# ผ่าตัดดึงอัณฑะลงถุง

**ผ่าตัดดึงอัณฑะลงถุง (Orchidopexy) คือการนำอัณฑะที่ยังค้างอยู่ในขาหนีบหรือช่องท้องลงมาไว้ในถุงอัณฑะ แล้วเย็บยึดให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม การผ่าตัดมักใช้รักษาภาวะอัณฑะไม่ลงถุงในเด็ก และอาจใช้ยึดอัณฑะหลังแก้ภาวะอัณฑะบิดขั้วด้วย**

## ประเด็นสำคัญ

- ถ้าอัณฑะไม่ลงมาอยู่ในถุงเองภายในช่วงเดือนแรกๆ หลังคลอด แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเด็กหรือศัลยแพทย์เด็กจะประเมินว่าควรผ่าตัดเมื่อใด โดยพิจารณาอายุ ตำแหน่งของอัณฑะ และสุขภาพของเด็ก
- การผ่าตัดทำภายใต้การดมยาสลบ ส่วนใหญ่ใช้แผลบริเวณขาหนีบและถุงอัณฑะ แต่ถ้าคลำอัณฑะไม่ได้หรืออยู่ในช่องท้อง อาจต้องส่องกล้องและอาจแบ่งการรักษาเป็นมากกว่าหนึ่งครั้ง
- เด็กจำนวนมากกลับบ้านได้ภายในวันผ่าตัด แต่ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กด กระแทก หรือคร่อมบริเวณแผลจนกว่าแพทย์จะอนุญาต หากแผลบวมแดงมาก มีไข้ ปวดมากขึ้น หรือถุงอัณฑะเปลี่ยนสีผิดปกติ ควรติดต่อโรงพยาบาลทันที

## ผ่าตัดดึงอัณฑะลงถุง คืออะไร

อัณฑะก่อตัวขึ้นในช่องท้องของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แล้วค่อยๆ เคลื่อนผ่านขาหนีบลงสู่ถุงอัณฑะก่อนหรือไม่นานหลังคลอด หากอัณฑะข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างไม่อยู่ในถุง เรียกว่า **ภาวะอัณฑะไม่ลงถุง** ตำแหน่งที่ค้างอาจอยู่ในขาหนีบ ช่องท้อง หรือเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งปกติ

การตรวจพบว่าถุงอัณฑะว่างไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที แพทย์ต้องแยกภาวะอัณฑะไม่ลงถุงออกจาก **อัณฑะหดตัวขึ้นลง** ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อดึงอัณฑะขึ้นเมื่อเด็กหนาว กลัว หรือถูกสัมผัส อัณฑะชนิดนี้มักถูกดึงลงมาในถุงได้ระหว่างการตรวจและอาจไม่ต้องผ่าตัด แต่จำเป็นต้องติดตาม เพราะอัณฑะบางข้างอาจค้างสูงขึ้นเมื่อเด็กโต

ในเด็กที่อัณฑะไม่ลงจริง แพทย์จะติดตามช่วงแรกว่ามีโอกาสลงเองหรือไม่ หากยังไม่ลงเมื่อพ้นช่วงวัยทารกตอนต้น โอกาสลงเองจะลดลง และการผ่าตัดมักเป็นวิธีหลักในการนำอัณฑะเข้าสู่ถุงอัณฑะ ([healthdirect.gov.au](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child)) หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุแก้ตามกำหนดประมาณ 6 เดือน ควรส่งประเมินโดยศัลยแพทย์เด็กหรือแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเด็กเพื่อวางแผนผ่าตัด โดยทั่วไปมักผ่าตัดในช่วงหลัง 6 เดือนและควรดำเนินการโดยไม่ล่าช้า มักภายในอายุประมาณ 12-18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะของเด็กและแนวทางของโรงพยาบาล

เป้าหมายของการผ่าตัดมีหลายข้อ ได้แก่

- วางอัณฑะไว้ในตำแหน่งที่อุณหภูมิเหมาะกว่าการค้างในช่องท้องหรือขาหนีบ
- ทำให้ตรวจอัณฑะได้ง่ายขึ้นเมื่อเด็กโต
- ลดโอกาสเกิดปัญหาบางอย่าง เช่น การบิดขั้วหรือการบาดเจ็บในตำแหน่งขาหนีบ
- รักษาความเป็นไปได้ในการสร้างอสุจิ โดยเฉพาะเมื่ออัณฑะไม่ลงทั้งสองข้าง
- ซ่อมไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ หากพบร่วมกัน

การผ่าตัดช่วยจัดตำแหน่งอัณฑะ แต่ไม่รับประกันว่าอัณฑะจะเติบโตหรือทำงานได้เป็นปกติทุกคน ผลขึ้นกับพัฒนาการเดิมของอัณฑะ ตำแหน่งที่ค้าง ระยะเวลาที่อยู่ผิดตำแหน่ง และความสมบูรณ์ของเส้นเลือดที่เลี้ยงอัณฑะ การนำอัณฑะลงถุงยังไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะในอนาคตหายไปทั้งหมด แต่ช่วยให้ตรวจติดตามได้ง่ายขึ้น

การยึดอัณฑะยังใช้รักษา **อัณฑะบิดขั้ว** ซึ่งเป็นภาวะที่สายอสุจิบิดจนเลือดไปเลี้ยงอัณฑะลดลงหรือหยุดลง กรณีนี้ต่างจากอัณฑะไม่ลงถุง เพราะเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องประเมินและผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ไม่ควรรอวันนัดตามปกติ

## ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

### ผู้ที่มักได้รับการพิจารณาผ่าตัด

แพทย์อาจเสนอการผ่าตัดในกรณีต่อไปนี้

- เด็กมีอัณฑะข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างไม่ลงมาอยู่ในถุงหลังผ่านช่วงที่ยังมีโอกาสลงเอง
- คลำพบอัณฑะค้างอยู่ตามแนวขาหนีบ
- คลำอัณฑะไม่ได้ และต้องส่องกล้องเพื่อค้นหาว่าอยู่ในช่องท้อง ขาดหายไป หรือฝ่อ
- เคยมีอัณฑะอยู่ในถุง แต่ต่อมาค้างสูงขึ้นและไม่สามารถอยู่ในถุงได้ตามปกติ
- มีไส้เลื่อนขาหนีบร่วมกับอัณฑะไม่ลง
- เกิด[อัณฑะบิดขั้ว](/hdcare/testicular-torsion-surgery/)และอัณฑะยังมีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหลังคลายการบิด แพทย์จะยึดอัณฑะไว้เพื่อลดโอกาสบิดซ้ำ และอาจยึดอีกข้างในคราวเดียวกัน ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17297-orchiopexy))

แพทย์จะตรวจว่าคลำอัณฑะได้หรือไม่ ขนาดและความยืดหยุ่นเป็นอย่างไร และอัณฑะสามารถดึงลงมาอยู่ในถุงได้หรือไม่ การตรวจด้วยมือโดยผู้มีประสบการณ์มีความสำคัญมาก การตรวจภาพอาจไม่ได้จำเป็นในเด็กทุกคน โดยเฉพาะเมื่อคลำอัณฑะได้ชัดเจน

### กรณีที่อาจยังไม่ต้องผ่าตัด หรือควรเลื่อนก่อน

| สถานการณ์ | แนวทางที่มักพิจารณา |
|---|---|
| ทารกยังอยู่ในช่วงเดือนแรกๆ และไม่มีอาการฉุกเฉิน | ติดตามการเคลื่อนลงเองตามนัด |
| อัณฑะหดตัวขึ้นลง แต่ดึงลงมาอยู่ในถุงได้ | ตรวจติดตามเป็นระยะ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทันที |
| เด็กมีไข้ ไอมาก หอบ หรือการติดเชื้อเฉียบพลัน | วิสัญญีแพทย์และศัลยแพทย์อาจเลื่อนการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย |
| มีโรคเลือดออกง่ายหรือโรคประจำตัวยังควบคุมไม่ได้ | ต้องประเมินและจัดการโรคเดิมก่อน |
| พบว่าไม่มีเนื้ออัณฑะที่นำลงมาได้ | ไม่สามารถทำขั้นตอนดึงลงถุงตามปกติ แพทย์จะอธิบายสิ่งที่พบและทางเลือก |
| อัณฑะฝ่อหรือเสียหายจนไม่น่าทำงาน | อาจพิจารณาตัดออกแทนการยึดไว้ ขึ้นกับผลตรวจระหว่างผ่าตัด |

หากเป็นอัณฑะไม่ลงทั้งสองข้าง โดยเฉพาะเมื่อคลำไม่ได้ทั้งคู่ หรือเด็กมีลักษณะอวัยวะเพศไม่ชัดเจน แพทย์อาจต้องตรวจฮอร์โมน โครโมโซม หรือภาวะอื่นเพิ่มเติมก่อนวางแผนผ่าตัด การประเมินนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องมีความผิดปกติร้ายแรงเสมอไป แต่ช่วยให้รักษาได้ตรงสาเหตุและปลอดภัยขึ้น

สำหรับอาการปวดอัณฑะเฉียบพลัน ไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเอง หากอัณฑะบิดขั้ว เลือดที่ไปเลี้ยงอัณฑะอาจหยุดลงและเกิดความเสียหายในเวลาไม่นาน ควรไปห้องฉุกเฉินทันที

## เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

โรงพยาบาลจะนัดตรวจเด็กและอธิบายแผนการผ่าตัด หากคลำอัณฑะได้ แพทย์มักวางแผนเปิดแผลบริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะ หากคลำไม่ได้ อาจวางแผนส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อค้นหาอัณฑะและประเมินเส้นเลือด

ก่อนวันผ่าตัด ผู้ดูแลควรแจ้งทีมรักษาเกี่ยวกับข้อมูลต่อไปนี้

- โรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ ปอด หอบหืด ภาวะเลือดออกง่าย และประวัติคลอดก่อนกำหนด
- อาการไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจมีเสียงหวีด อาเจียน หรือท้องเสียที่เกิดก่อนวันผ่าตัด
- ประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ยาง หรือแพ้วัสดุปิดแผล
- ประสบการณ์ดมยาสลบครั้งก่อน รวมถึงปัญหาการดมยาสลบในคนในครอบครัว
- ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อใช้เอง วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริมทุกชนิด
- ประวัติเลือดออกนาน ช้ำง่าย หรือคนในครอบครัวมีโรคเลือด

เด็กต้องงดอาหารและเครื่องดื่มก่อนดมยาสลบเพื่อลดโอกาสที่อาหารในกระเพาะจะไหลย้อนเข้าสู่ปอด เวลาเริ่มงดอาหารแข็ง นมแม่ นมชนิดอื่น และน้ำใสไม่เท่ากัน จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของโรงพยาบาลโดยตรง ไม่ควรใช้เวลางดอาหารจากบทความหรือจากการผ่าตัดครั้งก่อน เพราะอายุ สุขภาพ และเวลาผ่าตัดมีผลต่อคำแนะนำ ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17297-orchiopexy))

หากเด็กกินยาประจำ อย่าหยุดยาเอง ยาบางชนิดอาจต้องปรับหรือหยุดก่อน เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยาแก้อักเสบบางชนิด ยารักษาเบาหวาน และอาหารเสริมบางประเภท ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะระบุว่าให้ใช้ต่อหรือหยุดเมื่อใด ห้ามเปลี่ยนขนาดยาเอง

สิ่งที่ควรเตรียมไปโรงพยาบาล ได้แก่

- เอกสารประจำตัว สูติบัตรหรือเอกสารของเด็ก และเอกสารสิทธิการรักษา
- รายชื่อยาและอาหารเสริมทั้งหมด
- ผลตรวจหรือเอกสารส่งต่อที่โรงพยาบาลแจ้งให้นำมา
- เสื้อผ้าหลวม ใส่ง่าย และไม่กดบริเวณขาหนีบ
- ผ้าอ้อม ของใช้ประจำตัว และของที่ช่วยให้เด็กรู้สึกสงบ
- ผู้ใหญ่ที่สามารถรับคำแนะนำหลังผ่าตัดและพาเด็กกลับบ้านได้

ในวันผ่าตัด ทีมรักษาจะตรวจชื่อ ตำแหน่งอัณฑะ และข้างที่จะผ่าตัดซ้ำหลายครั้ง เป็นขั้นตอนความปลอดภัยตามปกติ ผู้ปกครองควรถามให้ชัดว่ามีแผนผ่าตัดข้างใด จะใช้แผลแบบใด และถ้าพบอัณฑะฝ่อหรือไม่พบอัณฑะ ศัลยแพทย์ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรได้บ้าง

กรณีอัณฑะบิดขั้วเป็นเหตุฉุกเฉิน อาจไม่มีเวลาเตรียมตัวตามขั้นตอนปกติ ให้แจ้งเวลาที่เริ่มปวด อาหารหรือเครื่องดื่มครั้งล่าสุด โรคประจำตัว การแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่โดยเร็วที่สุด

## ขั้นตอนการผ่าตัด

รายละเอียดแตกต่างกันตามตำแหน่งของอัณฑะ แต่โดยทั่วไปมีลำดับดังนี้

1. **ดมยาสลบ**  
   เด็กจะหลับ ไม่รู้สึกเจ็บ และไม่ขยับระหว่างผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ติดตามการหายใจ ชีพจร ความดันโลหิต และระดับออกซิเจนตลอดการผ่าตัด ([healthdirect.gov.au](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child))

2. **ตรวจตำแหน่งอัณฑะอีกครั้ง**  
   เมื่อเด็กหลับและกล้ามเนื้อคลายตัว ศัลยแพทย์จะคลำขาหนีบและถุงอัณฑะซ้ำ บางครั้งตำแหน่งอาจชัดขึ้น ทำให้เลือกแผลได้เหมาะสมกว่าเดิม

3. **เปิดแผลเพื่อหาอัณฑะ**  
   หากคลำได้ในขาหนีบ มักเปิดแผลเล็กบริเวณขาหนีบ และอาจมีแผลอีกแห่งที่ถุงอัณฑะ หากอัณฑะอยู่ต่ำ อาจใช้แผลที่ถุงอัณฑะเป็นหลักในผู้ป่วยบางราย

4. **เลาะอัณฑะและสายที่เกี่ยวข้อง**  
   ศัลยแพทย์ค่อยๆ แยกพังผืดรอบอัณฑะและสายอสุจิ เพื่อให้มีความยาวเพียงพอที่จะเลื่อนอัณฑะลงมาโดยไม่ดึงเส้นเลือดตึงเกินไป หากมีถุงไส้เลื่อนร่วมด้วย มักซ่อมในขั้นตอนนี้

5. **ประเมินสภาพอัณฑะ**  
   แพทย์ดูขนาด สี และเลือดที่มาเลี้ยง หากอัณฑะดูแข็งแรง จะนำลงถุง หากฝ่อมากหรือเสียหายจนไม่น่าทำงาน อาจต้องตัดออก ทั้งนี้ควรมีการอธิบายความเป็นไปได้นี้ก่อนเซ็นยินยอม

6. **ทำช่องในถุงอัณฑะ**  
   ศัลยแพทย์สร้างช่องใต้ผิวหนังในถุงอัณฑะ แล้วเคลื่อนอัณฑะลงมาให้อยู่โดยไม่บิดสายอสุจิและไม่ตึงเกินไป

7. **ยึดอัณฑะและปิดแผล**  
   อัณฑะจะถูกวางหรือเย็บยึดไว้ในช่องที่เตรียมไว้ จากนั้นปิดแผลด้วยไหม ซึ่งอาจเป็นไหมละลาย และปิดด้วยกาว แผ่นปิดแผล หรือผ้าก๊อซตามวิธีของโรงพยาบาล

### ถ้าคลำอัณฑะไม่ได้

แพทย์อาจส่องกล้องผ่านแผลเล็กที่หน้าท้องเพื่อดูว่าอัณฑะอยู่ที่ใด หากพบอัณฑะในช่องท้องและเส้นเลือดยาวพอ อาจนำลงถุงได้ในการผ่าตัดครั้งเดียว หากอยู่สูงและเส้นเลือดสั้น อาจต้องใช้เทคนิคเฉพาะหรือแบ่งการรักษาเป็นสองระยะ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงอัณฑะได้เพียงพอ

หากพบเพียงปลายสายที่สิ้นสุดหรือเนื้อเยื่ออัณฑะฝ่อ แพทย์อาจนำเนื้อเยื่อนั้นออกตรวจ แต่ไม่สามารถดึงอัณฑะที่ไม่มีเนื้อใช้งานลงมาได้ แผนสุดท้ายจึงอาจเปลี่ยนจากที่คาดไว้ก่อนผ่าตัด

### ถ้าเป็นอัณฑะบิดขั้ว

ศัลยแพทย์จะเปิดถุงอัณฑะ คลายการบิด และประเมินว่าเลือดกลับมาเลี้ยงหรือไม่ ถ้าอัณฑะฟื้นตัวได้ จะยึดไว้กับถุงอัณฑะเพื่อลดโอกาสบิดซ้ำ หากเสียหายจนไม่สามารถเก็บไว้ได้ อาจจำเป็นต้องตัดออก แพทย์มักพิจารณายึดอัณฑะอีกข้างด้วย เพราะอาจมีโครงสร้างที่เสี่ยงต่อการบิดเช่นกัน

## ใช้เวลานานแค่ไหน

ระยะเวลาผ่าตัดแตกต่างกันในแต่ละราย ขึ้นกับตำแหน่งอัณฑะ จำนวนข้าง การมีไส้เลื่อนร่วม และวิธีผ่าตัด ทีมรักษาจะแจ้งเวลาประมาณการตามแผนของผู้ป่วยแต่ละราย เวลาที่ครอบครัวอยู่ในโรงพยาบาลจะนานกว่าเวลาผ่าตัด เพราะรวมการลงทะเบียน เตรียมดมยาสลบ และสังเกตอาการหลังฟื้น

การผ่าตัดใช้การดมยาสลบ เด็กจะถูกส่งไปห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด ทีมรักษาจะดูการหายใจ ระดับความรู้สึกตัว อาการปวด คลื่นไส้ และแผล เมื่อเด็กตื่นดี ดื่มได้ตามเกณฑ์ ปัสสาวะได้หากโรงพยาบาลกำหนด และไม่มีอาการผิดปกติ จึงพิจารณาให้กลับบ้าน

แหล่งข้อมูลอ้างอิงระหว่างประเทศระบุว่าเด็กส่วนใหญ่มักกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ([healthdirect.gov.au](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child)) อย่างไรก็ตาม แนวทางของโรงพยาบาลในไทยอาจต่างกัน เด็กเล็กมาก เด็กคลอดก่อนกำหนด ผู้มีโรคหัวใจหรือปอด ผู้ที่ผ่าตัดซับซ้อน หรือผู้ที่ฟื้นจากยาสลบช้า อาจต้องพักสังเกตอาการนานขึ้นหรือค้างโรงพยาบาล

ก่อนกลับบ้าน ผู้ดูแลควรได้รับข้อมูลต่อไปนี้อย่างชัดเจน

- วิธีดูแลแผลและอาบน้ำ
- วิธีใช้ยาที่โรงพยาบาลจ่าย
- กิจกรรมที่ต้องงด
- วันนัดตรวจแผลและตรวจตำแหน่งอัณฑะ
- หมายเลขที่ติดต่อได้หากเกิดอาการผิดปกติ
- ผลที่พบระหว่างผ่าตัด โดยเฉพาะสภาพและตำแหน่งของอัณฑะ

## พักฟื้นนานแค่ไหน

เด็กแต่ละคนฟื้นตัวไม่เท่ากัน ขึ้นกับอายุ วิธีผ่าตัด จำนวนข้าง ตำแหน่งเดิมของอัณฑะ และมีการซ่อมไส้เลื่อนร่วมด้วยหรือไม่ โดยทั่วไปอาการปวด บวม และช้ำเล็กน้อยบริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะพบได้ในช่วงแรก และควรค่อยๆ ดีขึ้น

| ช่วงเวลา | สิ่งที่มักพบและสิ่งที่ควรทำ |
|---|---|
| วันผ่าตัดถึงวันแรก | เด็กอาจง่วง งอแง คลื่นไส้ หรือกินได้น้อย ควรมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด |
| ช่วง 2-3 วันแรก | อาจมีบวม ช้ำ และเจ็บเวลาเคลื่อนไหว ให้ยาตามใบสั่งและดูแผลตามคำแนะนำ |
| ประมาณ 1 สัปดาห์ | เด็กจำนวนมากกลับไปโรงเรียนหรือกิจกรรมเบาได้ หากเดินสบาย ไม่มีไข้ และไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดที่ทำให้ง่วง ([healthdirect.gov.au](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child)) |
| หลายสัปดาห์ถัดมา | งดจักรยาน ของเล่นคร่อม วิ่ง กระโดด กีฬา และกิจกรรมที่กระแทกขาหนีบจนกว่าแพทย์จะอนุญาต |
| ระยะติดตาม | แพทย์ตรวจว่าแผลหายดี อัณฑะอยู่ในตำแหน่งเหมาะสม และมีขนาดหรือเลือดเลี้ยงเป็นอย่างไร |

ช่วงกลับไปโรงเรียนประมาณหนึ่งสัปดาห์เป็นเพียงกรอบทั่วไปจากแหล่งอ้างอิง ไม่ใช่กำหนดตายตัว เด็กที่ผ่าตัดผ่านกล้อง ผ่าตัดสองระยะ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอาจใช้เวลานานกว่า ควรใช้วันนัดและคำแนะนำของศัลยแพทย์เป็นหลัก

การดูแลที่บ้านควรยึดเอกสารของโรงพยาบาล เพราะชนิดไหม กาว และวัสดุปิดแผลต่างกัน หลักทั่วไปคือรักษาแผลให้สะอาด ไม่แกะกาวหรือสะเก็ด ไม่ทาแป้ง ยาสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์อื่นลงบนแผลโดยไม่ได้รับอนุญาต และเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยในเด็กเล็กเพื่อลดการเปื้อน

เสื้อผ้าควรหลวมและไม่กดแผล หากแพทย์ให้ใช้อุปกรณ์พยุงถุงอัณฑะ ให้ใช้ตามระยะเวลาที่ระบุ การบวมเล็กน้อยอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าบวมเพิ่มเร็ว ตึงมาก หรือเด็กปวดมากขึ้น ต้องติดต่อโรงพยาบาล

แม้แผลภายนอกจะดูหายแล้ว อัณฑะและเนื้อเยื่อภายในยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ไม่ควรให้เด็กกลับไปเล่นกีฬาเพียงเพราะรู้สึกไม่เจ็บ ศัลยแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเวลาตามลักษณะการผ่าตัดและผลตรวจหลังผ่าตัด

การติดตามระยะยาวมีความสำคัญ แพทย์จะประเมินว่าอัณฑะยังอยู่ในถุงหรือเลื่อนสูงขึ้น มีการเจริญเติบโตเหมาะสมหรือไม่ และมีภาวะฝ่อหรือไม่ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เด็กควรได้รับคำแนะนำเรื่องการสังเกตความผิดปกติของอัณฑะตามวัย

## ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดนี้ทำกันเป็นประจำ แต่ไม่มีการผ่าตัดใดปราศจากความเสี่ยง ทีมรักษาจะชั่งประโยชน์ของการนำอัณฑะลงถุงกับความเสี่ยงจากการดมยาสลบและการผ่าตัดในเด็กแต่ละคน

### ความเสี่ยงทั่วไป

- เลือดออกหรือเลือดคั่งใต้แผล
- แผลติดเชื้อ
- แผลแยกหรือหายช้า
- ปวด บวม หรือช้ำ
- แผลเป็น
- แพ้ยา วัสดุปิดแผล หรืออุปกรณ์ที่ใช้
- คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ หรือปัญหาจากการดมยาสลบ

### ความเสี่ยงเฉพาะของการผ่าตัด

**อัณฑะฝ่อ**  
หากเส้นเลือดที่เลี้ยงอัณฑะตึง บาดเจ็บ หรืออุดตัน อัณฑะอาจมีขนาดเล็กลงและทำงานลดลง ความเสี่ยงมักเกี่ยวข้องกับตำแหน่งเดิมของอัณฑะ โดยอัณฑะที่อยู่สูงอาจผ่าตัดได้ยากกว่า ([healthdirect.gov.au](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child))

**อัณฑะเลื่อนกลับขึ้นสูง**  
หลังผ่าตัด อัณฑะอาจอยู่สูงขึ้นหรือไม่คงอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ บางรายอาจต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหรือผ่าตัดแก้ไข

**บาดเจ็บต่อท่อนำอสุจิ**  
ท่อนำอสุจิเป็นท่อที่พาอสุจิออกจากอัณฑะ อยู่ใกล้บริเวณที่ผ่าตัด หากบาดเจ็บอาจกระทบการลำเลียงอสุจิจากอัณฑะข้างนั้น

**เลือดคั่งหรือของเหลวคั่ง**  
อาจเกิดก้อนบวมจากเลือดหรือน้ำใต้แผล ส่วนเล็กน้อยอาจยุบเอง แต่ถ้าก้อนโต ตึง หรือปวดมากต้องให้แพทย์ตรวจ

**ไส้เลื่อนหรือถุงน้ำรอบอัณฑะ**  
หากทางเชื่อมจากช่องท้องปิดไม่สมบูรณ์ อาจมีไส้เลื่อนหรือของเหลวลงมาบริเวณถุงอัณฑะ ศัลยแพทย์มักตรวจและซ่อมส่วนนี้ระหว่างผ่าตัด

**ผลต่อภาวะเจริญพันธุ์**  
การสร้างอสุจิในอนาคตขึ้นกับสภาพอัณฑะตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระยะเวลาที่อัณฑะค้างอยู่ และเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง การผ่าตัดช่วยวางอัณฑะในตำแหน่งที่เหมาะกว่า แต่ไม่อาจรับประกันภาวะเจริญพันธุ์ในอนาคต

**ความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะยังคงอยู่**  
ผู้ที่เคยมีอัณฑะไม่ลงถุงยังต้องใส่ใจการติดตามในระยะยาว แม้ได้รับการผ่าตัดแล้ว การอยู่ในถุงทำให้ตรวจพบก้อนหรือความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ลบความเสี่ยงทั้งหมด

ก่อนผ่าตัดควรถามศัลยแพทย์ว่าตำแหน่งอัณฑะของเด็กอยู่ระดับใด คลำได้หรือไม่ คาดว่าจะใช้แผลแบบใด และมีโอกาสต้องผ่าตัดเป็นขั้นตอนหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์กว่าการใช้ตัวเลขความเสี่ยงทั่วไปซึ่งอาจไม่ตรงกับเด็กแต่ละคน

## สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

<!-- hdcare:emergency -->
> **อาการฉุกเฉิน โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที** ไม่ต้องรอติดต่อทีมผ่าตัดก่อน หากมีอาการเหล่านี้ หายใจลำบากหรือหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก หมดสติหรือซึมมากจนปลุกไม่ตื่น ชัก เลือดออกมากไม่หยุด ใบหน้า ปาก หรือคอบวมจนกลืนหรือหายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดขึ้นทันที
>
> อาการอื่นด้านล่าง ให้ทำตามที่ระบุไว้ในแต่ละข้อ ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าฉุกเฉิน ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือโรงพยาบาลที่รักษาทันทีที่พบ หากติดต่อไม่ได้ ไม่แน่ใจ หรืออาการแย่ลง ให้ไปห้องฉุกเฉิน

หลังกลับบ้าน ให้ติดต่อโรงพยาบาลหรือไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้

- หายใจลำบาก ปากเขียว ซึมมาก หรือปลุกไม่ตื่น
- มีไข้ร่วมกับซึม กินไม่ได้ หรืออาการแย่ลง
- แผลแดงลาม ร้อน บวมมาก หรือมีหนองและกลิ่นผิดปกติ
- เลือดออกจากแผลต่อเนื่อง หรือผ้าปิดแผลชุ่มเลือด
- ถุงอัณฑะบวมเร็ว ตึงมาก หรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำมากขึ้น
- ปวดรุนแรง ปวดมากขึ้น หรือไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง
- อาเจียนซ้ำ ดื่มไม่ได้ หรือมีสัญญาณขาดน้ำ
- ปัสสาวะลำบาก ไม่ปัสสาวะนานผิดปกติ หรือปัสสาวะมีเลือดมาก
- แผลแยก หรือเห็นเนื้อเยื่อโผล่ออกจากแผล
- อัณฑะที่เคยคลำได้ในถุงหายไปหรือดูสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- ผู้ดูแลรู้สึกว่าเด็กผิดปกติอย่างมาก แม้อาการไม่ตรงกับรายการข้างต้น

หากยังไม่ได้ผ่าตัดและเด็กมีอาการปวดอัณฑะหรือขาหนีบเฉียบพลัน ถุงอัณฑะบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรืออัณฑะอยู่สูงผิดตำแหน่ง ให้ไปห้องฉุกเฉิน ไม่ควรรอนัด เพราะอาจเป็นอัณฑะบิดขั้ว ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17297-orchiopexy))

## ทางเลือกอื่น

ทางเลือกขึ้นกับว่าเป็นอัณฑะไม่ลงจริง อัณฑะหดตัวขึ้นลง หรืออัณฑะบิดขั้ว

### การติดตามโดยยังไม่ผ่าตัด

ในทารกช่วงแรก แพทย์อาจนัดติดตาม เพราะอัณฑะบางข้างยังลงมาเองได้ หากเป็นอัณฑะหดตัวขึ้นลงและอยู่ในถุงได้เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว มักใช้การตรวจติดตามแทนการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม หากอัณฑะไม่ลงจริงและผ่านช่วงที่มีโอกาสลงเอง การรอต่อไม่ได้ทำให้อัณฑะลงถุงในเด็กส่วนใหญ่ ([healthdirect.gov.au](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child))

### การใช้ฮอร์โมน

บางแห่งอาจเคยใช้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้อัณฑะลง แต่ผลไม่สม่ำเสมอและไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน จึงไม่ควรซื้อหรือใช้ยาเอง หากมีการเสนอวิธีนี้ ควรถามแพทย์ว่ามีเป้าหมายอะไร หลักฐานสนับสนุนเป็นอย่างไร และจะประเมินผลเมื่อใด

### วิธีผ่าตัดแบบอื่น

- การเปิดแผลที่ขาหนีบและถุงอัณฑะ เหมาะกับอัณฑะที่คลำได้หลายกรณี
- การเปิดแผลที่ถุงอัณฑะเป็นหลัก อาจใช้เมื่ออัณฑะอยู่ต่ำและศัลยแพทย์เห็นว่าเหมาะสม
- การส่องกล้องช่องท้อง ใช้ค้นหาและรักษาอัณฑะที่คลำไม่ได้
- การผ่าตัดเป็นสองระยะ อาจพิจารณาเมื่ออัณฑะอยู่สูงและเส้นเลือดไม่ยาวพอ
- การตัดอัณฑะออก อาจจำเป็นเมื่ออัณฑะฝ่อมากหรือเสียหายจากการบิดขั้ว
- อัณฑะเทียม อาจเป็นทางเลือกด้านรูปลักษณ์ในบางคน โดยมักหารือเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

ไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน การเลือกวิธีขึ้นกับตำแหน่งอัณฑะ ความยาวของเส้นเลือด สภาพเนื้ออัณฑะ อายุ และประสบการณ์ของทีมผ่าตัด หากอัณฑะไม่ลงจริง การไม่รักษาอาจทำให้ตรวจติดตามยากขึ้น และสัมพันธ์กับปัญหาการทำงานของอัณฑะ การบิดขั้ว หรือการบาดเจ็บในอนาคต

สำหรับอัณฑะบิดขั้ว ไม่มีการรักษาด้วยยา การนวด หรือการรอดูอาการที่ทดแทนการประเมินฉุกเฉินได้ แม้แพทย์อาจคลายการบิดด้วยมือในบางสถานการณ์ แต่ยังต้องพิจารณาผ่าตัดเพื่อดูสภาพอัณฑะและยึดป้องกันการบิดซ้ำ

## สิทธิการรักษา

การใช้สิทธิขึ้นกับการวินิจฉัย สถานพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเงื่อนไขของแต่ละกองทุน ควรตรวจสอบก่อนวันผ่าตัด โดยไม่ควรเลื่อนการไปห้องฉุกเฉินหากสงสัยอัณฑะบิดขั้ว

### สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยทั่วไป การตรวจและการผ่าตัดที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อาจอยู่ภายใต้สิทธิ หากเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำหรือมีใบส่งต่อตามระบบ ผู้ปกครองควรถามหน่วยบริการประจำว่าเด็กต้องเริ่มตรวจที่ใด ต้องใช้ใบส่งต่อหรือไม่ และโรงพยาบาลใดรับผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะเด็ก

### สิทธิประกันสังคม

การใช้สิทธิของเด็กขึ้นกับสถานะผู้มีสิทธิและสิทธิที่เด็กได้รับจริง ไม่ควรสรุปจากสิทธิของบิดาหรือมารดาเพียงอย่างเดียว ให้ตรวจสอบกับหน่วยงานที่ดูแลสิทธิและโรงพยาบาลตามสิทธิก่อนนัด ควรถามเรื่องขั้นตอนส่งต่อ เอกสาร และการอนุมัติหากต้องรักษานอกสถานพยาบาลหลัก

### สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

การเบิกจ่ายขึ้นกับสถานะของผู้มีสิทธิ โรงพยาบาล และรายการรักษา ควรเตรียมเอกสารยืนยันความสัมพันธ์และตรวจสอบขั้นตอนกับโรงพยาบาล โดยเฉพาะเมื่อมีการส่งต่อหรือเลือกสถานพยาบาลนอกระบบที่กำหนด

### ประกันสุขภาพเอกชน

ให้ตรวจว่ากรมธรรม์คุ้มครองความผิดปกติแต่กำเนิด การผ่าตัดผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน ค่าดมยาสลบ และการตรวจติดตามหรือไม่ ภาวะอัณฑะไม่ลงถุงอาจถูกพิจารณาตามข้อยกเว้นเรื่องโรคที่เป็นมาก่อนหรือความผิดปกติแต่กำเนิด จึงควรขอคำยืนยันจากบริษัทประกันเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนรักษา

คำถามที่ควรถามโรงพยาบาลหรือผู้ดูแลสิทธิ ได้แก่

- ต้องมีใบส่งต่อหรือหนังสืออนุมัติหรือไม่
- การผ่าตัดถูกลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน
- การส่องกล้อง การตรวจชิ้นเนื้อ และการผ่าตัดเป็นระยะอยู่ในสิทธิหรือไม่
- หากแผนผ่าตัดเปลี่ยนตามสิ่งที่พบ ต้องดำเนินเอกสารเพิ่มเติมอย่างไร
- ต้องใช้เอกสารประจำตัว สูติบัตร หรือหลักฐานผู้ปกครองอะไรบ้าง

### จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

## คำถามที่พบบ่อย

### ผ่าตัดดึงอัณฑะลงถุงจำเป็นหรือไม่

หากเป็นอัณฑะไม่ลงถุงจริงและไม่ลงเองหลังช่วงวัยทารกตอนต้น การผ่าตัดมักเป็นวิธีหลักในการนำอัณฑะลงสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17297-orchiopexy)) แต่เด็กที่มีอัณฑะหดตัวขึ้นลงอาจต้องเพียงติดตาม แพทย์ต้องตรวจแยกสองภาวะนี้ก่อนตัดสินใจ

### ควรผ่าตัดตอนอายุเท่าไร

หากอัณฑะยังไม่ลงเมื่ออายุแก้ตามกำหนดประมาณ 6 เดือน ควรส่งประเมินโดยศัลยแพทย์เด็กหรือแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเด็กเพื่อวางแผนผ่าตัด โดยทั่วไปมักผ่าตัดในช่วงหลัง 6 เดือนและควรดำเนินการโดยไม่ล่าช้า มักภายในอายุประมาณ 12-18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะของเด็กและแนวทางของโรงพยาบาล ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17297-orchiopexy))

### ผ่าตัดแล้วอัณฑะจะทำงานเป็นปกติหรือไม่

การผ่าตัดช่วยวางอัณฑะในตำแหน่งที่เหมาะกว่า แต่ไม่สามารถรับประกันการเติบโต การสร้างฮอร์โมน หรือการสร้างอสุจิได้ ผลขึ้นกับสภาพอัณฑะก่อนผ่าตัด ตำแหน่งเดิม และเลือดที่มาเลี้ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอัณฑะไม่ลงทั้งสองข้าง

### ผ่าตัดแล้วมีบุตรได้หรือไม่

หลายคนยังมีโอกาสมีบุตรได้ โดยเฉพาะเมื่ออัณฑะอีกข้างอยู่และทำงานตามปกติ แต่ไม่อาจประเมินจากการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ผู้ที่มีอัณฑะไม่ลงทั้งสองข้างอาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างอสุจิลดลงมากกว่า และอาจต้องประเมินเพิ่มเติมเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

### ผ่าตัดแล้วความเสี่ยงมะเร็งอัณฑะหายไปหรือไม่

ไม่หายไปทั้งหมด การนำอัณฑะลงถุงทำให้ตรวจและสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น แต่ผู้ที่เคยมีอัณฑะไม่ลงยังควรได้รับคำแนะนำเรื่องการติดตามระยะยาว

### เด็กต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่

เด็กจำนวนมากกลับบ้านได้ในวันผ่าตัดเมื่อฟื้นจากยาสลบดีและไม่มีอาการผิดปกติ เด็กเล็กมาก มีโรคร่วม หรือได้รับการผ่าตัดซับซ้อนอาจต้องพักสังเกตอาการหรือค้างโรงพยาบาลตามดุลยพินิจของทีมรักษา

### การผ่าตัดใช้เวลานานเท่าไร

ระยะเวลาผ่าตัดแตกต่างกันในแต่ละราย ขึ้นกับตำแหน่งอัณฑะ จำนวนข้าง การมีไส้เลื่อนร่วม และวิธีผ่าตัด ทีมรักษาจะแจ้งเวลาประมาณการตามแผนของผู้ป่วยแต่ละราย และต้องเผื่อเวลาเตรียมตัวกับพักฟื้นหลังดมยาสลบด้วย

### เด็กจะกลับไปโรงเรียนได้เมื่อไร

เด็กจำนวนมากกลับไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมเบาได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังผ่าตัด หากไม่มีไข้ เดินได้สบาย และอาการปวดควบคุมได้ กิจกรรมที่วิ่ง กระโดด คร่อม หรือกระแทกถุงอัณฑะต้องงดนานกว่านั้นตามคำแนะนำของศัลยแพทย์

### แผลผ่าตัดอยู่ตรงไหน

อัณฑะที่คลำได้มักใช้แผลบริเวณขาหนีบและแผลเล็กที่ถุงอัณฑะ บางกรณีอาจใช้แผลที่ถุงอัณฑะเป็นหลัก หากคลำอัณฑะไม่ได้ อาจมีแผลเล็กที่หน้าท้องสำหรับการส่องกล้อง

### ถ้าผ่าตัดแล้วอัณฑะเลื่อนขึ้นอีกทำอย่างไร

ต้องกลับไปให้ศัลยแพทย์ตรวจว่าเป็นการหดตัวชั่วคราวหรืออัณฑะเลื่อนกลับขึ้นจริง หากอยู่สูงขึ้นต่อเนื่องหรือมีเลือดเลี้ยงผิดปกติ อาจต้องติดตามใกล้ชิดหรือพิจารณาผ่าตัดแก้ไข

### ถ้าพบว่าอัณฑะฝ่อระหว่างผ่าตัดจะเกิดอะไรขึ้น

ศัลยแพทย์จะประเมินว่ายังมีเนื้ออัณฑะและเลือดเลี้ยงเพียงพอให้เก็บไว้หรือไม่ หากอัณฑะเสียหายมาก อาจจำเป็นต้องตัดออกแทนการดึงลงถุง ควรถามเรื่องความเป็นไปได้นี้ก่อนลงนามยินยอมผ่าตัด

### อัณฑะไม่ลงทั้งสองข้างอันตรายกว่าข้างเดียวหรือไม่

ภาวะสองข้างต้องประเมินละเอียดกว่า เพราะอาจกระทบการทำงานของอัณฑะโดยรวม และบางกรณีต้องตรวจฮอร์โมนหรือโครโมโซมเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อคลำอัณฑะไม่ได้ทั้งสองข้าง ควรได้รับการประเมินจากทีมที่ดูแลเด็กโดยไม่รอจนโต

### ปวดอัณฑะเฉียบพลันรอพบแพทย์วันรุ่งขึ้นได้ไหม

ไม่ควรรอ เพราะอาการปวดเฉียบพลันอาจเกิดจากอัณฑะบิดขั้วซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงอัณฑะหยุดลง ควรไปห้องฉุกเฉินทันที โดยเฉพาะเมื่อมีถุงอัณฑะบวม อัณฑะอยู่สูง คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย

## ข้อมูลอ้างอิง

1. [Cleveland Clinic: Orchiopexy: Purpose, Surgery, Risks & Recovery](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17297-orchiopexy) — เกี่ยวกับ Orchidopexy — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
2. [healthdirect.gov.au: Orchidopexy for a palpable testicle (child) - Healthdirect](https://www.healthdirect.gov.au/surgery/orchidopexy-for-a-palpable-testicle-child) — เกี่ยวกับ Orchidopexy — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)

> ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

> หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
