บอกว่าทำเพื่อหาข้อมูลก่อนตัดสินใจไปพบแพทย์ | KFF, มีนาคม 2569 |

ความหมายสำหรับโรงพยาบาลและคลินิกคือ คนรุ่นนี้จะเปรียบเทียบตัวเลือกทั้งหมดใน ChatGPT, Gemini หรือ Claude ก่อนทักหรือเดินเข้ามา ถ้าข้อมูลของคุณไม่อยู่ในที่ที่ AI อ่านได้ คุณจะไม่อยู่ในรายการให้เลือกตั้งแต่ต้น การตลาดที่พึ่งโซเชียลมีเดียอย่างเดียวจึงใช้ไม่ได้กับกลุ่มนี้ เพราะผู้ช่วย AI หยิบข้อมูลจากโพสต์บนแพลตฟอร์มปิดได้น้อย สิ่งที่ต้องมีคือเว็บไซต์หรือมินิเว็บไซต์ที่มีข้อมูลชัด และการทำ AEO ควบคู่กับ SEO ตามเทรนด์ที่ 4 ถึง 6

### 2. โฆษณาบน ChatGPT มาถึงไทยแล้ว

OpenAI เริ่มทดลองโฆษณาใน ChatGPT ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อกุมภาพันธ์ 2569 และเปิดในไทยพร้อมอีก 6 ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวันเมื่อ 23 กันยายน 2569 โดยซื้อผ่าน Ads Manager ได้เองตั้งแต่วันแรก ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โฆษณาเปิดแล้วใน 89 ประเทศ และมีผู้ลงโฆษณามากกว่า 100,000 ราย โฆษณาแสดงเฉพาะกับผู้ใช้แพ็กเกจ Free และ Go และ OpenAI ระบุว่าระบบเลือกโฆษณาแยกจากระบบที่สร้างคำตอบ

ความต่างจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดียคือจังหวะ คนที่ถาม ChatGPT เรื่องอาการ การรักษา หรือราคา กำลังอยู่ในช่วงหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจ สิ่งที่ควรทำคือ

- ตรวจว่าบริการด้านสุขภาพแบบไหนลงโฆษณาได้ตามนโยบายของ OpenAI ในตอนนี้ เพราะหมวดสุขภาพมักมีเงื่อนไขเพิ่ม
- จำไว้ว่าโฆษณาที่เห็นในไทยยังต้องได้รับอนุมัติตามกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาลเหมือนทุกช่องทาง ดู[คู่มือโฆษณาสถานพยาบาล](/work-with-us/resources/hospital-advertising-rules/)
- เริ่มจากงบทดลองเล็ก ๆ กับบริการที่คนถามบ่อยและตัดสินใจเองได้ เช่น ตรวจสุขภาพ วัคซีน และทันตกรรม แล้ววัดผลถึงการนัดจริง

### 3. Reddit สำหรับชาวต่างชาติในไทย

ชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย ผู้ที่ย้ายมาใช้ชีวิตระยะยาว และนักท่องเที่ยว มักถามกันในชุมชนออนไลน์ภาษาอังกฤษว่าควรไปหาหมอที่ไหน ราคาประมาณเท่าไร และประกันรับไหม Reddit เป็นหนึ่งในที่หลักของบทสนทนาเหล่านี้ และกระทู้ใน Reddit ยังมักถูกผู้ช่วย AI และ Google หยิบไปใช้ประกอบคำตอบ

- ฟังก่อนพูด ติดตามว่าชุมชนพูดถึงโรงพยาบาลหรือคลินิกของคุณและคู่แข่งอย่างไร
- ถ้าลงโฆษณา ใช้การเลือกกลุ่มตามชุมชนและพื้นที่ ตรวจนโยบายโฆษณาด้านสุขภาพของ Reddit และเงื่อนไขการเปิดบัญชีก่อน
- อย่าโพสต์ขายในชุมชนโดยตรง ชุมชนเหล่านี้ไม่ชอบการขายแฝง และโพสต์ที่ชักชวนให้มาใช้บริการก็ถือเป็นโฆษณาที่ต้องขออนุมัติ
- ให้ข้อมูลที่คนต่างชาติต้องใช้ไว้บนเว็บในภาษาอังกฤษ เช่น ราคา แพทย์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ และประกันที่รับ เพื่อให้คนที่ได้ยินชื่อจากชุมชนหาข้อมูลต่อเจอ

### 4. AEO และ GEO: ให้ AI แนะนำคุณ

AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO (Generative Engine Optimization) คือการทำให้ผู้ช่วย AI อย่าง ChatGPT, Gemini และ Google AI Mode หยิบข้อมูลของคุณไปตอบและแนะนำ ผู้ช่วย AI มักแนะนำสถานพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งต่อคำถาม ที่ที่ไม่มีข้อมูลชัดจึงหายไปจากคำตอบทั้งหมด

- มีข้อมูลที่ AI ต้องใช้ตอบบนเว็บอย่างชัดเจน เช่น ราคาเริ่มต้น สิ่งที่รวม แพทย์ เวลาให้บริการ และประกันที่รับ
- ให้ข้อมูลตรงกันทุกที่ ทั้งเว็บไซต์ Google Business Profile และแพลตฟอร์มที่ขายบริการ
- ใช้ข้อมูลโครงสร้าง (structured data) และหน้าคำถามที่พบบ่อยที่ตอบคำถามจริงของคนไข้
- วัดผลทุกเดือนด้วยการถามผู้ช่วย AI ด้วยคำถามสำคัญ 20 ข้อของแต่ละบริการ แล้วจดว่าถูกแนะนำกี่ข้อ ดูวิธีทำใน[คู่มือการตลาดโรงพยาบาล](/work-with-us/resources/hospital-marketing/)

### 5. SEO ยังเป็นฐานของทุกอย่าง

แม้ AI จะได้รับความสนใจมาก แต่ตัวเลขการเข้าเว็บไซต์ยังชัด การวิเคราะห์ของ Ahrefs เมื่อกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า Google ส่งคนเข้าเว็บไซต์ราว 40% ของการเข้าชมที่มาจากแหล่งภายนอก ขณะที่ ChatGPT ส่งเพียงราว 0.2% และ Similarweb ประเมินว่าการเข้าชมที่มาจากผู้ช่วย AI ทั้งหมดยังอยู่ราว 1% ของการเข้าชมเว็บไซต์ แม้จะโตเร็วมาก

อีกเหตุผลคือ AI Overviews และ AI Mode ของ Google สร้างคำตอบจากดัชนีของ Google เอง และผู้ช่วย AI หลายตัวก็ใช้ผลการค้นหาประกอบคำตอบ หน้าเว็บที่ Google ค้นเจอและเข้าใจได้ จึงเป็นฐานของ AEO ด้วย SEO ในปี 2570 จึงไม่ใช่ทางเลือกแทน AEO แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำก่อน

### 6. โซเชียลมีเดียอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเว็บไซต์ของตัวเอง

คลินิกจำนวนมากใช้เพจ Facebook, Instagram, TikTok หรือ LINE OA แทนเว็บไซต์ ปัญหาคือแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นพื้นที่ปิด เนื้อหาจำนวนมากถูกค้นหาหรืออ่านจากภายนอกได้จำกัด และการเข้าถึงคนมากขึ้นต้องจ่ายเงินมากขึ้น ผู้ช่วย AI และ Google จึงหาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมาตอบได้น้อยกว่าเว็บไซต์

ทางออกไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บไซต์ใหญ่ มินิเว็บไซต์ที่มีหน้าบริการหลัก ราคา แพทย์ เวลาให้บริการ แผนที่ และคำถามที่พบบ่อย ในภาษาที่คนไข้ใช้ ก็เพียงพอให้ทั้ง Google และ AI อ่านเข้าใจและแนะนำได้ และเป็นที่ที่คนที่เห็นโฆษณาหรือได้ยินชื่อจากที่อื่นจะมาหาข้อมูลต่อ

### 7. คนไข้คาดหวังคำตอบระดับ AI จากแอดมิน

คนที่คุ้นกับการถาม ChatGPT ได้คำตอบทันที ครบ และเฉพาะเจาะจงกับคำถามของตัวเอง ความคาดหวังนี้ตามมาถึงแชทของคลินิกและโรงพยาบาลด้วย คำตอบแบบ "สนใจทักแอดมินนะคะ" ส่งราคาเป็นภาพโปรโมชันรวม หรือตอบหลังสองชั่วโมง ทำให้คนไข้ไปถามที่อื่นต่อทันที

- ตอบครั้งแรกให้ได้ในไม่กี่นาที รวมถึงช่วงค่ำและวันหยุดที่คนไข้หาข้อมูลมากที่สุด
- ตอบคำถามที่ถามจริง เช่น ราคาของบริการที่ถาม วันที่ว่าง และสิ่งที่ต้องเตรียม
- ใช้ AI ช่วยตอบคำถามทั่วไปจากข้อมูลจริงของคลินิก และส่งต่อให้คนทันทีเมื่อเป็นคำถามทางคลินิกหรือคนไข้ต้องการคุยกับคน
- วัดค่ามัธยฐานของเวลาตอบครั้งแรก และสัดส่วนแชทที่จบด้วยการนัด

### 8. ลดการพึ่งแพลตฟอร์มทั่วไป และกระจายช่องทางหาคนไข้

คลินิกและโรงพยาบาลที่พึ่งช่องทางเดียว เช่น โฆษณาบน Facebook หรือการขายแพ็กเกจผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไป เสี่ยงทุกครั้งที่แพลตฟอร์มขึ้นราคาหรือเปลี่ยนกติกา ปี 2569 เห็นเรื่องนี้ชัด Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายสามรอบ (เมษายน มิถุนายน และสิงหาคม) และ Lazada ก็ปรับขึ้นหลายรอบในช่วงเดียวกัน จนอัตราสูงสุดของบางหมวดใกล้ 20% รวม VAT ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมธุรกรรมและโปรแกรมเสริม อัตราจริงของบริการสุขภาพขึ้นกับหมวดและประเภทร้าน แต่ทิศทางชัดว่าส่วนแบ่งที่แพลตฟอร์มทั่วไปเก็บจากแต่ละเคสเพิ่มขึ้นทุกปี

ทางที่ดีกว่าคือกระจายไปยังช่องทางที่ต้นทุนต่อเคสคุมได้ ปี 2570 ทีมการตลาดควรมีคนไข้ใหม่จากอย่างน้อย 3 ช่องทางหลัก

| ช่องทาง | ตัวอย่าง |
|---|---|
| ช่องทางตรงของคุณ | เว็บไซต์ แชท โฆษณาที่ยิงเอง และ CRM ที่ชวนคนไข้เดิมกลับมาตามรอบ |
| แพลตฟอร์มเฉพาะทางสุขภาพ | HDmall ซึ่งไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นจากผู้ใช้ Jib OS และ HDmall Care Access Network ที่พาคนไข้จากหลายช่องทาง รวมถึง Google Maps |
| บริการที่ส่งเคสมาให้ | เช่น HDcare สำหรับเคสผ่าตัดที่คัดกรองแล้ว ดู[คู่มือเพิ่มเคสผ่าตัด](/work-with-us/resources/grow-surgery-cases/) |
| องค์กรและประกัน | ตรวจสุขภาพพนักงาน และเครือข่ายบริษัทประกัน |

ช่องทางตรงยังสำคัญที่สุด เพราะไม่มีค่าคอมมิชชั่นต่อเคส และคนไข้เดิมที่กลับมาเองมีต้นทุนต่ำที่สุด สิ่งที่เปลี่ยนคือทีมเล็กทำช่องทางตรงได้มีประสิทธิภาพขึ้นมากเมื่อใช้ระบบที่รวมแชท การนัด ข้อมูลคนไข้ และการชวนกลับมาตามรอบไว้ที่เดียว อย่าง Jib OS

### 9. แพทย์สร้างฐานคนไข้ของตัวเอง โรงพยาบาลจึงต้องมีแบรนด์และ CRM ของตัวเอง

เดิมแพทย์หลายคนพึ่งโรงพยาบาลและคลินิกในการหาคนไข้ แล้วออกตรวจตามเวลาที่นัดไว้ในแต่ละแห่ง วันนี้แพทย์จำนวนมากขึ้นสร้างผู้ติดตามของตัวเองบน TikTok, YouTube และเพจส่วนตัว จนแพทยสภาจัดเสวนาเรื่องการโฆษณาทางการแพทย์ให้ถูกกฎหมายสำหรับแพทย์และ Medical Influencer โดยเฉพาะเมื่อสิงหาคม 2569 เมื่อคนไข้ติดตามแพทย์มากกว่าโรงพยาบาล แพทย์ที่มีฐานคนไข้ของตัวเองย่อมเลือกได้ว่าจะออกตรวจที่ไหน และพาคนไข้ไปด้วย อำนาจต่อรองของโรงพยาบาล โดยเฉพาะที่พึ่งแพทย์ชื่อดังไม่กี่คน จึงลดลงเรื่อย ๆ

ทางรับมือไม่ใช่การแข่งกับแพทย์ แต่คือการทำให้คนไข้ผูกพันกับโรงพยาบาลด้วย

- **สร้างแบรนด์ของโรงพยาบาลและศูนย์** ให้คนไข้จำได้ว่าที่นี่ดีเพราะอะไร เช่น ทีมแพทย์และพยาบาล ขั้นตอนการดูแล เครื่องมือ และผลการรักษา ไม่ใช่เพราะแพทย์คนเดียว
- **เป็นเจ้าของช่องทางตรง** ทั้งเว็บไซต์ แชท และ LINE OA ของโรงพยาบาล เพื่อให้คนไข้ติดต่อโรงพยาบาลได้โดยตรง
- **ใช้ CRM ดูแลคนไข้ต่อเนื่อง** เตือนนัดติดตามผล ตรวจซ้ำ ยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง และการดูแลหลังผ่าตัด คนไข้ที่รักษาต่อเนื่องมักได้ผลการรักษาที่ดีกว่า พึงพอใจมากกว่า และกลับมาใช้บริการกับโรงพยาบาลที่ดูแลเขา
- **ทำงานร่วมกับแบรนด์ของแพทย์** เช่น มีหน้าแพทย์บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาล และทำเนื้อหาร่วมกันที่ผ่านการอนุมัติโฆษณา เพื่อให้ผู้ติดตามของแพทย์รู้จักโรงพยาบาลด้วย
- **วัดว่าคนไข้ผูกกับใคร** เช่น สัดส่วนคนไข้ใหม่ที่มาจากช่องทางของโรงพยาบาลเทียบกับที่มาตามแพทย์ และอัตราการกลับมาของคนไข้เมื่อแพทย์ที่ดูแลย้ายไป

เรื่องข้อมูลคนไข้ ให้ทีมกฎหมายและ DPO วางแนวทางให้ชัดว่าการติดต่อคนไข้เพื่อการตลาดต้องได้รับความยินยอมตาม PDPA ส่วนข้อความที่แพทย์ใช้โฆษณาก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของแพทยสภา ซึ่งตั้งแต่กรกฎาคม 2569 กำหนดให้แพทย์แสดงชื่อจริงและเลขใบอนุญาตในโฆษณาด้านเสริมความงามด้วย

### 10. การตลาดที่ใช้ข้อมูลมาถึงธุรกิจสุขภาพจริง ๆ

ทีมการตลาดของสถานพยาบาลหลายแห่งเคยวัดผลด้วยยอดเข้าถึง ยอดไลก์ และยอดทักแชท เพราะข้อมูลการนัดและรายได้อยู่ในอีกระบบหนึ่ง เมื่อตลาดโตช้าลงและผู้บริหารต้องการเห็นผลตอบแทนของงบการตลาด ตัวเลขที่ต้องมีเปลี่ยนเป็นต้นทุนต่อคนไข้ใหม่ที่มารับบริการจริง และรายได้ต่อคนไข้ใหม่ใน 12 เดือนของแต่ละบริการ

เริ่มได้จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ใช้[เครื่องมือวิเคราะห์ Cohort คนไข้](/work-with-us/resources/patient-cohort-analysis/) หารายได้ต่อคนไข้จากข้อมูลการมารับบริการ แล้วตั้งงบรายบริการด้วย[แม่แบบแผนการตลาดโรงพยาบาล](/work-with-us/resources/hospital-marketing-plan/)

### 11. วัดผลจากโฆษณาถึงแชทถึงการนัด

ธุรกิจสุขภาพในไทยปิดการขายในแชทเป็นหลัก คนไข้เห็นโฆษณา ทักมาทาง LINE หรือ Facebook คุยกับแอดมิน แล้วนัด ระบบวัดผลของแพลตฟอร์มโฆษณาเห็นแค่การทักแชท ไม่เห็นว่าใครนัดจริงและมารับบริการจริง ผลคืองบถูกตัดสินจากต้นทุนต่อแชท ซึ่งอาจตรงข้ามกับต้นทุนต่อคนไข้จริง

- ใช้ระบบที่ผูกแชทแต่ละรายการกับโฆษณาที่พาคนไข้มา และผูกการนัดกับแชทนั้น
- ส่งข้อมูลการนัดและการมารับบริการกลับไปที่แพลตฟอร์มโฆษณา เพื่อให้ระบบหาคนที่นัดจริง ไม่ใช่แค่คนที่ทัก
- รายงานต้นทุนต่อการนัดและต่อคนไข้ที่มาจริง แยกตามโฆษณา แคมเปญ และบริการ

### 12. หลายภาษากลายเป็นมาตรฐานของทุกโรงพยาบาลและคลินิก

การตลาดหลายภาษาเคยเป็นเรื่องของโรงพยาบาลที่เน้นคนไข้ต่างชาติไม่กี่แห่ง แต่ตามบทวิเคราะห์ของ ttb analytics รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติของโรงพยาบาลเอกชนไทยโตเฉลี่ย 8.5% ต่อปี เทียบกับ 1.3% ของผู้ป่วยไทย และคนไข้ต่างชาติไม่ได้มีแค่กลุ่มที่บินมารักษา ยังมีชาวต่างชาติที่ทำงานและอาศัยในไทย นักท่องเที่ยว และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งใช้บริการคลินิกทั่วไปทุกวัน

- มีหน้าเว็บหรือมินิเว็บไซต์ในภาษาของกลุ่มคนไข้หลัก อย่างน้อยภาษาไทยและอังกฤษ
- ตอบแชทได้ในภาษาเหล่านั้น และในช่วงเวลาที่คนไข้ต่างประเทศติดต่อมา ซึ่งอาจเป็นกลางดึกของไทย
- มีราคา เอกสาร และขั้นตอนในภาษานั้นให้พร้อมก่อนทำการตลาด ดู[คู่มือการตลาดผู้ป่วยต่างชาติ](/work-with-us/resources/international-patient-marketing/)

### 13. กฎหมายโฆษณาเข้มขึ้น และแพลตฟอร์มร่วมบังคับใช้

ระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 กองกฎหมาย กรม สบส. ตรวจโพสต์โฆษณาสถานพยาบาล 4,521 โพสต์ พบโพสต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2,433 โพสต์ และประสานให้แพลตฟอร์มถอดโพสต์ออก ในปี 2570 การทำโฆษณาให้ถูกกฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นความสามารถที่ทีมการตลาดต้องมี ไม่ใช่งานของฝ่ายกฎหมายอย่างเดียว ใช้[เครื่องมือเช็กข้อความโฆษณา](/work-with-us/resources/hospital-advertising-rules/) คัดกรองก่อนยื่นขออนุมัติ

### 14. ช่องว่างข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการกับคนไข้แคบลง: รักษาอย่างพอดี และเปิดราคาตั้งแต่ต้น

เดิมคนไข้รู้น้อยกว่าผู้ให้บริการมากว่าการรักษาไหนจำเป็นและควรมีค่าใช้จ่ายเท่าไร วันนี้ คนไข้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ถาม AI ให้ช่วยอธิบายผลการวินิจฉัย ถามว่าการตรวจหรือยาแต่ละรายการจำเป็นแค่ไหน และเปรียบเทียบราคาก่อนมาถึง ผลสำรวจของ KFF เมื่อมีนาคม 2569 พบว่า 41% ของคนที่ใช้ AI หาข้อมูลสุขภาพทำเพื่อหาข้อมูลก่อนตัดสินใจไปพบแพทย์

เมื่อช่องว่างข้อมูลแคบลง แนวทางที่บางแห่งเคยใช้ได้ เช่น การสั่งตรวจหรือจ่ายยาที่คนไข้ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือการบอกค่าใช้จ่ายรวมหลังรับบริการแล้ว จะทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ คนไข้จะถาม ขอเหตุผล เปรียบเทียบ และเขียนรีวิวให้คนอื่นเห็น ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านราคาก็มาจากหลายทาง ค่ารักษาพยาบาลเฟ้อปีละสองหลัก ประกันสุขภาพแบบมาตรฐานมีเงื่อนไข Copayment บริษัทประกันตรวจการเคลมเข้มขึ้นและพาสมาชิกไปหาการรักษาที่คุ้มค่า และกระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU) มาหลายปี

โรงพยาบาลและคลินิกที่ได้เปรียบในตลาดแบบนี้คือที่ที่คนไข้ไว้ใจได้

- **รักษาและสั่งยาอย่างพอดีตามข้อบ่งชี้** และอธิบายได้ว่าการตรวจและยาแต่ละรายการมีไว้ทำไม ความไว้ใจแบบนี้กลายเป็นแบรนด์ และเป็นเหตุผลที่คนไข้กลับมา
- **เปิดราคาและสิ่งที่รวมตั้งแต่ต้น** ทั้งราคาแพ็กเกจ ค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่ม และเงื่อนไข บนเว็บไซต์ ในแชท และบนแพลตฟอร์มที่ขาย
- **ให้ราคาประเมินก่อนรับบริการ** สำหรับบริการที่ไม่ใช่แพ็กเกจ เพื่อไม่ให้คนไข้เจอค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
- **แยกคำแนะนำทางการแพทย์ออกจากการขาย** บริการเสริมเป็นทางเลือกที่คนไข้ตัดสินใจเองได้ ไม่ผูกกับการรักษาหลัก
- **ทำเนื้อหาให้ความรู้ที่ตรงไปตรงมา** เช่น เมื่อไรที่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด หรือเมื่อไรที่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เนื้อหาแบบนี้สร้างความไว้ใจ และเป็นข้อมูลที่ผู้ช่วย AI มักหยิบไปใช้ตอบ

ราคาที่ชัดยังช่วยให้ถูกเลือกในการเปรียบเทียบ ทั้งโดยคนไข้ ผู้ช่วย AI และบริษัทประกัน อ่านเพิ่มเรื่อง[Copayment](/work-with-us/resources/copayment-health-insurance/) และ[การคุมต้นทุนเคลมของบริษัทประกัน](/work-with-us/resources/medical-inflation-cost-containment/)

### 15. รับผ่อน 0% ให้คนไข้ ทั้งในแชทและที่เคาน์เตอร์

กำลังซื้อของคนไข้ตึงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ณ ไตรมาสแรกของปี 2569 และธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น สินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส คนไข้จำนวนมากจึงเลื่อนบริการที่ไม่เร่งด่วนและมีราคาสูง เช่น การผ่าตัดที่นัดล่วงหน้าได้ ทันตกรรม และเลสิก ออกไป

การผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เป็นยอดรายเดือนที่จ่ายไหว และมักเป็นสิ่งที่ทำให้คนไข้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น สิ่งที่ควรเตรียมคือ

- **รับผ่อนได้ทุกที่ที่คนไข้ตัดสินใจ** ทั้งลิงก์ชำระเงินที่ส่งในแชทได้ทันทีหลังตอบคำถามจบ และเครื่องรับบัตร (EDC) ที่เคาน์เตอร์ Jib OS มีลิงก์ชำระเงินที่สร้างได้จากในแชท และรองรับการรับชำระที่หน้าร้าน
- **คิดต้นทุนการผ่อนไว้ในราคา** ค่าธรรมเนียมการผ่อน 0% มักเป็นของผู้ขาย ให้รวมไว้ในการตั้งราคาแพ็กเกจและเทียบกับกำไรต่อเคส
- **บอกเงื่อนไขให้ชัด** เช่น ผ่อนได้กี่เดือน ใช้ได้กับบัตรของธนาคารไหน และยอดขั้นต่ำเท่าไร ทั้งในแชทและบนหน้าเว็บ
- **การโฆษณาว่า "ผ่อน 0%" ถือเป็นโปรโมชัน** ต้องระบุเงื่อนไขและผ่านการอนุมัติโฆษณาเหมือนข้อความโฆษณาอื่น

## เช็กความพร้อมรับเทรนด์ปี 2570

## คำถามที่พบบ่อย

### เทรนด์การตลาดสุขภาพปี 2570 มีอะไรบ้าง
เรื่องหลักคือคนรุ่นใหม่ที่หาข้อมูลผ่าน AI ก่อนเลือกสถานพยาบาล โฆษณาบน ChatGPT ที่เปิดในไทยแล้ว การทำ AEO ให้ผู้ช่วย AI แนะนำ ควบคู่กับ SEO ที่ยังเป็นฐาน การมีเว็บไซต์ของตัวเองแทนการพึ่งโซเชียลมีเดียอย่างเดียว แชทที่ตอบได้เร็วและครบ การลดการพึ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไปที่ขึ้นค่าคอมมิชชั่น แบรนด์และ CRM ของโรงพยาบาลในวันที่แพทย์สร้างฐานคนไข้ของตัวเอง การวัดผลจากโฆษณาถึงแชทถึงการนัด การตลาดหลายภาษา การรักษาอย่างพอดีและเปิดราคาตั้งแต่ต้นเมื่อคนไข้รู้ข้อมูลมากขึ้น และการรับผ่อน 0%

### โรงพยาบาลและคลินิกควรขายแพ็กเกจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไปต่อไหม
ขายต่อได้ถ้ายังคุ้ม แต่ไม่ควรพึ่งเป็นช่องทางหลัก เพราะ Shopee และ Lazada ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายหลายรอบในปี 2569 จนอัตราสูงสุดบางหมวดใกล้ 20% รวม VAT ควรเพิ่มช่องทางตรงอย่างเว็บไซต์ แชท และ CRM คนไข้เดิม และแพลตฟอร์มเฉพาะทางสุขภาพ เช่น HDmall ที่ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นจากผู้ใช้ Jib OS

### ทำไมคลินิกและโรงพยาบาลควรรับผ่อน 0%
เพราะกำลังซื้อตึงขึ้น หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ณ ไตรมาสแรกของปี 2569 และธนาคารปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้น การผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตช่วยให้คนไข้ตัดสินใจรับบริการราคาสูงที่ไม่เร่งด่วนได้ง่ายขึ้น ควรรับผ่อนได้ทั้งผ่านลิงก์ชำระเงินในแชทและที่เคาน์เตอร์ และคิดต้นทุนการผ่อนไว้ในราคา

### โรงพยาบาลและคลินิกลงโฆษณาบน ChatGPT ได้ไหม
โฆษณาบน ChatGPT เปิดในไทยตั้งแต่ 23 กันยายน 2569 และซื้อผ่าน Ads Manager ได้เอง แต่หมวดสุขภาพมักมีเงื่อนไขเพิ่มตามนโยบายของ OpenAI ควรตรวจก่อนว่าบริการของคุณลงได้หรือไม่ และโฆษณาทุกชิ้นที่เผยแพร่ในไทยยังต้องได้รับอนุมัติตามกฎหมายโฆษณาสถานพยาบาล

### AEO สำคัญกว่า SEO แล้วหรือยัง
ยังไม่ใช่ในแง่การเข้าชม Google ยังส่งคนเข้าเว็บไซต์มากกว่าผู้ช่วย AI หลายเท่า และ AI Overviews กับ AI Mode ของ Google ก็สร้างคำตอบจากดัชนีของ Google เอง SEO จึงเป็นฐานของ AEO ควรทำทั้งสองอย่าง โดยเริ่มจากหน้าเว็บที่มีข้อมูลชัดเจนและตรงคำถามของคนไข้

### ทำไม Gen Z สำคัญกับการตลาดของโรงพยาบาลและคลินิก
Gen Z และคนที่อายุน้อยกว่าคือคนไข้หลักในอีกสิบปีข้างหน้า และใช้ผู้ช่วย AI มากที่สุด ในสหรัฐอเมริกา คนอายุ 18–29 ปี 61% ใช้ ChatGPT และ Gen Z วัยผู้ใหญ่ 45% ใช้ AI หาข้อมูลสุขภาพ คนกลุ่มนี้จะเปรียบเทียบตัวเลือกใน AI ก่อนติดต่อ โรงพยาบาลและคลินิกจึงต้องมีข้อมูลในที่ที่ AI อ่านได้ เช่น เว็บไซต์หรือมินิเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดีย

### โรงพยาบาลควรรับมืออย่างไรเมื่อแพทย์มีฐานคนไข้ของตัวเอง
ทำให้คนไข้ผูกพันกับโรงพยาบาลด้วย ไม่ใช่แข่งกับแพทย์ สร้างแบรนด์ของโรงพยาบาลและศูนย์จากทีม ขั้นตอนการดูแล และผลการรักษา เป็นเจ้าของช่องทางตรงอย่างเว็บไซต์ แชท และ LINE OA และใช้ CRM ดูแลคนไข้ต่อเนื่อง เช่น นัดติดตามผลและการใช้ยาต่อเนื่อง ซึ่งช่วยทั้งผลการรักษา ความพึงพอใจ และการกลับมาใช้บริการ พร้อมทำงานร่วมกับแบรนด์ของแพทย์ผ่านหน้าแพทย์และเนื้อหาที่ได้รับอนุมัติ

### คนไข้ที่หาข้อมูลจาก AI มาก่อนส่งผลอย่างไรกับโรงพยาบาลและคลินิก
คนไข้มาถึงพร้อมคำถามที่ละเอียดขึ้น รู้ราคาของที่อื่น และถามเหตุผลของการตรวจหรือยาแต่ละรายการ การสั่งตรวจหรือจ่ายยาเกินความจำเป็น และการบอกค่าใช้จ่ายรวมหลังรับบริการ จึงทำได้ยากขึ้น ที่ที่ได้เปรียบคือที่ที่รักษาอย่างพอดีตามข้อบ่งชี้ อธิบายได้ชัด และเปิดราคากับสิ่งที่รวมตั้งแต่ต้น

### คลินิกที่มีแค่เพจ Facebook ต้องทำเว็บไซต์ไหม
ควรมี เพราะผู้ช่วย AI และ Google อ่านข้อมูลจากโซเชียลมีเดียได้จำกัด มินิเว็บไซต์ที่มีหน้าบริการ ราคา แพทย์ เวลาให้บริการ แผนที่ และคำถามที่พบบ่อย ก็เพียงพอให้ถูกค้นเจอและถูกแนะนำมากขึ้น

### คลินิกทั่วไปต้องทำการตลาดหลายภาษาด้วยไหม
ขึ้นกับพื้นที่และกลุ่มคนไข้ แต่คลินิกจำนวนมากมีคนไข้ต่างชาติที่ทำงานหรืออาศัยในไทย นักท่องเที่ยว หรือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว การมีหน้าเว็บภาษาอังกฤษและตอบแชทเป็นภาษาอังกฤษได้จึงเป็นขั้นต่ำที่ควรมี

### ควรเริ่มเรื่องไหนก่อน
เริ่มจากฐานที่ทุกเรื่องต้องใช้ คือเว็บไซต์หรือมินิเว็บไซต์ที่มีข้อมูลชัด การตอบแชทที่เร็ว และการวัดผลจากโฆษณาถึงการนัด แล้วค่อยทดลองช่องทางใหม่อย่างโฆษณาบน ChatGPT ใช้แบบเช็กความพร้อมในบทความนี้ดูว่าข้อไหนยังขาด

## แหล่งอ้างอิง

- Pew Research Center, [How opinions and use of AI differ by age](https://www.pewresearch.org/internet/2026/06/17/how-opinions-and-use-of-ai-differ-by-age/) (17 มิถุนายน 2569)
- Fierce Healthcare, [Rock Health: AI chatbot use for health information](https://www.fiercehealthcare.com/ai-and-machine-learning/ai-chatbot-use-health-information-16-2024-rock-health-survey) (24 มีนาคม 2569)
- KFF, [Tracking Poll on Health Information and Trust: Use of AI for Health Information](https://www.kff.org/public-opinion/kff-tracking-poll-on-health-information-and-trust-use-of-ai-for-health-information-and-advice/) (25 มีนาคม 2569)
- Hfocus, [แพทยสภาจัดเสวนาโฆษณาทางการแพทย์ให้ถูกกฎหมาย สำหรับแพทย์และ Medical Influencer](https://www.hfocus.org/content/2026/08/39022) (สิงหาคม 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ, [แพทยสภาออกกฎคุมโฆษณาเสริมความงาม บังคับแสดงชื่อและเลขใบอนุญาต](https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1242740) (กรกฎาคม 2569)
- OpenAI, [Expanding access to AI with ChatGPT Ads](https://openai.com/index/expanding-access-to-ai-with-chatgpt-ads/)
- Crypto Briefing, [OpenAI expands ChatGPT ads to 89 countries](https://cryptobriefing.com/openai-chatgpt-ads-expand-89-countries/) (21 ตุลาคม 2569)
- Milan Novotny, [ChatGPT vs Google search statistics 2026](https://www.milan-novotny.com/statistics/chatgpt-vs-google-search-statistics/) (รวมข้อมูลจาก Ahrefs, StatCounter และ Similarweb)
- Similarweb, [AI Search Stats 2026](https://aisearch.similarweb.com/blog/gen-ai-stats/)
- ttb analytics, [ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง](https://thaipublica.org/2026/07/ttb-analytics-private-hospital-industry/) (ThaiPublica, 27 กรกฎาคม 2569)
- ประชาชาติธุรกิจ, [อัพเดตค่าธรรมเนียม Shopee-Lazada ล่าสุด GP จ่ายสูงสุด 19.26%](https://www.prachachat.net/tech/news-2048471)
- FlowAccount, [อัปเดตค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada และ TikTok Shop ปี 2569](https://flowaccount.com/blog/commission-fees-ecommerce-shopee-lazada-tiktok/)
- Thai PBS Policy Watch, [ธปท. รายงานสถานการณ์ธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/2569](https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-285)
- กรุงเทพธุรกิจ, [บทบรรณาธิการเรื่องหนี้ครัวเรือนและสินเชื่อที่หดตัว](https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1244115) (26 กรกฎาคม 2569)
- กรุงเทพธุรกิจ, [6 เดือนพบสถานพยาบาล 89 แห่ง โพสต์โฆษณาผิดกฎหมายเกิน 50%](https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1230893) (23 เมษายน 2569)
