# ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์

**ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์ (Tonsil and adenoid removal) คือการนำต่อมทอนซิลที่อยู่สองข้างของคอและต่อมอะดีนอยด์ที่อยู่หลังโพรงจมูกออก เพื่อลดการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับหรือจัดการการติดเชื้อที่เกิดซ้ำและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น การผ่าตัดไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แพทย์หู คอ จมูกจะพิจารณาจากอาการ ความถี่ของการติดเชื้อ การหายใจขณะหลับ และสุขภาพโดยรวม**

## ประเด็นสำคัญ

- เหตุผลหลักของการผ่าตัดคือ ต่อมโตจนรบกวนการหายใจหรือการนอน และการอักเสบติดเชื้อที่เกิดซ้ำหรือเรื้อรัง การกรนเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าต้องผ่าตัด
- การผ่าตัดทำผ่านทางปากภายใต้ยาสลบ จึงไม่มีแผลภายนอก โดยทั่วไปอาจกลับบ้านได้ในวันเดียว แต่เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ต้องเฝ้าระวังทางเดินหายใจอาจต้องนอนโรงพยาบาล
- หลังตัดทอนซิลมักเจ็บคอและกลืนลำบากประมาณ 1-2 สัปดาห์ ภาวะที่ต้องระวังที่สุดคือเลือดสดออกจากปากหรือจมูก หายใจลำบาก และดื่มไม่ได้จนขาดน้ำ

## ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์ คืออะไร

ต่อม[ทอนซิล](/hdcare/tonsillectomy/)เป็นก้อนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองสองข้างบริเวณด้านหลังลำคอ ส่วน[ต่อมอะดีนอยด์](/hdcare/adenoidectomy/)เป็นเนื้อเยื่อชนิดใกล้เคียงกัน อยู่สูงขึ้นไปด้านหลังโพรงจมูก จึงมองไม่เห็นเมื่ออ้าปากตามปกติ ต่อมทั้งสองมีส่วนช่วยระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่สามารถโต อักเสบ หรือติดเชื้อจนก่อปัญหาได้ ([health.mountsinai.org](https://health.mountsinai.org/blog/six-signs-your-childs-tonsils-or-adenoids-may-need-to-be-removed/))

การผ่าตัดอาจประกอบด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทำพร้อมกัน ได้แก่

- **การตัดต่อมทอนซิล** นำต่อมทอนซิลออกทั้งหมด หรือเอาออกบางส่วนตามข้อบ่งชี้และเทคนิคที่ศัลยแพทย์เลือก
- **การตัดต่อมอะดีนอยด์** นำเนื้อเยื่ออะดีนอยด์หลังโพรงจมูกออก
- **การตัดทั้งสองต่อมพร้อมกัน** มักพิจารณาเมื่อเนื้อเยื่อทั้งสองตำแหน่งมีส่วนทำให้ทางเดินหายใจแคบ หรือมีปัญหาติดเชื้อร่วมกัน

การผ่าตัดทำผ่านทางปาก ไม่มีแผลผ่าตัดที่ผิวหนัง ศัลยแพทย์สามารถใช้เครื่องมือหลายชนิดเพื่อตัดเนื้อเยื่อและห้ามเลือด เช่น เครื่องมือผ่าตัดทั่วไป พลังงานความร้อน คลื่นวิทยุ หรืออุปกรณ์ที่ตัดเนื้อเยื่อออกทีละส่วน วิธีที่เหมาะสมขึ้นกับอายุ ขนาดของต่อม เหตุผลที่ผ่าตัด ความเสี่ยงเลือดออก และประสบการณ์ของทีมผ่าตัด

เป้าหมายของการผ่าตัดขึ้นกับสาเหตุ หากต่อมโตจนกีดขวางทางเดินหายใจ เป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ให้อากาศผ่านและลดปัญหาการหายใจขณะหลับ หากมีการติดเชื้อซ้ำ เป้าหมายคือทำให้การติดเชื้อและอาการเจ็บคอเกิดน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าหลังผ่าตัดจะไม่มีอาการเจ็บคอหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจอีกเลย

การนำต่อมเหล่านี้ออกไม่ได้ทำให้ร่างกายหมดภูมิคุ้มกัน เพราะยังมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองส่วนอื่นทำหน้าที่อยู่ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะไม่แนะนำให้ผ่าตัดเพียงเพราะต่อมดูใหญ่ แต่จะพิจารณาว่าขนาดหรือการอักเสบนั้นทำให้เกิดผลกระทบที่ชัดเจนหรือไม่

## ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

### ผู้ที่แพทย์อาจพิจารณาให้ผ่าตัด

การผ่าตัดมักพิจารณาในผู้ที่มีปัญหาต่อไปนี้

**1. หายใจผิดปกติขณะหลับจากทางเดินหายใจอุดกั้น**

อาการที่พบได้ ได้แก่ กรนเสียงดังเป็นประจำ หายใจทางปาก หลับกระสับกระส่าย มีช่วงหยุดหายใจหรือสะดุ้งเฮือก และตื่นมาไม่สดชื่น ในเด็กอาจพบง่วงผิดปกติ สมาธิลดลง พฤติกรรมเปลี่ยน ปัสสาวะรดที่นอน หรือการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามคาด ต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ที่โตเป็นสาเหตุหนึ่งของการอุดกั้นในเด็ก ([Mayo Clinic](https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/tonsillectomy/about/pac-20395141))

แพทย์จะซักอาการ ตรวจคอและจมูก และอาจพิจารณาตรวจการนอนหลับในบางราย โดยเฉพาะเมื่ออาการกับผลตรวจไม่สอดคล้องกัน มีโรคร่วม หรือจำเป็นต้องประเมินความรุนแรงก่อนเลือกวิธีรักษา

**2. ต่อมทอนซิลอักเสบซ้ำหรือเรื้อรัง**

การเจ็บคอหลายครั้งไม่ได้แปลว่าต้องตัดทอนซิลทันที แพทย์จะดูจำนวนครั้งในแต่ละปี ความรุนแรง ผลตรวจประกอบ การขาดเรียนหรือขาดงาน และการตอบสนองต่อการรักษา เกณฑ์อ้างอิงสากลบางแห่งพิจารณาการอักเสบที่บันทึกได้อย่างน้อย 7 ครั้งในหนึ่งปี หรืออย่างน้อย 5 ครั้งต่อปีต่อเนื่องสองปี หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อปีต่อเนื่องสามปี แต่เกณฑ์นี้ไม่ใช่คำสั่งว่าทุกคนต้องผ่าตัด และแพทย์ต้องพิจารณาบริบทของแต่ละคนด้วย ([Mayo Clinic](https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/tonsillectomy/about/pac-20395141))

**3. การติดเชื้อหรือฝีรอบทอนซิลที่รักษายาก**

ผู้ที่มีฝีรอบต่อมทอนซิล เกิดซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาและระบายหนอง อาจได้รับการพิจารณาผ่าตัด ทั้งเวลาและวิธีผ่าตัดขึ้นกับว่ากำลังอยู่ในระยะติดเชื้อเฉียบพลันหรือไม่

**4. ต่อมโตจนมีปัญหาการกลืนหรือทางเดินหายใจ**

ต่อมที่โตมากอาจทำให้กลืนลำบาก รับประทานอาหารช้า สำลัก หรือรู้สึกว่าทางเดินหายใจแคบ แพทย์ต้องแยกจากโรคของจมูก ช่องปาก กล่องเสียง และระบบประสาทก่อนสรุปว่าต่อมเป็นสาเหตุหลัก

**5. ความผิดปกติอื่นที่ต้องตรวจเนื้อเยื่อ**

ต่อมทอนซิลที่โตไม่เท่ากันอย่างชัดเจน มีแผล ก้อน เลือดออกผิดปกติ หรือลักษณะที่แพทย์สงสัยโรคอื่น อาจเป็นเหตุให้ต้องนำเนื้อเยื่อออกตรวจ กรณีนี้พบไม่บ่อยและแนวทางรักษาแตกต่างจากการผ่าตัดเพราะกรนหรือติดเชื้อทั่วไป

### ใครอาจยังไม่ควรผ่าตัด หรือควรเลื่อนก่อน

การผ่าตัดอาจยังไม่ใช่คำตอบในกรณีต่อไปนี้

- กรนเป็นครั้งคราวเฉพาะช่วงเป็นหวัด โดยไม่มีภาวะหยุดหายใจหรือผลกระทบระหว่างวัน
- เจ็บคอไม่บ่อย อาการไม่รุนแรง หรือยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นทอนซิลอักเสบซ้ำ
- อาการเกิดจากภูมิแพ้จมูก จมูกอักเสบ น้ำหนักเกิน โครงสร้างใบหน้า หรือสาเหตุอื่นที่ต้องรักษาควบคู่กัน
- กำลังมีไข้ การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ไอมาก หรือสุขภาพไม่พร้อมรับยาสลบ ซึ่งอาจต้องเลื่อนผ่าตัด
- มีปัญหาเลือดออกง่าย เกล็ดเลือดต่ำ หรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดที่ยังไม่ได้ประเมินและควบคุม
- มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะทางเดินหายใจที่ยังควบคุมไม่ดี
- มีภาวะเพดานโหว่หรือความผิดปกติของเพดานอ่อนบางชนิด การตัดอะดีนอยด์อาจกระทบการปิดกั้นระหว่างช่องปากกับจมูก จึงต้องวางแผนเป็นรายบุคคล

ข้อห้ามหลายอย่างเป็นเพียงเหตุให้เลื่อนหรือปรับแผน ไม่ได้หมายความว่าจะผ่าตัดไม่ได้ตลอดไป ศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์จะตัดสินจากประโยชน์เทียบกับความเสี่ยงของแต่ละคน

## เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

### แจ้งข้อมูลสุขภาพให้ครบ

บอกทีมรักษาเกี่ยวกับโรคประจำตัว การแพ้ยา การแพ้อาหาร ประวัติเลือดออกง่าย ช้ำง่าย เลือดกำเดาไหลบ่อย และประวัติคนในครอบครัวที่เคยมีปัญหาจากยาสลบหรือเลือดหยุดยาก รวมถึงแจ้งหากกำลังมีไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจมีเสียง หรือเพิ่งสัมผัสผู้ป่วยโรคติดเชื้อ ([Mayo Clinic](https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/tonsillectomy/about/pac-20395141))

นำรายชื่อยาทั้งหมดไปด้วย รวมถึง

- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
- ยาเบาหวานและอินซูลิน
- ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบบางชนิด
- ยาสมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริม
- ยาที่ซื้อรับประทานเองโดยไม่มีใบสั่งยา

ยาบางชนิดอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนผ่าตัด แต่ห้ามหยุดเอง เพราะการหยุดยาละลายลิ่มเลือดหรือยาโรคประจำตัวผิดเวลาอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ลิ่มเลือดอุดตัน หรือระดับน้ำตาลผิดปกติ ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะระบุเวลาที่เหมาะกับยาแต่ละชนิด

### การตรวจที่อาจจำเป็น

ก่อนผ่าตัด แพทย์จะตรวจคอ จมูก ช่องปาก ฟังหัวใจและปอด และทบทวนเหตุผลที่ต้องผ่าตัด อาจตรวจเลือดหรือสั่งการตรวจอื่นตามอายุ โรคประจำตัว ประวัติเลือดออก และแนวทางของสถานพยาบาล ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจเหมือนกัน

หากผ่าตัดเพราะสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์อาจขอข้อมูลวิดีโอขณะนอน แบบประเมินอาการ หรือการตรวจการนอนหลับในบางราย ผลตรวจช่วยประเมินความรุนแรงและวางแผนว่าจะกลับบ้านวันเดียวกันได้หรือควรเฝ้าดูในโรงพยาบาล

### งดอาหารและเครื่องดื่มตามคำสั่ง

การผ่าตัดใช้ยาสลบ จึงต้องงดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อลดความเสี่ยงที่อาหารไหลย้อนเข้าสู่ปอด ระยะเวลางดขึ้นกับอายุ ชนิดอาหาร เครื่องดื่ม และเวลาผ่าตัด ให้ทำตามคำสั่งของสถานพยาบาลโดยตรง ไม่ควรใช้เวลางดจากประสบการณ์ผ่าตัดครั้งก่อนแทนคำสั่งครั้งนี้

หากเผลอรับประทานหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งทีมรักษาตามจริง การผ่าตัดอาจต้องเลื่อนเพื่อความปลอดภัย

### สิ่งที่ควรนำไป

- บัตรประจำตัว เอกสารสิทธิรักษา และเอกสารนัด
- รายชื่อยาและข้อมูลการแพ้ยา
- ผลตรวจหรือภาพถ่ายทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลขอ
- เสื้อผ้าหลวมและของใช้จำเป็นหากมีโอกาสนอนโรงพยาบาล
- ผู้ใหญ่ที่พากลับบ้านและช่วยดูแลในช่วงแรก

อธิบายให้เด็กเข้าใจด้วยถ้อยคำสั้นและตรงตามวัย เช่น แพทย์จะช่วยให้หายใจหรือหลับได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงการสัญญาว่าจะไม่เจ็บเลย แต่บอกว่าจะมียาช่วยบรรเทาอาการและผู้ปกครองจะอยู่ดูแลหลังตื่น

## ขั้นตอนการผ่าตัด

ขั้นตอนจริงอาจแตกต่างตามว่าจะตัดทอนซิล อะดีนอยด์ หรือทั้งสองอย่าง แต่โดยทั่วไปเป็นดังนี้

1. **ยืนยันตัวบุคคลและแผนผ่าตัด**  
   ทีมรักษาจะตรวจชื่อ ประวัติแพ้ยา เวลารับประทานอาหารครั้งสุดท้าย และหัตถการที่จะทำ ผู้ปกครองต้องลงนามยินยอมแทนเด็กตามเกณฑ์ของสถานพยาบาล

2. **ให้ยาสลบ**  
   วิสัญญีแพทย์หรือทีมวิสัญญีให้ยาจนผู้รับการผ่าตัดหลับ ไม่รู้สึกตัว และไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ พร้อมติดตามการหายใจ ชีพจร ความดัน และระดับออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/15605-tonsillectomy))

3. **เปิดช่องปากด้วยเครื่องมือ**  
   ศัลยแพทย์เข้าถึงต่อมผ่านทางปาก จึงไม่ต้องกรีดผิวหนังบริเวณคอ

4. **นำต่อมทอนซิลออก**  
   ศัลยแพทย์แยกต่อมออกจากเนื้อเยื่อรอบข้าง อาจนำออกทั้งหมดหรือบางส่วนตามแผน เครื่องมือที่ใช้แตกต่างกันได้ เช่น เครื่องมือผ่าตัด เครื่องมือให้ความร้อน หรืออุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเพื่อช่วยตัดและห้ามเลือด

5. **นำต่อมอะดีนอยด์ออก**  
   ศัลยแพทย์เข้าถึงบริเวณหลังโพรงจมูกผ่านทางปาก แล้วเอาเนื้อเยื่อที่อุดกั้นออก โดยระวังโครงสร้างใกล้เคียง เช่น ช่องเปิดของท่อที่เชื่อมคอกับหูชั้นกลาง

6. **ตรวจและห้ามเลือด**  
   ทีมผ่าตัดตรวจบริเวณแผลอย่างละเอียดก่อนนำเครื่องมือออก โดยทั่วไปแผลในคอไม่ต้องเย็บแบบแผลผิวหนัง

7. **เฝ้าดูในห้องพักฟื้น**  
   หลังหยุดยาสลบ ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปห้องพักฟื้น ทีมรักษาติดตามทางเดินหายใจ เลือดออก อาการคลื่นไส้ และความสามารถในการดื่ม เมื่อรู้สึกตัวดี หายใจได้เหมาะสม และไม่มีภาวะแทรกซ้อน จึงพิจารณากลับบ้านหรือย้ายเข้าหอผู้ป่วย

หลังผ่าตัดอาจพบคราบขาวหรือเหลืองตรงแผล กลิ่นปาก เจ็บคอ เจ็บร้าวไปหู ลิ้นหรือเพดานอ่อนบวม และรู้สึกเหมือนมีสิ่งติดอยู่ในคอ อาการเหล่านี้พบได้ระหว่างแผลกำลังสมานและไม่จำเป็นต้องหมายถึงแผลติดเชื้อ

## ใช้เวลานานแค่ไหน

ตัวการผ่าตัดทอนซิลอย่างเดียวมักใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที แต่หากตัดอะดีนอยด์ร่วมด้วย มีเลือดออกที่ต้องห้ามนาน ใช้เทคนิคต่างกัน หรือมีลักษณะทางกายวิภาคซับซ้อน อาจใช้เวลานานขึ้น แหล่งข้อมูลสำหรับการผ่าตัดทั้งสองต่อมในเด็กระบุว่าโดยทั่วไปอาจเสร็จภายในไม่เกินประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่เวลาจริงขึ้นกับผู้ป่วยและวิธีผ่าตัด ([health.mountsinai.org](https://health.mountsinai.org/blog/six-signs-your-childs-tonsils-or-adenoids-may-need-to-be-removed/))

เวลาที่อยู่ในห้องผ่าตัดทั้งหมดจะนานกว่าช่วงที่ศัลยแพทย์ลงมือ เพราะรวมการเตรียมตัว ให้ยาสลบ จัดท่า ปลุกจากยาสลบ และประเมินในห้องพักฟื้น ครอบครัวจึงไม่ควรใช้เวลาผ่าตัดที่คาดไว้เป็นเวลานัดรับกลับบ้าน

การผ่าตัดใช้ยาสลบ ผู้ป่วยจะหลับตลอดหัตถการ หลายรายกลับบ้านได้ในวันเดียวเมื่อฟื้นตัวดี ดื่มได้ ไม่มีเลือดออก และควบคุมอาการได้ แต่แพทย์อาจให้นอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ หากเป็นเด็กเล็ก มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง มีโรคหัวใจหรือปอด อยู่ไกลจากสถานพยาบาล หรือเกิดปัญหาระหว่างพักฟื้น

## พักฟื้นนานแค่ไหน

ระยะพักฟื้นต่างกันตามชนิดการผ่าตัด อายุ เทคนิคที่ใช้ ความรุนแรงของอาการ และภาวะแทรกซ้อน การตัดอะดีนอยด์เพียงอย่างเดียวมักฟื้นเร็วกว่าการตัดทอนซิล ส่วนการตัดทอนซิลมักใช้เวลาฟื้นเต็มที่ประมาณ 10-14 วัน หรือราว 2 สัปดาห์ ผู้ใหญ่อาจรู้สึกเจ็บและใช้เวลาฟื้นนานกว่าเด็กบางคน ([MedlinePlus](https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000155.htm))

| ช่วงเวลาโดยประมาณ | สิ่งที่มักพบ | การดูแลและกิจกรรม |
|---|---|---|
| วันผ่าตัดถึงช่วงแรก | ง่วง คลื่นไส้ เจ็บคอ กลืนลำบาก เสียงเปลี่ยนชั่วคราว | จิบน้ำตามที่ทีมรักษาอนุญาต พัก และใช้ยาตามแผน |
| หลายวันแรก | เจ็บคอ เจ็บร้าวไปหู กลิ่นปาก คราบขาวที่แผล | เน้นดื่มน้ำ เลือกอาหารนุ่มและกลืนง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายแผล |
| ประมาณวันที่ 3-7 | อาการเจ็บอาจยังมากหรือแย่ลงชั่วคราว คราบแผลเริ่มเปลี่ยน | เฝ้าดูเลือดสด ดื่มให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก |
| ประมาณ 1-2 สัปดาห์ | อาการค่อยๆ ลดลงและรับประทานอาหารได้มากขึ้น | กลับเรียนหรือทำงานเมื่อกินและนอนได้ดี ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วง และแพทย์อนุญาต |
| หลังประมาณ 2 สัปดาห์ | หลายคนกลับสู่กิจวัตรได้เกือบปกติ | กลับออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ |

กรอบเวลานี้อ้างอิงข้อมูลทั่วไปจากต่างประเทศ การดูแลในสถานพยาบาลไทยอาจต่างกัน และคำสั่งของศัลยแพทย์ที่เห็นแผลจริงมีความสำคัญกว่า

### อาหารและน้ำ

การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัว เพราะอาการเจ็บคออาจทำให้ดื่มน้อยและเกิดภาวะขาดน้ำได้ เริ่มจากของเหลวหรืออาหารนุ่มที่กลืนง่ายตามที่ทีมรักษาแนะนำ แล้วค่อยเพิ่มอาหารตามความสบาย

อาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด แข็ง กรอบ หรือมีขอบคมอาจทำให้แผลระคายเคืองและเจ็บมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องบังคับรับประทานอาหารปริมาณมากในครั้งเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการดื่ม หากดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อยมาก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ต้องติดต่อสถานพยาบาล

### การกลับไปเรียนหรือทำงาน

หลังตัดทอนซิล หลายคนต้องหยุดเรียนหรือหยุดงานประมาณ 10-14 วัน ขึ้นกับอาการ ลักษณะงาน และคำแนะนำของแพทย์ ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/15605-tonsillectomy)) ผู้ที่ตัดอะดีนอยด์อย่างเดียวอาจกลับสู่กิจวัตรได้เร็วกว่า แต่ไม่ควรเร่งหากยังมีไข้ ดื่มได้น้อย หรือมีความเสี่ยงเลือดออก

ควรกลับไปเรียนหรือทำงานเมื่อรับประทานและดื่มได้เพียงพอ นอนหลับได้ ไม่มีเลือดออก และไม่ต้องใช้ยาที่ทำให้ง่วง งานที่ใช้แรงมาก ยกของหนัก หรืออยู่ห่างจากบริการฉุกเฉินอาจต้องรอนานกว่างานเบา

## ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดนี้ทำกันเป็นประจำ แต่ยังมีความเสี่ยงเหมือนการผ่าตัดและการให้ยาสลบทุกชนิด แพทย์จะอธิบายความเสี่ยงเฉพาะบุคคลก่อนขอความยินยอม

### เลือดออก

เลือดออกอาจเกิดระหว่างผ่าตัด หลังผ่าตัดไม่นาน หรือระหว่างแผลกำลังสมานเมื่อคราบแผลหลุด เลือดออกมากอาจต้องให้น้ำเกลือ ตรวจเลือด รับไว้ดูอาการ หรือกลับเข้าห้องผ่าตัดเพื่อห้ามเลือด ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/15605-tonsillectomy))

ไม่ควรกลืนเลือด เพราะอาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียน หากมีเลือดสดสีแดงออกจากปากหรือจมูก ให้นั่งตัวตรง บ้วนเลือดออกถ้าทำได้ และไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอดูว่าจะหยุดเองหรือไม่

### ปัญหาทางเดินหายใจและอาการบวม

ลิ้น เพดานอ่อน หรือเนื้อเยื่อในคออาจบวมหลังผ่าตัด ทำให้หายใจเสียงดังหรือรู้สึกอุดกั้น โดยเฉพาะช่วงแรก ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือโรคทางเดินหายใจอาจต้องเฝ้าระวังมากขึ้น

### ปฏิกิริยาจากยาสลบ

อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ง่วง หรือปวดเมื่อยชั่วคราว ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อย แต่ความเสี่ยงขึ้นกับอายุ โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และความยากของทางเดินหายใจ

### ปวดและขาดน้ำ

อาการเจ็บคออาจรุนแรงพอให้ไม่อยากกลืน ทำให้ดื่มน้อย ปัสสาวะลด เวียนศีรษะ หรืออ่อนแรง เด็กเล็กอาจร้องไห้ไม่มีน้ำตาหรือซึมลง การวางแผนบรรเทาปวดและติดตามปริมาณน้ำจึงสำคัญ ควรใช้เฉพาะยาที่ทีมผ่าตัดกำหนด และไม่เพิ่มยาหรือใช้ยาที่มีส่วนประกอบซ้ำกันเอง

### การติดเชื้อ

แผลอาจติดเชื้อได้ แม้ไม่พบบ่อย คราบสีขาวหรือเหลืองและกลิ่นปากในช่วงแผลหายสามารถเกิดได้ตามปกติ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นหนองจากลักษณะดังกล่าวเพียงอย่างเดียว ไข้สูงต่อเนื่อง อาการทรุด หรือปวดบวมผิดปกติควรได้รับการประเมิน

### การบาดเจ็บบริเวณใกล้เคียง

อาจเกิดแผลหรือการบาดเจ็บที่ริมฝีปาก ลิ้น ฟัน เพดานปาก หรือขากรรไกรจากเครื่องมือที่ใช้เปิดปาก ความเสี่ยงอาจสูงขึ้นหากมีฟันโยก ครอบฟัน หรืออ้าปากได้จำกัด จึงควรแจ้งทีมรักษาล่วงหน้า

### เสียงเปลี่ยนและน้ำไหลย้อนเข้าจมูก

หลังตัดอะดีนอยด์ เสียงอาจก้องหรือเปลี่ยนชั่วคราว เนื่องจากพื้นที่หลังจมูกเปิดมากขึ้น บางคนอาจรู้สึกว่าของเหลวไหลย้อนขึ้นจมูก หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีความผิดปกติของเพดานอ่อน ต้องให้แพทย์ประเมิน

### อาการอาจไม่หายทั้งหมด

การผ่าตัดช่วยแก้ส่วนที่เกิดจากต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์ แต่การกรนหรือภาวะอุดกั้นอาจยังเหลืออยู่ หากมีน้ำหนักเกิน ภูมิแพ้จมูก โครงสร้างใบหน้าหรือขากรรไกรผิดปกติ หรือการอุดกั้นตำแหน่งอื่น การติดเชื้อและเจ็บคอยังเกิดจากเชื้อหรือเนื้อเยื่อส่วนอื่นได้ จึงไม่ควรคาดหวังว่าจะไม่มีอาการอีกเลย

## สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

<!-- hdcare:emergency -->
> **อาการฉุกเฉิน โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที** ไม่ต้องรอติดต่อทีมผ่าตัดก่อน หากมีอาการเหล่านี้ หายใจลำบากหรือหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก หมดสติหรือซึมมากจนปลุกไม่ตื่น ชัก เลือดออกมากไม่หยุด ใบหน้า ปาก หรือคอบวมจนกลืนหรือหายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดขึ้นทันที
>
> อาการอื่นด้านล่าง ให้ทำตามที่ระบุไว้ในแต่ละข้อ ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าฉุกเฉิน ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือโรงพยาบาลที่รักษาทันทีที่พบ หากติดต่อไม่ได้ ไม่แน่ใจ หรืออาการแย่ลง ให้ไปห้องฉุกเฉิน

ไปห้องฉุกเฉินหรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วนเมื่อพบอาการต่อไปนี้

| อาการ | ควรทำอย่างไร |
|---|---|
| เลือดสดสีแดงออกจากปากหรือจมูก ไอหรืออาเจียนเป็นเลือดมาก | ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่รอดูอาการ |
| หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม ปากเขียว ปลุกไม่ตื่น หรือหยุดหายใจ | ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที |
| กลืนน้ำไม่ได้ น้ำลายไหลมาก หรืออาเจียนต่อเนื่อง | ติดต่อโรงพยาบาลหรือไปประเมินโดยเร็ว |
| ปัสสาวะน้อยมาก ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง เวียนศีรษะ หรืออ่อนแรง | อาจขาดน้ำ ควรให้แพทย์ประเมิน |
| ไข้สูงหรือไข้ไม่ลดตามเกณฑ์ที่ทีมผ่าตัดกำหนด | ติดต่อทีมรักษาในวันเดียวกัน |
| ปวดมากขึ้นผิดปกติแม้ใช้ยาตามแผน หรือคอบวมเพิ่มขึ้น | ติดต่อทีมผ่าตัดเพื่อประเมิน |
| มีผื่น หน้าหรือริมฝีปากบวม หายใจมีเสียงหลังใช้ยา | หยุดยาที่สงสัยและขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน |

เลือดเก่าสีคล้ำปริมาณเล็กน้อยอาจพบได้ในบางกรณี แต่เลือดสดต้องถือเป็นสัญญาณอันตราย แหล่งอ้างอิงแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินเมื่อเห็นเลือดสดหลังผ่าตัด ([MedlinePlus](https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000155.htm))

ก่อนกลับบ้าน ควรบันทึกหมายเลขติดต่อของหอผู้ป่วยหรือทีมผ่าตัด และทราบว่าห้องฉุกเฉินใดอยู่ใกล้ที่สุด โดยเฉพาะหากบ้านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลที่ผ่าตัด

## ทางเลือกอื่น

การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับทุกคน วิธีรักษาขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรง

### เฝ้าดูอาการ

เด็กบางคนมีต่อมโตแต่ไม่มีภาวะหยุดหายใจ ไม่มีผลกระทบต่อการเติบโต และติดเชื้อไม่บ่อย แพทย์อาจติดตามอาการก่อน เพราะขนาดต่อมสามารถเปลี่ยนไปตามวัยได้ ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/15605-tonsillectomy)) ควรจดวันที่มีไข้ เจ็บคอ ผลตรวจ ยาที่ได้รับ วันขาดเรียน และอาการระหว่างนอน เพื่อช่วยตัดสินใจในครั้งต่อไป

### รักษาการติดเชื้อเป็นครั้งๆ

อาการเจ็บคอจากไวรัสไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หากสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจตรวจและให้ยาตามข้อบ่งชี้ การผ่าตัดมักพิจารณาเมื่อการติดเชื้อเกิดซ้ำมาก มีภาวะแทรกซ้อน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่เหมาะสม

### รักษาโรคจมูกและภูมิแพ้

หากการกรนหรือหายใจทางปากสัมพันธ์กับจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ หรือคัดจมูก แพทย์อาจเริ่มจากการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ล้างจมูก หรือใช้ยาตามการวินิจฉัย การรักษาจมูกอาจช่วยลดอาการ แต่จะไม่ทำให้ต่อมทอนซิลที่อุดกั้นมากหายไปทันที

### จัดการปัจจัยร่วมของการอุดกั้นขณะหลับ

การควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การปรับท่านอน และการรักษาความผิดปกติของจมูกหรือ[ขากรรไกร](/hdcare/corrective-jaw-surgery/)อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผน หากผ่าตัดไม่ได้หรือยังมีภาวะหยุดหายใจหลังผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาเครื่องช่วยสร้างแรงดันอากาศขณะนอนหรือส่งต่อเพื่อประเมินการอุดกั้นตำแหน่งอื่น

### ผ่าตัดเพียงตำแหน่งเดียวหรือเอาทอนซิลออกบางส่วน

บางคนอาจต้องตัดเฉพาะอะดีนอยด์ เฉพาะทอนซิล หรือเอาทอนซิลออกบางส่วน ทางเลือกนี้ขึ้นกับตำแหน่งอุดกั้น ประวัติการติดเชื้อ อายุ และความเสี่ยงเลือดออก การเอาออกบางส่วนอาจเหลือเนื้อเยื่อที่โตขึ้นหรือมีปัญหาได้ในภายหลัง จึงต้องชั่งน้ำหนักกับการฟื้นตัวและข้อบ่งชี้ของแต่ละคน

## สิทธิการรักษา

ความครอบคลุมขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สถานพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเงื่อนไขของแต่ละกองทุน ควรตรวจสอบก่อนนัดผ่าตัด ไม่ควรอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยรายอื่น เพราะสิทธิและเอกสารอาจไม่เหมือนกัน

### บัตรทอง

เริ่มติดต่อหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หากแพทย์เห็นว่าต้องประเมินหรือผ่าตัดโดยแพทย์หู คอ จมูก หน่วยบริการจะออกเอกสารส่งต่อตามระบบ กรณีฉุกเฉิน เช่น เลือดออกมากหรือหายใจลำบาก ควรไปห้องฉุกเฉินใกล้ที่สุดก่อน ไม่ควรรอเอกสารส่งต่อ

ควรถามว่า

- ต้องใช้ใบส่งต่อหรือไม่
- ต้องตรวจอะไรที่หน่วยบริการประจำก่อน
- ผ่าตัดและการตรวจชิ้นเนื้ออยู่ในแผนรักษาหรือไม่
- การติดตามหลังผ่าตัดต้องกลับที่ใด

### ประกันสังคม

ติดต่อสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้เพื่อรับการตรวจและส่งต่อภายในเครือข่ายตามความจำเป็น ความครอบคลุมมักพิจารณาจากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และขั้นตอนของสถานพยาบาล ควรตรวจสอบสถานะสิทธิและเอกสารก่อนวันนัด

หากต้องการเข้ารับบริการนอกสถานพยาบาลตามสิทธิ ควรถามหน่วยงานสิทธิประโยชน์ก่อนว่าสามารถส่งต่อได้ในกรณีใด และต้องมีเอกสารใดบ้าง

### ประกันสุขภาพเอกชน

ความคุ้มครองขึ้นกับกรมธรรม์ ระยะเวลารอคอย ข้อยกเว้นโรคเดิม ความจำเป็นทางการแพทย์ และเงื่อนไขผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน บริษัทอาจขอประวัติการเจ็บคอ ผลตรวจการนอนหลับ ภาพถ่ายต่อม หรือหนังสือรับรองจากแพทย์

ก่อนผ่าตัดควรถามเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

- ต้องขออนุมัติล่วงหน้าหรือไม่
- คุ้มครองการผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียวหรือการนอนโรงพยาบาลอย่างไร
- ค่าตรวจก่อนผ่าตัด ค่าวิสัญญี ค่าตรวจชิ้นเนื้อ และการติดตามรวมอยู่หรือไม่
- มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการกรน ภูมิแพ้ ภาวะหยุดหายใจ หรือโรคเดิมหรือไม่

หากใช้สิทธิใดก็ตาม ควรให้โรงพยาบาลตรวจสอบสิทธิจากข้อมูลปัจจุบันก่อนวันผ่าตัด และเก็บเอกสารการวินิจฉัย ใบส่งตัว และผลตรวจไว้

### จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

## คำถามที่พบบ่อย

### ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์จำเป็นต้องทำพร้อมกันหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันทุกคน แพทย์จะเลือกตัดเฉพาะทอนซิล เฉพาะอะดีนอยด์ หรือทั้งสองต่อมตามตำแหน่งที่อุดกั้น ประวัติการติดเชื้อ และผลตรวจ หากปัญหาอยู่ที่อะดีนอยด์เป็นหลัก การตัดทอนซิลที่ไม่มีข้อบ่งชี้อาจไม่เพิ่มประโยชน์

### เด็กกรนต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่

เด็กกรนไม่ต้องผ่าตัดทุกคน เพราะการกรนอาจเกิดจากหวัด ภูมิแพ้ น้ำหนักเกิน หรือโครงสร้างทางเดินหายใจอื่น ควรพบแพทย์หากกรนเป็นประจำ มีช่วงหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก หลับไม่สนิท หรือมีผลต่อพฤติกรรมและการเรียน

### ต้องตรวจการนอนหลับก่อนผ่าตัดหรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจการนอนหลับ แพทย์อาจสั่งตรวจเมื่อจำเป็นต้องยืนยันความรุนแรง อาการกับขนาดต่อมไม่สอดคล้องกัน มีโรคร่วม หรือผลตรวจจะเปลี่ยนแผนการผ่าตัดและการเฝ้าระวังหลังผ่าตัด ([Mayo Clinic](https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/tonsillectomy/about/pac-20395141))

### ผ่าตัดแล้วจะหยุดกรนแน่นอนหรือไม่

ไม่สามารถรับประกันว่าจะหยุดกรนทั้งหมด การผ่าตัดช่วยแก้การอุดกั้นจากต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ แต่หากมีภูมิแพ้ น้ำหนักเกิน หรือการอุดกั้นตำแหน่งอื่น อาการอาจยังเหลือและต้องรักษาต่อ

### หลังผ่าตัดจะไม่มีทอนซิลอักเสบอีกใช่หรือไม่

ต่อมที่ถูกนำออกจะไม่อักเสบในลักษณะเดิม แต่ยังเจ็บคอและติดเชื้อทางเดินหายใจจากเนื้อเยื่อหรือเชื้อสาเหตุอื่นได้ เป้าหมายในผู้ที่ติดเชื้อซ้ำคือทำให้ความถี่และความรุนแรงลดลง ไม่ใช่รับประกันว่าจะไม่เจ็บคออีก

### ตัดทอนซิลและอะดีนอยด์แล้วภูมิคุ้มกันจะลดลงหรือไม่

โดยทั่วไปการนำต่อมทั้งสองออกไม่ได้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหายไป เพราะร่างกายยังมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองและกลไกภูมิคุ้มกันอีกหลายส่วน อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังคงผ่าตัดเฉพาะเมื่อประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมากกว่าความเสี่ยง

### หลังผ่าตัดเจ็บกี่วัน

หลังตัดทอนซิลมักเจ็บคอประมาณ 1-2 สัปดาห์ และอาการอาจมากขึ้นชั่วคราวในช่วงหลายวันแรก ส่วนการตัดอะดีนอยด์อย่างเดียวมักฟื้นเร็วกว่า ระยะจริงขึ้นกับอายุ เทคนิคผ่าตัด และการตอบสนองของแต่ละคน ([MedlinePlus](https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000155.htm))

### คราบขาวในคอหลังผ่าตัดเป็นหนองหรือไม่

คราบขาวหรือเหลืองมักเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผล ไม่ได้แปลว่าติดเชื้อเสมอไป อย่าแคะหรือพยายามเช็ดออก แต่ควรติดต่อแพทย์หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาการทรุด บวมมาก หรือมีเลือดสด

### เจ็บหูหลังผ่าตัดผิดปกติหรือไม่

อาการเจ็บร้าวไปหูพบได้หลังตัดทอนซิล แม้หูไม่ได้ติดเชื้อ เพราะเส้นประสาทบริเวณคอและหูมีทางรับความรู้สึกร่วมกัน หากปวดรุนแรงขึ้น มีน้ำไหลจากหู หรือได้ยินลดลง ควรแจ้งแพทย์

### หลังผ่าตัดกินอะไรได้

เริ่มจากน้ำและอาหารนุ่มที่กลืนง่ายตามคำแนะนำของทีมรักษา แล้วค่อยเพิ่มอาหารเมื่อรับไหว ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง กรอบ เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัดในช่วงแผลยังเจ็บ เพราะอาจระคายแผล

### กลับไปเรียนหรือทำงานได้เมื่อไร

หลังตัดทอนซิล หลายคนกลับไปเรียนหรือทำงานได้ภายในประมาณ 10-14 วัน เมื่อดื่มและกินได้ นอนหลับได้ ไม่มีเลือดออก และอาการปวดควบคุมได้ ผู้ที่ตัดอะดีนอยด์อย่างเดียวอาจกลับได้เร็วกว่า ส่วนงานใช้แรงอาจต้องรอตามที่ศัลยแพทย์กำหนด

### เลือดออกหลังผ่าตัดเล็กน้อยรอดูอาการได้หรือไม่

หากเป็นเลือดสดสีแดงจากปากหรือจมูก ไม่ควรรอดูอาการ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะเลือดออกสามารถเพิ่มขึ้นได้และอาจต้องห้ามเลือดในโรงพยาบาล

### ต้องนอนโรงพยาบาลหรือกลับบ้านได้เลย

หลายรายกลับบ้านได้ในวันเดียว แต่บางคนต้องนอนเฝ้าดูอาการ ขึ้นกับอายุ ความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจ โรคประจำตัว เลือดออก การดื่มน้ำ และผลการประเมินหลังยาสลบ

### อะดีนอยด์สามารถโตขึ้นใหม่ได้หรือไม่

เนื้อเยื่ออะดีนอยด์อาจเหลืออยู่และโตขึ้นได้ในบางคน โดยเฉพาะเด็กที่ผ่าตัดเมื่ออายุน้อยหรือมีการอักเสบเรื้อรัง หากกลับมาคัดจมูก หายใจทางปาก หรือกรนต่อเนื่อง ควรให้แพทย์ตรวจว่าเกิดจากอะดีนอยด์หรือสาเหตุอื่น

### ผู้ใหญ่ผ่าตัดได้หรือไม่

ผู้ใหญ่สามารถผ่าตัดได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น ทอนซิลอักเสบซ้ำ ฝีรอบทอนซิล ปัญหาทางเดินหายใจ หรือความผิดปกติที่ต้องตรวจเนื้อเยื่อ แต่การพักฟื้นหลังตัดทอนซิลในผู้ใหญ่อาจเจ็บและใช้เวลานานกว่าเด็กบางราย

## ข้อมูลอ้างอิง

1. [Cleveland Clinic: Tonsillectomy: Procedure Details & Recovery](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/15605-tonsillectomy) — เกี่ยวกับ Tonsil and adenoid removal — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
2. [MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine): Tonsil and adenoid removal - discharge](https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000155.htm) — เกี่ยวกับ Tonsil and adenoid removal — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
3. [health.mountsinai.org: Six Signs Your Child's Tonsils or Adenoids May Need to Be Removed](https://health.mountsinai.org/blog/six-signs-your-childs-tonsils-or-adenoids-may-need-to-be-removed/) — เกี่ยวกับ Tonsil and adenoid removal — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
4. [Mayo Clinic: Tonsillectomy](https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/tonsillectomy/about/pac-20395141) — เกี่ยวกับ Tonsil and adenoid removal — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)

> ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

> หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
