# ใส่สายระบายทรวงอก

**ใส่สายระบายทรวงอก (Pleural drainage) คือการสอดท่อผ่านผนังทรวงอกเข้าไปในช่องระหว่างปอดกับผนังทรวงอก เพื่อระบายลม ของเหลว เลือด หรือหนองที่กดปอดอยู่ การทำหัตถการนี้ช่วยให้ปอดมีพื้นที่ขยายตัวและอาจช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น แต่จำเป็นหรือไม่ขึ้นกับสาเหตุ ปริมาณสิ่งที่ค้าง อาการ และผลตรวจของคุณ**

## ประเด็นสำคัญ

- สายระบายไม่ได้ใส่เข้าไปในเนื้อปอด แต่ใส่ใน **ช่องเยื่อหุ้มปอด** ซึ่งเป็นช่องว่างบางๆ ระหว่างผิวปอดกับผนังทรวงอก
- บางคนต้องเจาะดูดด้วยเข็มเพียงครั้งเดียว บางคนต้องคาสายระบายไว้ และบางคนต้องผ่าตัดเพิ่มเติม การเลือกวิธีขึ้นกับว่าเป็นลม น้ำ เลือด หรือหนอง และมีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่
- ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง ได้แก่ เลือดออก การติดเชื้อ ลมรั่ว ปอดขยายตัวไม่เต็มที่ สายอุดตันหรือเลื่อน และการบาดเจ็บต่ออวัยวะใกล้เคียง การใช้อัลตราซาวนด์ช่วยกำหนดตำแหน่งอาจลดความเสี่ยงบางอย่างได้

## ใส่สายระบายทรวงอก คืออะไร

ปอดแต่ละข้างถูกหุ้มด้วยเยื่อบาง 2 ชั้น เรียกว่า **เยื่อหุ้มปอด** ชั้นหนึ่งแนบกับผิวปอด อีกชั้นแนบกับผนังทรวงอก ช่องระหว่างเยื่อทั้งสองเรียกว่า **ช่องเยื่อหุ้มปอด** ตามปกติจะมีของเหลวเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ปอดเคลื่อนไหวได้ราบรื่นขณะหายใจ ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24254-thoracentesis))

หากมีลม ของเหลว เลือด หรือหนองสะสมในช่องนี้ ปอดอาจถูกกดและขยายตัวได้ไม่เต็มที่ คุณอาจหอบ เหนื่อย เจ็บหน้าอก ไอ หรือมีออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จึงอาจเสนอการระบายสิ่งที่ค้างออกเพื่อบรรเทาแรงกด ช่วยรักษาการติดเชื้อ หรือเก็บตัวอย่างไปตรวจหาสาเหตุ

คำว่า “สายระบายทรวงอก” ครอบคลุมท่อหลายขนาดและหลายรูปแบบ เช่น

- **สายระบายชั่วคราว** ต่อกับถุงหรือระบบรองรับ ใช้ระบายลมและของเหลวในโรงพยาบาล
- **สายระบายขนาดเล็ก** ซึ่งอาจใส่โดยอาศัยเข็มและลวดนำทาง
- **สายระบายขนาดใหญ่ขึ้น** ซึ่งอาจใช้ในภาวะเลือดออก หนองข้น หรือหลังผ่าตัดบางชนิด
- **สายระบายชนิดคาไว้นาน** ซึ่งลอดใต้ผิวหนังและมีปลายอยู่นอกร่างกาย ใช้ในผู้ที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดกลับมาเรื่อยๆ เพื่อระบายเป็นระยะ

การใส่สายระบายต่างจาก **การเจาะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด** การเจาะน้ำมักใช้เข็มหรือท่อขนาดเล็กดูดของเหลวออกครั้งเดียว แล้วนำอุปกรณ์ออก ส่วนการใส่สายระบายจะคาท่อไว้เพื่อให้ลมหรือของเหลวไหลออกต่อเนื่อง ทั้งสองวิธีอาจใช้ตรวจวินิจฉัยและบรรเทาอาการ แต่เหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน

การใส่สายระบายรักษาสิ่งที่สะสมรอบปอด ไม่ได้รักษาสาเหตุทั้งหมดโดยตรง หากเกิดจากหัวใจล้มเหลว โรคตับ โรคไต การติดเชื้อ มะเร็ง หรือโรคอักเสบ คุณยังต้องได้รับการรักษาโรคต้นเหตุควบคู่กันไป ของเหลวหรือลมจึงอาจกลับมาได้แม้ระบายสำเร็จแล้ว

## ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

### ใครอาจต้องใส่สายระบาย

แพทย์อาจพิจารณาใส่สายระบายเมื่อสิ่งที่อยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอดมีปริมาณมาก ทำให้เกิดอาการ มีแนวโน้มสะสมต่อ หรือไม่เหมาะกับการดูดออกเพียงครั้งเดียว ตัวอย่างสถานการณ์ ได้แก่

- **ภาวะลมในช่องเยื่อหุ้มปอด** ลมที่รั่วออกจากปอดไปกดปอด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการมาก ปอดแฟบมาก หรืออาการไม่ดีขึ้นด้วยการเฝ้าดู
- **ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด** ของเหลวสะสมจนกดปอดและทำให้หายใจลำบาก หรือจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างตรวจหาสาเหตุ
- **หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด** มักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อและอาจต้องระบายร่วมกับการรักษาอื่น
- **เลือดในช่องเยื่อหุ้มปอด** เช่น หลังอุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือหัตถการ
- **หลังผ่าตัดทรวงอกหรือหัวใจบางชนิด** เพื่อระบายลม เลือด และของเหลวที่เกิดขึ้นหลังผ่าตัด
- **น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดที่กลับเป็นซ้ำ** โดยเฉพาะเมื่อทำให้เหนื่อยและต้องระบายบ่อย แพทย์อาจเสนอการคาสายชนิดระยะยาว ([Penn Medicine](https://www.pennmedicine.org/treatments/pleural-catheterization))

ในเหตุฉุกเฉิน เช่น ลมสะสมและเพิ่มแรงดันในทรวงอกจนการหายใจหรือการไหลเวียนเลือดผิดปกติ ทีมรักษาอาจต้องระบายลมทันที การตัดสินใจในสถานการณ์นี้ต่างจากการนัดทำหัตถการล่วงหน้า เพราะเป้าหมายแรกคือแก้ภาวะคุกคามชีวิต

### ใครอาจยังไม่ต้องใส่สาย

การพบลมหรือของเหลวรอบปอดไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องใส่สายทันที แพทย์อาจเลือกเฝ้าดูหรือรักษาสาเหตุก่อน หากมีปริมาณน้อย อาการไม่มาก และสัญญาณชีพคงที่ ตัวอย่างเช่น ของเหลวที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ ตับ หรือไตทั้งสองข้างอาจดีขึ้นเมื่อรักษาโรคต้นเหตุ

บางกรณีอาจใช้การเจาะดูดเพียงครั้งเดียวแทน โดยเฉพาะเมื่อต้องการตัวอย่างตรวจหรือระบายของเหลวปริมาณจำกัด ส่วนลมในช่องเยื่อหุ้มปอดบางแบบอาจเฝ้าติดตามหรือเจาะดูดลมได้ หากแพทย์ประเมินว่าปลอดภัย

### ภาวะที่ต้องประเมินอย่างระมัดระวัง

ข้อห้ามของการใส่สายระบายไม่เหมือนกันในทุกสถานการณ์ เพราะในเหตุฉุกเฉินประโยชน์อาจมากกว่าความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ทีมรักษาต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อมีภาวะต่อไปนี้

- เลือดแข็งตัวผิดปกติหรือเกล็ดเลือดต่ำ
- ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
- มีการติดเชื้อของผิวหนังบริเวณที่จะใส่สาย
- มีพังผืดหรือความผิดปกติของช่องอก ทำให้หาตำแหน่งที่ปลอดภัยยาก
- เคยผ่าตัดทรวงอกหรือมีอวัยวะอยู่ผิดตำแหน่งจากปกติ
- ไม่สามารถอยู่นิ่งหรือจัดท่าที่จำเป็นได้
- ปริมาณของเหลวน้อยมากหรือไม่มีช่องที่เข้าถึงได้อย่างปลอดภัย

แพทย์จะพิจารณาภาพถ่ายรังสี อัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผลเลือด โรคประจำตัว และความเร่งด่วน ก่อนเลือกว่าจะใส่สาย ใช้วิธีอื่น หรือรักษาสาเหตุก่อน

## เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

การเตรียมตัวขึ้นกับว่าเป็นหัตถการฉุกเฉินหรือวางแผนไว้ล่วงหน้า รวมถึงชนิดยาชาที่จะใช้ หากเป็นเหตุฉุกเฉิน ทีมรักษาจะเตรียมเท่าที่ทำได้โดยไม่ทำให้การระบายล่าช้า

### แจ้งข้อมูลสำคัญให้ทีมรักษา

บอกแพทย์หากคุณมีเรื่องต่อไปนี้

- ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน หรืออาหารเสริมและสมุนไพร
- มีโรคเลือดออกง่าย เกล็ดเลือดต่ำ ลิ่มเลือดอุดตัน หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- เคยเปลี่ยนลิ้นหัวใจหรือมีอุปกรณ์ในหัวใจ
- แพ้ยา ยาชา น้ำยาฆ่าเชื้อ กาวปิดแผล หรือวัสดุทางการแพทย์
- ตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์
- เคยผ่าตัดทรวงอก เคยมีลมรั่ว หรือเคยใส่สายระบายมาก่อน
- มีโรคปอดเรื้อรัง ใช้ออกซิเจน หรือใช้เครื่องช่วยหายใจขณะนอนหลับ

ยาบางชนิดอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนทำ โดยเฉพาะยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ยาเบาหวาน และอาหารเสริมบางชนิด แต่ **อย่าหยุดยาเอง** ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะกำหนดเวลาให้เป็นรายบุคคลตามชนิดยา เหตุผลที่ใช้ยา ผลเลือด และความเร่งด่วนของหัตถการ ([NHS](https://www.kingstonandrichmond.nhs.uk/patients-and-families/patient-leaflets/pleural-aspiration-and-drainage))

### งดน้ำและอาหารหรือไม่

หากใช้เพียงยาชาเฉพาะที่และไม่มีแผนให้ยาระงับความรู้สึก โรงพยาบาลบางแห่งอาจอนุญาตให้กินและดื่มตามปกติได้ แหล่งอ้างอิงหนึ่งระบุว่าการเจาะหรือระบายของเหลวแบบยาชาเฉพาะที่อาจไม่ต้องงดอาหาร

แต่หากอาจได้รับยาช่วยผ่อนคลาย ยาระงับความรู้สึก หรืออาจต้องเปลี่ยนเป็นการผ่าตัด คุณอาจต้องงดน้ำและอาหารตามเวลาที่โรงพยาบาลแจ้ง ให้ยึดคำสั่งของทีมรักษา ไม่ควรใช้แนวทางของผู้อื่นแทนคำสั่งสำหรับคุณ

### การตรวจก่อนทำ

การประเมินอาจประกอบด้วย

- ภาพถ่ายรังสีทรวงอก
- อัลตราซาวนด์ทรวงอกเพื่อดูตำแหน่งและปริมาณของเหลว
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในกรณีซับซ้อน
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด
- วัดออกซิเจน ความดัน ชีพจร และอัตราการหายใจ

การใช้อัลตราซาวนด์ช่วยให้เห็นตำแหน่งของของเหลวและอวัยวะใกล้เคียง งานทบทวนด้านหัตถการเยื่อหุ้มปอดระบุว่าอัลตราซาวนด์ทรวงอกมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและการวางแผนตำแหน่ง

### สิ่งที่ควรนำมา

- รายชื่อยาและอาหารเสริมทั้งหมด หรือยาที่ใช้อยู่ในบรรจุภัณฑ์เดิม
- รายงานผลตรวจและภาพถ่ายเดิม หากโรงพยาบาลยังไม่มีในระบบ
- บัตรประชาชน เอกสารส่งตัว และหลักฐานสิทธิการรักษา
- ข้อมูลการแพ้ยาและโรคประจำตัว
- เสื้อผ้าที่สวมง่าย หากเป็นหัตถการแบบนัดหมาย
- ผู้ดูแลหรือผู้รับกลับบ้าน หากได้รับยาที่ทำให้ง่วง หรือโรงพยาบาลกำหนดให้มีผู้ดูแล

ก่อนลงนามยินยอม คุณควรทราบว่าใส่สายเพื่อระบายอะไร ใช้วิธีใด คาดว่าจะคาสายนานเพียงใด มีโอกาสต้องทำหัตถการอื่นต่อหรือไม่ และแพทย์จะใช้เกณฑ์ใดตัดสินใจถอดสาย

## ขั้นตอนการผ่าตัด

รายละเอียดแตกต่างตามชนิดของสิ่งที่ต้องระบาย ขนาดสาย ตำแหน่ง และความเร่งด่วน แต่ลำดับทั่วไปมีดังนี้

### 1. ตรวจยืนยันตำแหน่ง

ทีมรักษาทบทวนภาพถ่ายทรวงอกและตรวจร่างกาย หากเป็นของเหลว มักใช้อัลตราซาวนด์เพื่อหาจุดที่มีของเหลวและเลือกแนวทางที่หลีกเลี่ยงปอด กะบังลม ตับ และม้าม ([PubMed Central](https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4466427/))

คุณอาจนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า นอนตะแคง หรือนอนหงาย ขึ้นกับตำแหน่งที่ต้องใส่สายและสภาพการหายใจ ทีมจะติดตามความดัน ชีพจร ออกซิเจน และการหายใจระหว่างทำ

### 2. ทำความสะอาดและให้ยาชา

ผิวหนังจะถูกทำความสะอาดและคลุมด้วยผ้าปลอดเชื้อ แพทย์ฉีดยาชาเฉพาะที่ตั้งแต่ผิวหนังลงไปถึงชั้นเนื้อเยื่อบริเวณซี่โครง คุณอาจรู้สึกแสบหรือตึงตอนฉีด แต่บริเวณนั้นควรชาเมื่อเริ่มใส่สาย

บางคนได้รับยาช่วยผ่อนคลายทางหลอดเลือดดำ โดยเฉพาะเมื่อคาดว่าหัตถการซับซ้อน แต่ยาชาและยาระงับความรู้สึกที่ใช้จริงขึ้นกับอาการ ความร่วมมือ และแนวทางของโรงพยาบาล

### 3. เปิดแผลขนาดเล็กและใส่สาย

แพทย์เปิดแผลเล็กบนผิวหนัง แล้วสอดสายเข้าในช่องเยื่อหุ้มปอด วิธีหนึ่งใช้เข็มและลวดนำทางก่อนขยายทางเข้าสำหรับสาย อีกวิธีเปิดทางผ่านเนื้อเยื่อแล้วใส่สายโดยตรง การเลือกวิธีขึ้นกับชนิดและขนาดสาย รวมถึงสิ่งที่จะระบาย

ขณะสายผ่านเยื่อหุ้มปอด คุณอาจรู้สึกแรงกด ตึง หรืออยากไอ หากรู้สึกเจ็บแปลบมาก เวียนศีรษะ หรือหายใจแย่ลง ให้บอกทีมรักษาทันที ไม่ควรพยายามฝืนอยู่นิ่งโดยไม่แจ้งอาการ

### 4. ต่อเข้ากับระบบระบาย

สายจะถูกต่อกับถุง ขวด หรือระบบปิดที่ออกแบบให้ลมหรือของเหลวออกจากทรวงอกโดยไม่ไหลย้อนกลับ บางระบบใช้แรงดูดตามที่แพทย์กำหนด ไม่ควรถอด หนีบ หรือปรับระบบเอง

หากระบายของเหลว ทีมรักษาจะควบคุมการไหลและสังเกตอาการ การระบายเร็วหรือมากเกินไปในบางสถานการณ์อาจทำให้ไอ เจ็บหน้าอก ความดันเปลี่ยน หรือเกิดปัญหาจากการที่ปอดขยายตัวเร็วเกินไป

### 5. ยึดสายและปิดแผล

แพทย์ใช้ไหมหรืออุปกรณ์ยึดสายไม่ให้เลื่อน แล้วปิดบริเวณทางออกด้วยวัสดุปิดแผลปลอดเชื้อ หากเป็นสายชนิดคาไว้นาน อาจมีการลอดสายใต้ผิวหนังและใช้จุดเปิดมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง

### 6. ตรวจหลังใส่สาย

ทีมรักษาจะตรวจการทำงานของระบบ ปริมาณและลักษณะสิ่งที่ระบาย รวมถึงอาการหายใจ อาจส่งของเหลวไปตรวจหาเชื้อ เซลล์ผิดปกติ โปรตีน หรือข้อมูลอื่นตามสาเหตุที่สงสัย

หลังทำอาจมีภาพถ่ายรังสีหรือการตรวจภาพอื่น เพื่อดูตำแหน่งสาย ปริมาณที่เหลือ และการขยายตัวของปอด แนวทางจริงขึ้นกับเหตุผลที่ใส่สายและอาการหลังทำ

### 7. ดูแลระหว่างคาสายและถอดสาย

ระหว่างคาสาย ทีมจะติดตาม

- ปริมาณ สี และลักษณะของของเหลว
- มีลมรั่วต่อเนื่องหรือไม่
- สายพับ อุดตัน หลุด หรือเลื่อนหรือไม่
- อาการปวด ไข้ หอบ หรือออกซิเจนต่ำ
- ภาพถ่ายทรวงอกและการขยายตัวของปอด
- การตอบสนองต่อการรักษาสาเหตุ เช่น ยารักษาการติดเชื้อ

แพทย์ถอดสายเมื่อสิ่งที่ต้องระบายลดลง ปอดขยายตัวได้เหมาะสม ไม่มีลมรั่วที่ต้องระบายต่อ และโรคต้นเหตุควบคุมได้ในระดับหนึ่ง เกณฑ์ไม่เหมือนกันในผู้ที่มีลม น้ำ เลือด หนอง หรือเพิ่งผ่าตัด

ตอนถอดสาย ทีมจะเอาวัสดุยึดออก ให้คุณจัดท่าหรือควบคุมการหายใจตามคำสั่ง ดึงสายออก และปิดแผลทันที คุณอาจรู้สึกตึงหรือเจ็บช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นอาจต้องตรวจภาพทรวงอกอีกครั้งตามความเหมาะสม

## ใช้เวลานานแค่ไหน

เวลาทำขึ้นกับว่าเป็นการเจาะดูด การใส่สายชั่วคราว หรือการใส่สายชนิดคาไว้นาน รวมถึงตำแหน่งของลมหรือของเหลวและความซับซ้อนของโรค

แหล่งอ้างอิงหนึ่งระบุว่า การเจาะดูดของเหลวอาจใช้เวลาประมาณ **20-40 นาที** และการใส่สายเพื่อระบายของเหลวอาจอยู่ในช่วงประมาณ **30-60 นาที** แต่ตัวเลขนี้มาจากแนวทางของโรงพยาบาลต่างประเทศและไม่ใช่กำหนดเวลาตายตัวสำหรับโรงพยาบาลในไทย ([NHS](https://www.kingstonandrichmond.nhs.uk/patients-and-families/patient-leaflets/pleural-aspiration-and-drainage)) การเตรียมตัว ตรวจภาพ เฝ้าสังเกต และรอผลตรวจอาจทำให้เวลาที่อยู่ในหน่วยรักษานานกว่าช่วงที่ใส่สายจริง

โดยทั่วไปใช้ยาชาเฉพาะที่ บางคนอาจได้รับยาช่วยผ่อนคลาย หากทำร่วมกับการผ่าตัดทรวงอกหรือผู้ป่วยไม่สามารถร่วมมือได้ อาจต้องใช้การระงับความรู้สึกแบบอื่น วิสัญญีแพทย์และศัลยแพทย์จะเป็นผู้เลือกตามความปลอดภัย

คุณอาจกลับบ้านในวันเดียวได้หากเป็นการเจาะระบายแบบสั้น อาการคงที่ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ผู้ที่คาสายระบายเพื่อรักษาลมรั่ว เลือด หนอง หรืออาการรุนแรงมักต้องอยู่โรงพยาบาล ระยะเวลาขึ้นกับว่าปอดขยายตัวดีเพียงใด ปริมาณที่ระบายลดลงหรือไม่ และโรคต้นเหตุควบคุมได้แค่ไหน จึงไม่สามารถกำหนดเป็นจำนวนวันเดียวสำหรับทุกคนได้

## พักฟื้นนานแค่ไหน

การพักฟื้นต่างกันมากระหว่างการเจาะระบายครั้งเดียว การคาสายชั่วคราว และการคาสายระยะยาว ผู้ที่ป่วยจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ มะเร็ง หรือเพิ่งผ่าตัดใหญ่ย่อมฟื้นช้ากว่าผู้ที่ทำเพื่อเก็บตัวอย่างเพียงอย่างเดียว

| ช่วงเวลา | สิ่งที่มักเกิดขึ้น | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| หลังทำทันที | เจ็บหรือตึงบริเวณแผล ไอได้เมื่อปอดเริ่มขยาย | แจ้งทีมรักษาหากเจ็บมาก หอบ หรือเวียนศีรษะ |
| ระหว่างคาสาย | เดินและขยับตัวอาจไม่สะดวก ต้องระวังสายพับหรือถูกดึง | ให้ระบบระบายอยู่ในตำแหน่งที่ทีมรักษากำหนด ไม่ปรับหรือหนีบเอง |
| หลังถอดสายช่วงแรก | แผลอาจระบม มีของเหลวซึมเล็กน้อยได้ | ดูแลแผลตามคำแนะนำและสังเกตอาการผิดปกติ |
| กลับไปทำงาน | งานเบาอาจกลับได้เร็วกว่า งานใช้แรงหรือยกของ | ให้แพทย์ประเมินจากโรคต้นเหตุ การหายใจ และสภาพแผล |
| ฟื้นเต็มที่ | ขึ้นกับสาเหตุและว่าต้องรักษาอย่างอื่นต่อหรือไม่ | ไปตามนัดและติดตามผลตรวจของเหลวหรือภาพทรวงอก |

หลังการเจาะหรือระบายของเหลวแบบไม่ซับซ้อน แหล่งอ้างอิงหนึ่งระบุว่าหลายคนกลับทำกิจวัตรตามปกติได้ในวันถัดไป ([NHS](https://www.kingstonandrichmond.nhs.uk/patients-and-families/patient-leaflets/pleural-aspiration-and-drainage)) แต่ข้อมูลนี้ใช้แทนผู้ที่ต้องคาสายหรือมีโรครุนแรงไม่ได้

หลังใส่สายชนิดคาไว้นาน อาการระบมบริเวณทรวงอกอาจอยู่ได้ประมาณ **หลายวันถึงราว 1 สัปดาห์** ขึ้นกับวิธีใส่สาย ความไวต่อความเจ็บปวด และสภาพเนื้อเยื่อ ([Penn Medicine](https://www.pennmedicine.org/treatments/pleural-catheterization)) แพทย์จะบอกว่าควรทำแผล ระบายของเหลว และนัดตรวจเมื่อใด

ระหว่างพักฟื้นควรหลีกเลี่ยงการดึงสาย การยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้แผลตึง จนกว่าทีมรักษาจะอนุญาต หากยังมีสายอยู่ ต้องรักษาระบบให้ปิดและแห้งตามคำสอนของโรงพยาบาล การอาบน้ำ การเดินทาง และการออกกำลังกายมีข้อจำกัดต่างกันตามชนิดสาย จึงควรถามให้ชัดก่อนกลับบ้าน

การหายใจดีขึ้นอาจสังเกตได้หลังระบาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะดีขึ้นทันที หากปอดขยายไม่ได้เต็มที่ มีพังผืด ลมยังรั่ว หรือโรคต้นเหตุยังดำเนินอยู่ คุณอาจยังเหนื่อยและต้องรักษาต่อ

## ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การใส่สายระบายเป็นหัตถการที่ใช้บ่อย แต่ไม่ปราศจากความเสี่ยง ความเสี่ยงเฉพาะบุคคลขึ้นกับสิ่งที่ระบาย ตำแหน่งสาย ขนาดสาย โรคประจำตัว การแข็งตัวของเลือด และความเร่งด่วน

### ปวดและไม่สบายตัว

ยาชาอาจทำให้แสบตอนฉีด หลังยาชาหมดฤทธิ์อาจเจ็บแผล เจ็บตามแนวซี่โครง หรือปวดเวลาหายใจและไอ อาการควรได้รับการประเมินและควบคุม เพราะความเจ็บมากอาจทำให้หายใจตื้นและไอไม่เต็มที่ ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24254-thoracentesis))

### เลือดออก

อาจมีเลือดซึมจากแผลหรือเลือดออกภายในช่องทรวงอก ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อมีความผิดปกติของการแข็งตัว ใช้ยาที่เพิ่มการเลือดออก หรืออวัยวะและหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ แหล่งอ้างอิงระบุว่าเลือดออกรุนแรงพบไม่บ่อย แต่ต้องประเมินก่อนทำและเฝ้าระวังหลังทำ

### การติดเชื้อ

เชื้ออาจเข้าสู่แผล ทางเดินของสาย หรือช่องเยื่อหุ้มปอดได้ ความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่คาสายและการดูแลแผล อาการที่ควรสงสัย ได้แก่ ไข้ แผลแดง บวม ร้อน ปวดมากขึ้น มีหนอง หรือของเหลวมีกลิ่นผิดปกติ

### ลมในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือลมรั่วต่อเนื่อง

หากทำเพื่อระบายของเหลว อากาศอาจเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือปอดอาจมีจุดรั่ว หากลมมีน้อยอาจติดตามอาการและภาพถ่าย แต่ถ้ามากหรือทำให้หอบ อาจต้องใส่หรือคาสายระบายต่อ

### สายอุดตัน พับ เลื่อน หรือหลุด

ลิ่มเลือด หนองข้น หรือเนื้อเยื่ออาจอุดสาย ทำให้ระบายไม่ได้ สายอาจพับหรือเลื่อนออกจากตำแหน่ง หากระบบหยุดทำงาน สิ่งที่ค้างอาจสะสมอีก ไม่ควรดันสายกลับ ล้างสาย หรือแก้ระบบเอง เว้นแต่เป็นสายระยะยาวและทีมรักษาสอนวิธีเฉพาะไว้แล้ว

### ปอดขยายตัวไม่เต็มที่

แม้ระบายสิ่งที่กดปอดออกแล้ว ปอดอาจยังไม่ขยายเต็มที่จากพังผืด การอุดกั้นหลอดลม ลมรั่วต่อเนื่อง หรือโรคของเนื้อปอด ภาวะนี้อาจทำให้ยังเหนื่อยและต้องตรวจเพิ่มเติม

### ปัญหาจากปอดขยายตัวเร็ว

ในบางคน การระบายของเหลวหรืออากาศและทำให้ปอดขยายเร็วอาจก่อให้เกิดอาการไอ เจ็บหน้าอก หอบ หรือภาวะน้ำคั่งในปอด ทีมรักษาจึงต้องควบคุมการระบายและเฝ้าดูอาการ ไม่ควรเร่งหรือปรับแรงดูดเอง

### การบาดเจ็บต่ออวัยวะใกล้เคียง

เข็มหรือสายอาจกระทบปอด หลอดเลือด กะบังลม ตับ ม้าม หรือหัวใจได้ แม้ไม่พบบ่อย การเลือกตำแหน่งจากภาพและใช้อัลตราซาวนด์ช่วยลดความเสี่ยงบางส่วน

### ของเหลวหรือลมกลับมาอีก

การระบายไม่จำเป็นต้องป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หากโรคต้นเหตุยังอยู่ คุณอาจต้องระบายซ้ำ คาสายระยะยาว ทำให้เยื่อหุ้มปอดติดกัน หรือผ่าตัดตามสาเหตุ

## สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

<!-- hdcare:emergency -->
> **อาการฉุกเฉิน โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที** ไม่ต้องรอติดต่อทีมผ่าตัดก่อน หากมีอาการเหล่านี้ หายใจลำบากหรือหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก หมดสติหรือซึมมากจนปลุกไม่ตื่น ชัก เลือดออกมากไม่หยุด ใบหน้า ปาก หรือคอบวมจนกลืนหรือหายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดขึ้นทันที
>
> อาการอื่นด้านล่าง ให้ทำตามที่ระบุไว้ในแต่ละข้อ ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าฉุกเฉิน ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือโรงพยาบาลที่รักษาทันทีที่พบ หากติดต่อไม่ได้ ไม่แน่ใจ หรืออาการแย่ลง ให้ไปห้องฉุกเฉิน

หากยังอยู่โรงพยาบาล ให้เรียกเจ้าหน้าที่ทันที หากกลับบ้านแล้ว ให้ไปห้องฉุกเฉินเมื่อมีอาการต่อไปนี้

- หายใจลำบากขึ้นอย่างชัดเจน หอบเฉียบพลัน หรือพูดเป็นประโยคไม่ได้
- เจ็บหน้าอกรุนแรง เจ็บเพิ่มขึ้นรวดเร็ว หรือมีอาการหน้ามืดร่วมด้วย
- ริมฝีปากเขียว สับสน ซึม หรือหมดสติ
- ไอเป็นเลือดมากหรือเลือดออกจากแผลไม่หยุด
- สายหลุดออกทั้งหมดหรือบางส่วน
- ระบบระบายแตก หลุดจากกัน หรือมีการรั่วที่แก้ตามคำแนะนำไม่ได้
- มีบวมใต้ผิวหนังบริเวณคอ หน้าอก หรือใบหน้า โดยเฉพาะเมื่อบวมเพิ่มขึ้น
- อ่อนเพลียมาก ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลม

ควรติดต่อทีมรักษาโดยเร็วหากมีไข้ แผลแดง ร้อน บวม ปวดมากขึ้น มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ ของเหลวเปลี่ยนลักษณะ ปริมาณที่ระบายเปลี่ยนฉับพลัน หรือสายดูเหมือนอุดตัน

หากสายหลุด อย่าพยายามสอดกลับเอง ปิดบริเวณแผลตามวิธีที่ทีมรักษาเคยสอนและขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน การจัดการที่ถูกต้องขึ้นกับชนิดสายและภาวะที่กำลังรักษา

## ทางเลือกอื่น

ทางเลือกขึ้นกับว่ามีลม น้ำ เลือด หรือหนอง และผู้ป่วยมีอาการมากเพียงใด การใส่สายไม่ใช่คำตอบเดียวในทุกกรณี

### เฝ้าดูและรักษาโรคต้นเหตุ

ลมหรือของเหลวปริมาณน้อยที่ไม่ทำให้มีอาการรุนแรงอาจติดตามด้วยการตรวจร่างกายและภาพถ่ายซ้ำ ของเหลวจากโรคหัวใจ ตับ หรือไตอาจดีขึ้นเมื่อรักษาโรคต้นเหตุ ([NHS](https://www.kingstonandrichmond.nhs.uk/patients-and-families/patient-leaflets/pleural-aspiration-and-drainage)) วิธีนี้ไม่เหมาะหากหายใจแย่ลง มีการติดเชื้อ เลือดออก หรือมีแรงกดต่อปอดมาก

### เจาะดูดด้วยเข็มหรือท่อขนาดเล็กครั้งเดียว

การเจาะดูดเหมาะเมื่อจำเป็นต้องเก็บตัวอย่าง หรือระบายของเหลวและลมโดยไม่ต้องคาสาย หากของเหลวกลับเร็ว มีหนองข้น หรือลมรั่วต่อเนื่อง อาจไม่เพียงพอ

### สายระบายชนิดคาไว้นาน

ผู้ที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดกลับซ้ำและทำให้เหนื่อย อาจพิจารณาสายที่ลอดใต้ผิวหนังเพื่อระบายเป็นระยะ วิธีนี้ลดความจำเป็นต้องเจาะซ้ำ แต่ต้องดูแลสายและเฝ้าระวังการติดเชื้อหรือการอุดตัน

### การทำให้เยื่อหุ้มปอดติดกัน

แพทย์อาจใส่สารผ่านสายเพื่อทำให้เยื่อหุ้มปอดสองชั้นติดกัน ลดพื้นที่ที่ของเหลวหรือลมจะกลับมาสะสม วิธีนี้เหมาะกับบางสาเหตุเท่านั้น และต้องประเมินว่าปอดสามารถขยายมาชิดผนังทรวงอกได้หรือไม่

### การส่องกล้องหรือผ่าตัดทรวงอก

หากมีหนองเป็นหลายโพรง มีพังผืด เลือดค้าง ลมรั่วไม่หยุด ต้องเก็บชิ้นเนื้อ หรือวิธีระบายทั่วไปไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำการส่องกล้องหรือผ่าตัดทรวงอก แหล่งอ้างอิงระบุว่าการผ่าตัดแบบแผลเล็กอาจเป็นทางเลือกเมื่อการเจาะระบายไม่เหมาะหรือไม่ให้ข้อมูลเพียงพอ

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ใส่สายหรือไม่” แต่คือสิ่งที่อยู่รอบปอดคืออะไร ต้องการตรวจวินิจฉัยหรือรักษา มีโอกาสกลับมาเพียงใด และวิธีใดสร้างภาระน้อยที่สุดโดยยังปลอดภัย

## สิทธิการรักษา

การได้รับความคุ้มครองขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเงื่อนไขของแต่ละกองทุน ควรตรวจสอบก่อนนัดหัตถการหากไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน แต่หากหอบรุนแรงหรือสงสัยภาวะคุกคามชีวิต ให้ไปห้องฉุกเฉินก่อน ไม่ควรรอเอกสารจนการรักษาล่าช้า

### ประกันสังคม

โดยทั่วไปควรเริ่มที่สถานพยาบาลตามสิทธิ แพทย์จะประเมินและส่งต่อหากสถานพยาบาลนั้นไม่มีศักยภาพในการดูแลโรคทรวงอก ควรถามว่า

- ต้องมีใบส่งตัวหรือไม่
- การตรวจภาพ ห้องผ่าตัด และการนอนโรงพยาบาลอยู่ในแผนการรักษาเดียวกันหรือไม่
- หากต้องเปลี่ยนโรงพยาบาล ใครเป็นผู้ออกเอกสารส่งต่อ
- การดูแลสายและนัดติดตามต้องกลับที่ใด

### บัตรทอง

ติดต่อหน่วยบริการประจำหรือหน่วยบริการที่รับผิดชอบตามระบบส่งต่อ การใส่สายที่มีข้อบ่งชี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค แต่ขั้นตอนการส่งต่อและสถานพยาบาลที่รับทำต่างกันตามพื้นที่ ควรเตรียมบัตรประชาชน เอกสารส่งตัว และผลตรวจเดิม

ในภาวะฉุกเฉินให้เข้ารับการประเมินที่ห้องฉุกเฉิน การยืนยันว่าเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินและการจัดการสิทธิเป็นหน้าที่ของระบบบริการตามข้อเท็จจริงทางการแพทย์ในขณะนั้น

### ประกันสุขภาพเอกชน

ความคุ้มครองขึ้นกับสัญญา โรคที่เป็นมาก่อน ระยะรอคอย ข้อบ่งชี้ การนอนโรงพยาบาล และการอนุมัติก่อนรักษา ควรถามบริษัทประกันและโรงพยาบาลว่า

- ต้องอนุมัติก่อนใส่สายหรือก่อนนอนโรงพยาบาลหรือไม่
- คุ้มครองเฉพาะการใส่สาย หรือรวมการตรวจหาสาเหตุและรักษาโรคต้นเหตุด้วยหรือไม่
- สายชนิดคาไว้นาน อุปกรณ์ทำแผล และการระบายภายหลังอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่
- หากต้องผ่าตัดต่อ ต้องขออนุมัติใหม่หรือไม่
- เอกสารจากแพทย์และผลตรวจใดจำเป็นต่อการพิจารณา

หากต้องสำรองเอกสารเอง ให้ขอใบรับรองแพทย์ รายงานหัตถการ ผลตรวจ และสรุปการรักษาไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากโรงพยาบาล

### จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

## คำถามที่พบบ่อย

### ใส่สายระบายทรวงอกเจ็บไหม

**มักรู้สึกแสบตอนฉีดยาชาและรู้สึกกดหรือตึงขณะใส่สาย มากกว่าจะเจ็บตลอดเวลา** หลังยาชาหมดฤทธิ์อาจปวดแผลหรือปวดเวลาหายใจและไอ หากปวดมากขึ้นแทนที่จะลดลง ควรแจ้งทีมรักษาเพื่อตรวจตำแหน่งสายและภาวะแทรกซ้อน ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24254-thoracentesis))

### สายระบายใส่เข้าไปในปอดหรือไม่

**ไม่ใช่ เป้าหมายคือวางสายไว้ในช่องเยื่อหุ้มปอดระหว่างผิวปอดกับผนังทรวงอก** สายทำหน้าที่ระบายสิ่งที่กดปอดอยู่ ไม่ควรอยู่ในเนื้อปอด การใช้ภาพถ่ายและอัลตราซาวนด์ช่วยกำหนดตำแหน่งก่อนใส่

### ต้องดมยาสลบหรือไม่

**ส่วนใหญ่อาจใช้ยาชาเฉพาะที่ แต่บางคนต้องใช้ยาช่วยผ่อนคลายหรือการระงับความรู้สึกแบบอื่น** ขึ้นกับขนาดสาย ความซับซ้อน ความเร่งด่วน ความร่วมมือ และมีการผ่าตัดอื่นร่วมด้วยหรือไม่

### ต้องคาสายไว้นานกี่วัน

**ไม่มีจำนวนวันที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะเกณฑ์ถอดสายขึ้นกับลมหรือของเหลวที่ระบายและการขยายตัวของปอด** ผู้ที่มีลมรั่วต่อเนื่อง หนอง เลือด หรือโรคต้นเหตุยังไม่ควบคุมอาจต้องคาสายนานกว่า แพทย์จะดูปริมาณระบาย อาการ และภาพทรวงอกประกอบกัน

### ระหว่างคาสายเดินได้ไหม

**หลายคนเดินได้เมื่ออาการคงที่และทีมรักษาอนุญาต แต่ต้องมีผู้ช่วยจัดระบบระบายและระวังสายถูกดึง** อย่ายกขวดหรือถุงสูงกว่าตำแหน่งที่ทีมกำหนด และอย่าหนีบหรือปลดข้อต่อเอง

### ใส่สายแล้วหายใจดีขึ้นทันทีหรือไม่

**บางคนรู้สึกหายใจสะดวกขึ้นหลังแรงกดลดลง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะดีขึ้นทันที** หากปอดมีพังผืด ลมยังรั่ว ปอดอักเสบ หรือมีโรคหัวใจและปอดร่วมด้วย อาการอาจดีขึ้นเพียงบางส่วนและต้องรักษาต่อ

### ของเหลวที่ระบายออกจะกลับมาอีกไหม

**กลับมาได้หากโรคต้นเหตุยังทำให้เกิดของเหลวต่อเนื่อง** แพทย์อาจรักษาสาเหตุ เจาะซ้ำ ใช้สายคาระยะยาว ทำให้เยื่อหุ้มปอดติดกัน หรือพิจารณาผ่าตัดตามสถานการณ์

### ใส่สายระบายกับเจาะน้ำในปอดเหมือนกันไหม

**ไม่เหมือนกันทั้งหมด การเจาะน้ำมักระบายหรือเก็บตัวอย่างครั้งเดียวแล้วเอาเข็มหรือท่อออก ส่วนสายระบายจะคาไว้เพื่อระบายต่อเนื่อง** วิธีที่เหมาะขึ้นกับปริมาณ ลักษณะของเหลว และโอกาสสะสมซ้ำ

### ถ้าสายไม่ไหล แปลว่าหายแล้วหรือไม่

**ไม่จำเป็น เพราะสายอาจอุดตัน พับ เลื่อน หรือสิ่งที่ระบายหมดแล้วก็ได้** อย่าบีบ ล้าง หรือปรับสายเอง ให้ทีมรักษาตรวจระบบ อาการ และภาพทรวงอกก่อนสรุป

### ถ้าสายหลุดต้องทำอย่างไร

**อย่าสอดสายกลับเอง และให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที** ปิดบริเวณแผลตามวิธีที่ทีมรักษาเคยสอน หากหอบ เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือริมฝีปากเขียว ให้ไปห้องฉุกเฉินโดยไม่รออาการดีขึ้นเอง

### กลับไปทำงานได้เมื่อไร

**งานเบาอาจกลับได้เร็วหลังการเจาะระบายที่ไม่ซับซ้อน แต่ผู้ที่คาสาย ป่วยจากการติดเชื้อ หรือเพิ่งผ่าตัดต้องพักนานกว่า** กำหนดที่เหมาะสมขึ้นกับการหายใจ สภาพแผล งานที่ต้องยกของ และการรักษาโรคต้นเหตุ แพทย์ผู้ดูแลควรเป็นผู้อนุญาตก่อนกลับไปทำงานหนัก

### อาบน้ำได้หรือไม่เมื่อยังมีสาย

**ขึ้นกับชนิดสายและวัสดุปิดแผล จึงต้องทำตามคำแนะนำเฉพาะของโรงพยาบาล** โดยทั่วไปต้องป้องกันแผลและข้อต่อจากความเปียกชื้น ไม่ควรแช่น้ำ และไม่ควรถอดวัสดุปิดแผลเองหากยังไม่ได้รับคำสอน

### ใส่สายแล้วต้องผ่าตัดต่อหรือไม่

**ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดต่อเสมอไป แต่บางคนต้องผ่าตัดหากระบายไม่ได้ มีพังผืด เลือดหรือหนองค้าง หรือลมรั่วไม่หยุด** แพทย์จะประเมินจากอาการ ภาพถ่าย และการทำงานของสาย ไม่ได้ตัดสินจากปริมาณที่ออกในช่วงเดียว

### สามารถปฏิเสธการใส่สายได้ไหม

**คุณมีสิทธิขอคำอธิบายเรื่องประโยชน์ ความเสี่ยง ทางเลือก และผลของการไม่ทำก่อนตัดสินใจ หากสถานการณ์ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน** แต่ถ้ามีลมหรือของเหลวกดปอดมาก การชะลออาจทำให้หายใจล้มเหลว ติดเชื้อรุนแรง หรือการไหลเวียนเลือดผิดปกติ ควรถามแพทย์ให้ชัดว่าการรักษาเร่งด่วนเพียงใดและมีทางเลือกที่ปลอดภัยหรือไม่

### หลังถอดสายต้องติดตามอะไร

**ควรติดตามอาการหายใจ แผล ผลตรวจของเหลว และภาพทรวงอกตามที่แพทย์นัด** ผลตรวจบางชนิดอาจใช้เวลาหลายวัน และผลนั้นอาจกำหนดว่าต้องรักษาการติดเชื้อ ตรวจมะเร็ง หรือประเมินโรคหัวใจ ตับ ไต และโรคอักเสบต่ออย่างไร

## ข้อมูลอ้างอิง

1. [Cleveland Clinic: Thoracentesis: Purpose, Procedure, Risks & Recovery](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24254-thoracentesis) — เกี่ยวกับ Pleural drainage — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
2. [NHS: Pleural aspiration and drainage - Kingston Hospital](https://www.kingstonandrichmond.nhs.uk/patients-and-families/patient-leaflets/pleural-aspiration-and-drainage) — เกี่ยวกับ Pleural drainage — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
3. [PubMed Central (U.S. National Library of Medicine): Pleural procedural complications: prevention and management - PMC](https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4466427/) — เกี่ยวกับ Pleural drainage — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
4. [Penn Medicine: Pleural Catheterization Procedure](https://www.pennmedicine.org/treatments/pleural-catheterization) — เกี่ยวกับ Pleural drainage — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)

> ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

> หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
