# ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก

**ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep-brain stimulation) คือการผ่าตัดใส่ขั้วไฟฟ้าในตำแหน่งเฉพาะของสมอง แล้วต่อกับเครื่องกำเนิดสัญญาณที่ฝังใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช่วยปรับวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติ การรักษานี้มักพิจารณาในผู้ที่มีโรคพาร์กินสัน อาการสั่น โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง หรือลมชักบางชนิดที่ยาให้ผลไม่เพียงพอหรือทำให้เกิดผลข้างเคียงมาก แต่ไม่ได้ทำให้โรคหายและไม่เหมาะกับทุกคน**

## ประเด็นสำคัญ

- การผ่าตัดนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการ ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรคให้หมดไป และผู้ป่วยจำนวนมากยังต้องใช้ยาหลังผ่าตัด
- ระบบประกอบด้วยขั้วไฟฟ้าในสมอง สายเชื่อมใต้ผิวหนัง และเครื่องกำเนิดสัญญาณใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก การฝังอาจแบ่งเป็นมากกว่าหนึ่งช่วงตามเทคนิคของโรงพยาบาล
- ผลลัพธ์ขึ้นกับโรค อาการเป้าหมาย ตำแหน่งขั้วไฟฟ้า และการปรับตั้งเครื่องหลังผ่าตัด จึงต้องประเมินโดยทีมประสาทแพทย์และศัลยแพทย์ระบบประสาทก่อนตัดสินใจ

## ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก คืออะไร

การฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกเป็นการรักษาด้วยการปรับการทำงานของระบบประสาท แพทย์ใส่สายขนาดเล็กที่มีขั้วไฟฟ้าตรงปลายเข้าไปในตำแหน่งเป้าหมายของสมอง จากนั้นเดินสายใต้ผิวหนังผ่านศีรษะและคอลงมาหาเครื่องกำเนิดสัญญาณ ซึ่งมักอยู่ใต้ผิวหนังช่วงหน้าอกส่วนบนใกล้กระดูกไหปลาร้า ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/21088-deep-brain-stimulation))

เมื่อเปิดเครื่อง กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะส่งไปยังบริเวณเป้าหมายอย่างต่อเนื่องหรือตามโปรแกรมที่กำหนด กระแสนี้ช่วยปรับสัญญาณประสาทที่ผิดปกติซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการ เช่น มือสั่น การเคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อเกร็งหรือบิด และอาการชักบางประเภท กลไกที่แน่ชัดมีความซับซ้อนและยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมด แต่การกระตุ้นสามารถเปลี่ยนการทำงานของวงจรสมองที่ก่ออาการได้

ระบบที่ฝังมีส่วนสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่

1. **ขั้วไฟฟ้าและสายขั้วไฟฟ้า** ใส่เข้าไปในสมองด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน ขึ้นกับโรคและตำแหน่งอาการ  
2. **สายต่อใต้ผิวหนัง** เชื่อมขั้วไฟฟ้าจากศีรษะ ผ่านบริเวณคอ ไปยังหน้าอก  
3. **เครื่องกำเนิดสัญญาณ** มีแบตเตอรี่และวงจรควบคุมกระแสไฟฟ้า แพทย์สามารถตั้งค่าจากภายนอกร่างกายได้ ([Stanford Health Care](https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html))

หลังแผลผ่าตัดเริ่มหาย แพทย์จะเปิดและปรับตั้งเครื่อง การตั้งค่าที่เหมาะสมมักไม่ได้เสร็จในการพบแพทย์ครั้งเดียว ต้องค่อยๆ ปรับความแรง รูปแบบ และตำแหน่งการกระตุ้น พร้อมติดตามว่าอาการดีขึ้นเพียงใดและมีผลข้างเคียงหรือไม่

สิ่งสำคัญคือเครื่องไม่ได้ทำลายเนื้อสมองเพื่อหยุดอาการ และสามารถปรับการกระตุ้นหรือปิดเครื่องได้ อย่างไรก็ตาม การนำระบบออกหรือแก้ตำแหน่งยังเป็นการผ่าตัด และอาการของโรคอาจกลับมาเมื่อหยุดกระตุ้น

## ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

### ใครอาจได้รับการพิจารณา

แพทย์มักพิจารณาการผ่าตัดเมื่ออาการมีผลต่อชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน และการรักษาด้วยยาที่เหมาะสมแล้วควบคุมอาการได้ไม่เพียงพอ หรือผลข้างเคียงจากยารบกวนการใช้ชีวิต ([Stanford Health Care](https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html))

โรคที่อาจใช้การรักษานี้ ได้แก่

- **โรคพาร์กินสัน** โดยเฉพาะผู้ที่ยังตอบสนองต่อยาบางช่วง แต่มีอาการขึ้นๆ ลงๆ เคลื่อนไหวผิดปกติจากยา หรือควบคุมอาการสั่นได้ไม่ดี
- **อาการสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ** ซึ่งรุนแรงจนรบกวนการกิน เขียนหนังสือ แต่งตัว หรือทำงาน และยาให้ผลไม่เพียงพอ
- **โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง** ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัวผิดปกติ เกิดท่าทางบิดหรือการเคลื่อนไหวที่ควบคุมไม่ได้
- **โรคลมชักดื้อยาในผู้ป่วยบางราย** เมื่อได้รับการประเมินชนิดและตำแหน่งกำเนิดอาการชักอย่างละเอียดแล้ว
- ภาวะทางระบบประสาทหรือจิตเวชบางชนิดในผู้ป่วยที่คัดเลือกอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ข้อบ่งใช้และความพร้อมของการรักษาแตกต่างกันในแต่ละประเทศและสถานพยาบาล

การมีชื่อโรคอยู่ในรายการนี้ไม่ได้แปลว่าคุณควรผ่าตัดทันที ทีมรักษาต้องระบุให้ได้ว่าอาการใดเป็นเป้าหมาย และอาการนั้นมีโอกาสตอบสนองต่อการกระตุ้นหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ในโรคพาร์กินสัน อาการสั่น อาการแข็ง และการเคลื่อนไหวช้าอาจเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมในบางคน แต่อาการด้านความจำ การทรงตัว หรือการพูดบางแบบอาจไม่ดีขึ้น และบางครั้งอาจแย่ลงได้

### การประเมินก่อนตัดสินใจ

โดยทั่วไปจะมีการประเมินหลายด้าน ได้แก่

- ยืนยันการวินิจฉัยและทบทวนการรักษาที่เคยได้รับ
- ตรวจอาการทางระบบประสาทและกำหนดอาการเป้าหมาย
- ประเมินการตอบสนองต่อยา โดยบางโรคอาจตรวจในช่วงที่ยาออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์
- ประเมินความจำ ความคิด การตัดสินใจ อารมณ์ และสุขภาพจิต
- ตรวจภาพสมองด้วยเอ็มอาร์ไอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อวางตำแหน่งขั้วไฟฟ้าและค้นหาข้อจำกัด
- ตรวจสุขภาพทั่วไปเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการผ่าตัดและยาระงับความรู้สึก
- พูดคุยเรื่องเป้าหมายที่เป็นจริง รวมถึงอาการที่คาดว่าจะไม่ดีขึ้น

### ใครอาจไม่เหมาะ

แพทย์อาจชะลอหรือไม่แนะนำการผ่าตัด หากประโยชน์ที่คาดหวังน้อยกว่าความเสี่ยง เช่น

- ยังไม่ได้ลองปรับยาและการรักษาไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสม
- อาการหลักไม่ใช่อาการที่การกระตุ้นสมองมักช่วยได้
- มีภาวะสมองเสื่อมหรือความบกพร่องด้านความคิดที่รุนแรง
- มีโรคทางจิตเวชที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง
- มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือการติดเชื้อในร่างกาย
- มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือจำเป็นต้องใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกโดยไม่สามารถปรับได้อย่างปลอดภัย
- สุขภาพโดยรวมไม่พร้อมรับการผ่าตัด
- ไม่สามารถมาติดตามเพื่อปรับเครื่อง ตรวจแผล และดูแลระบบระยะยาวได้

ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ใช่กฎตายตัว ทีมรักษาจะพิจารณาความรุนแรงของโรค ประโยชน์ที่คาดหวัง ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล และความพร้อมของผู้ดูแลร่วมกัน

## เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

การเตรียมตัวเริ่มจากทำความเข้าใจว่าอาการใดคือเป้าหมายของการผ่าตัด ขอให้ทีมรักษาอธิบายว่าอาการใดมีแนวโน้มตอบสนอง อาการใดไม่น่าดีขึ้น และหลังผ่าตัดยังอาจต้องใช้ยาอะไรต่อ การมีความคาดหวังตรงกันช่วยให้ประเมินผลหลังเปิดเครื่องได้ชัดเจน

### การตรวจที่อาจต้องทำ

ก่อนผ่าตัด คุณอาจต้องรับการตรวจต่อไปนี้ตามโรคและสุขภาพโดยรวม

- ตรวจเลือด รวมถึงความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือประเมินหัวใจในผู้ที่มีข้อบ่งชี้
- ถ่ายภาพสมองด้วยเอ็มอาร์ไอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อกำหนดพิกัดเป้าหมาย
- ประเมินความจำ การคิด ภาษา อารมณ์ และพฤติกรรม
- ประเมินโดยวิสัญญีแพทย์
- ตรวจเพิ่มเติมเฉพาะโรค เช่น การประเมินการเคลื่อนไหวในช่วงที่ยาออกฤทธิ์และไม่ออกฤทธิ์ ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/21088-deep-brain-stimulation))

แจ้งทีมรักษาหากคุณมีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย โลหะในร่างกาย เครื่องกระตุ้นหัวใจ แพ้ยา แพ้วัสดุ มีประวัติชัก มีโรคหัวใจหรือปอด เคยมีเลือดออกผิดปกติ หรือเคยติดเชื้อบริเวณศีรษะ คอ และหน้าอก ข้อมูลเหล่านี้อาจมีผลต่อการตรวจภาพและแผนผ่าตัด

### ยาที่ใช้อยู่

ทำรายการยาทุกชนิด รวมถึงยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อใช้เอง วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม ส่งให้ศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ตรวจสอบ

ยาบางกลุ่มอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนผ่าตัด เช่น

- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด
- ยารักษาเบาหวาน
- ยารักษาโรคพาร์กินสันหรือยาควบคุมอาการสั่นบางชนิด
- สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

อย่าหยุดยาเอง โดยเฉพาะยาป้องกันลิ่มเลือดและยากันชัก เพราะการหยุดผิดเวลาอาจทำให้เกิดอันตราย ศัลยแพทย์ ประสาทแพทย์ หรือวิสัญญีแพทย์จะกำหนดว่าให้ใช้ยาตัวใดต่อ หยุดตัวใด และเริ่มกลับเมื่อใด

### การงดน้ำและอาหาร

เนื่องจากการผ่าตัดอาจใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ ยานอนหลับ หรือการดมยาสลบ คุณต้องทำตามคำสั่งงดน้ำและอาหารของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด เวลาที่ต้องงดขึ้นกับช่วงผ่าตัด ชนิดยาระงับความรู้สึก และโรคประจำตัว หากเผลอกินหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งทีมรักษาตามจริงเพื่อป้องกันการสำลัก

### สิ่งที่ควรเตรียมไปโรงพยาบาล

- บัตรประจำตัวและเอกสารสิทธิการรักษา
- รายการยาและประวัติแพ้ยา
- ผลตรวจหรือภาพสมองเดิมที่โรงพยาบาลขอ
- เสื้อผ้าหลวม สวมและถอดง่าย
- อุปกรณ์ช่วยเดิน แว่นตา หรือเครื่องช่วยฟังที่ใช้อยู่
- ชื่อและเบอร์ติดต่อผู้ดูแล
- รายการคำถามและเป้าหมายที่ต้องการคุยกับทีมรักษา

ควรจัดผู้ดูแลสำหรับการเดินทางกลับและช่วงพักฟื้นระยะแรก เพราะคุณอาจยังมีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเคลื่อนไหวไม่มั่นคง ไม่ควรวางแผนขับรถกลับเอง

## ขั้นตอนการผ่าตัด

รูปแบบการผ่าตัดต่างกันตามโรค ตำแหน่งเป้าหมาย เทคนิคของศัลยแพทย์ และระบบของโรงพยาบาล บางแห่งแบ่งการฝังขั้วไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดสัญญาณเป็นคนละวัน บางแห่งอาจทำในช่วงการรักษาเดียวกัน ([Stanford Health Care](https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html))

### 1. กำหนดตำแหน่งเป้าหมายในสมอง

ทีมรักษาใช้ภาพเอ็มอาร์ไอหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมกับระบบพิกัดสามมิติ เพื่อวางแนวทางสอดขั้วไฟฟ้าไปยังจุดเป้าหมาย อาจใช้อุปกรณ์ตรึงศีรษะหรือระบบนำวิถีแบบอื่น เพื่อให้ศีรษะอยู่นิ่งและช่วยระบุตำแหน่ง

### 2. ให้ยาระงับความรู้สึก

การใส่ขั้วไฟฟ้าอาจทำขณะคุณตื่นบางช่วง โดยฉีดยาชาที่หนังศีรษะและให้ยาช่วยผ่อนคลาย วิธีนี้ช่วยให้ทีมตรวจการเคลื่อนไหว การพูด หรือผลจากการกระตุ้นระหว่างหาตำแหน่ง

อีกแนวทางคือทำภายใต้การดมยาสลบ โดยใช้ภาพถ่ายและระบบนำวิถีช่วยยืนยันตำแหน่ง เทคนิคที่เหมาะขึ้นกับโรค เครื่องมือของโรงพยาบาล และการประเมินของทีมผ่าตัด

การตื่นระหว่างผ่าตัดไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทนเจ็บ หนังศีรษะจะได้รับยาชา และเนื้อสมองเองไม่มีตัวรับความเจ็บปวด แต่คุณอาจรู้สึกถึงแรงกด เสียง หรือขั้นตอนบางอย่าง ทีมวิสัญญีจะดูแลความสบายและความปลอดภัยตลอดการผ่าตัด

### 3. ใส่ขั้วไฟฟ้า

ศัลยแพทย์เปิดแผลขนาดเล็กที่หนังศีรษะและทำช่องเล็กที่กะโหลก จากนั้นสอดสายขั้วไฟฟ้าไปยังตำแหน่งเป้าหมาย อาจใส่ด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน ขึ้นกับตำแหน่งอาการและแผนการรักษา

ทีมอาจบันทึกสัญญาณจากเซลล์ประสาท ทดสอบกระแสไฟฟ้า หรือใช้ภาพระหว่างผ่าตัดเพื่อช่วยตรวจตำแหน่ง หากคุณตื่นอยู่ แพทย์อาจขอให้ขยับแขนขา พูด นับเลข หรือทำแบบทดสอบสั้นๆ เพื่อดูผลต่ออาการและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

### 4. ยึดขั้วไฟฟ้าและปิดแผล

เมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม ศัลยแพทย์จะยึดสายกับกะโหลกและปิดแผล ขั้วไฟฟ้าจะยังไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานทันที เพราะแพทย์มักรอให้แผลและอาการบวมระยะแรกสงบลงก่อน

### 5. ฝังเครื่องกำเนิดสัญญาณ

ช่วงนี้มักทำภายใต้การดมยาสลบ ศัลยแพทย์เปิดแผลบริเวณหน้าอกส่วนบน สร้างช่องใต้ผิวหนังสำหรับวางเครื่อง แล้วเดินสายต่อใต้ผิวหนังจากศีรษะผ่านคอมายังหน้าอก ก่อนเชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน

### 6. ตรวจระบบและปิดแผล

ทีมผ่าตัดตรวจการเชื่อมต่อและการทำงานเบื้องต้น จากนั้นปิดแผลที่ศีรษะและหน้าอก คุณจะถูกย้ายไปห้องพักฟื้นเพื่อเฝ้าระวังระดับความรู้สึกตัว การเคลื่อนไหว ความดันโลหิต อาการปวด และภาวะแทรกซ้อนระยะแรก

### 7. เปิดและปรับตั้งเครื่องภายหลัง

หลังผ่าตัด แพทย์จะนัดเปิดเครื่องและเริ่มตั้งค่าในเวลาที่เหมาะสม การปรับต้องทำหลายครั้งเพื่อหาสมดุลระหว่างการลดอาการกับผลข้างเคียง เช่น พูดไม่ชัด ชา กล้ามเนื้อเกร็ง หรือเห็นภาพซ้อน

อย่าปรับยาเองทันทีหลังเปิดเครื่อง ประสาทแพทย์จะประเมินผลของการกระตุ้นร่วมกับยา แล้วค่อยปรับแผนทีละส่วนเพื่อให้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงใดส่งผลต่ออาการ

## ใช้เวลานานแค่ไหน

การรักษานี้ไม่ใช่ขั้นตอนสั้นเพียงขั้นตอนเดียว เวลารวมขึ้นกับว่าฝังขั้วไฟฟ้าด้านเดียวหรือสองด้าน ทำขณะตื่นหรือดมยาสลบ และแบ่งการฝังเครื่องที่หน้าอกเป็นอีกวันหรือไม่ แพทย์จึงต้องแจ้งกำหนดเฉพาะตามแผนของคุณ

แหล่งอ้างอิงต่างประเทศระบุว่าบางศูนย์แบ่งการผ่าตัดเป็น 2 ช่วง โดยฝังขั้วไฟฟ้าก่อนและฝังเครื่องกำเนิดสัญญาณภายหลังประมาณ 7-10 วัน แต่แนวทางนี้ไม่ควรใช้เป็นกำหนดมาตรฐานของโรงพยาบาลในประเทศไทย เพราะแต่ละแห่งจัดขั้นตอนต่างกัน ([Penn Medicine](https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation))

ระหว่างฝังขั้วไฟฟ้า คุณอาจได้รับยาชาและยาช่วยผ่อนคลายโดยยังตื่นบางช่วง หรือได้รับการดมยาสลบตลอดขั้นตอน ส่วนการฝังเครื่องที่หน้าอกมักใช้การดมยาสลบ

บางแนวทางให้ผู้ป่วยพักโรงพยาบาลประมาณหนึ่งคืนหลังใส่ขั้วไฟฟ้า แต่จำนวนคืนจริงในประเทศไทยอาจมากหรือน้อยกว่านี้ตามอาการหลังผ่าตัด โรคประจำตัว การทำผ่าตัดเป็นกี่ช่วง และแนวทางของสถานพยาบาล ก่อนเข้ารักษา ควรถามให้ชัดว่าคุณจะผ่าตัดกี่ครั้ง ต้องนอนโรงพยาบาลช่วงใด และต้องมีผู้ดูแลนานเพียงใด

## พักฟื้นนานแค่ไหน

การพักฟื้นมี 2 ส่วน คือการฟื้นตัวของแผลผ่าตัด และการปรับเครื่องเพื่อควบคุมอาการ สองส่วนนี้ไม่ได้เสร็จพร้อมกัน คุณอาจกลับไปทำกิจวัตรบางอย่างได้แล้ว แต่ยังต้องมาพบแพทย์หลายครั้งเพื่อปรับตั้งเครื่อง

| ช่วงพักฟื้น | สิ่งที่มักเกิดขึ้น | สิ่งที่ควรระวัง |
|---|---|---|
| วันแรกหลังผ่าตัด | ง่วง อ่อนเพลีย ปวดหรือตึงบริเวณแผล | อาการทางระบบประสาทใหม่ เลือดออก แผลบวมเร็ว |
| ช่วงแรกที่บ้าน | แผลอาจช้ำ บวม หรือตึงเล็กน้อย | อย่าแกะแผลหรือทำกิจกรรมที่กระแทกศีรษะและหน้าอก |
| หลายสัปดาห์แรก | แผลค่อยๆ หายและกลับไปทำกิจวัตรเบาๆ | หลีกเลี่ยงงานหนักตามคำสั่งศัลยแพทย์ |
| หลังเปิดเครื่อง | เริ่มปรับค่าการกระตุ้นหลายครั้ง | จดอาการที่ดีขึ้นและผลข้างเคียง |
| ระยะยาว | ติดตามอาการ ยา แบตเตอรี่ และระบบสาย | แจ้งแพทย์ก่อนตรวจหรือทำหัตถการที่อาจกระทบอุปกรณ์ |

แหล่งอ้างอิงต่างประเทศระบุว่าการฟื้นตัวทางร่างกายมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ และบางคนกลับไปทำงานได้ในประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นกับลักษณะงาน สุขภาพโดยรวม และการฟื้นของแผล ([Penn Medicine](https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation)) งานที่ต้องยกของหนัก ขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือเสี่ยงกระแทกศีรษะและหน้าอกอาจต้องรอนานกว่า ศัลยแพทย์จะกำหนดเวลาที่เหมาะจากผลตรวจหลังผ่าตัด

เครื่องมักถูกเปิดหลังผ่าตัดเมื่อทีมเห็นว่าแผลและอาการบวมอยู่ในระยะเหมาะสม จากนั้นต้องปรับหลายครั้ง แหล่งอ้างอิงระบุว่าการหาค่าที่เหมาะอาจใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน และบางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้นมาก แต่ตัวเลขนี้ขึ้นกับโรค อาการเป้าหมาย และการตอบสนองของแต่ละคน ([Penn Medicine](https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation))

ช่วงปรับเครื่องควรจดบันทึกว่าอาการใดดีขึ้น เวลาใดที่อาการกลับมา มีการล้ม พูดเปลี่ยน ชา เห็นภาพซ้อน หรืออารมณ์ผิดปกติหรือไม่ อย่าเปลี่ยนค่าที่เกินขอบเขตที่ทีมรักษาอนุญาต และอย่าหยุดยาด้วยตนเอง

การกลับไปขับรถขึ้นกับโรคเดิม อาการชัก การควบคุมการเคลื่อนไหว ผลจากการผ่าตัด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แพทย์ผู้รักษาต้องประเมินเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้เพียงความรู้สึกว่าแผลหายแล้วเป็นเกณฑ์

## ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดนี้เกี่ยวข้องกับสมอง สายที่พาดผ่านใต้ผิวหนัง และอุปกรณ์ที่ต้องอยู่ในร่างกายระยะยาว จึงมีทั้งความเสี่ยงจากการผ่าตัด ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ และผลข้างเคียงจากกระแสไฟฟ้า ([Cleveland Clinic](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/21088-deep-brain-stimulation))

### ความเสี่ยงจากการผ่าตัดสมอง

- เลือดออกในสมอง ซึ่งอาจทำให้แขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ ชัก หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยน
- สมองบวมหรือเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อสมอง
- การติดเชื้อที่แผล กะโหลก สมอง หรือรอบอุปกรณ์
- น้ำไขสันหลังรั่ว
- อาการชัก
- หลอดเลือดสมองผิดปกติ
- ปวดศีรษะ สับสน หรือเพ้อหลังผ่าตัด
- ภาวะแทรกซ้อนจากยาระงับความรู้สึก เช่น ปัญหาการหายใจหรือหัวใจ

ภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การติดเชื้อ หรือปัญหาจากยาระงับความรู้สึก อาจทำให้เกิดความบกพร่องทางระบบประสาทหรือความพิการถาวร และในกรณีที่พบได้น้อยอาจเสียชีวิตได้ ความเสี่ยงจริงแตกต่างกันในแต่ละคนและควรประเมินกับทีมผ่าตัด

ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับอายุ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ตำแหน่งเป้าหมาย และเทคนิคการผ่าตัด แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่ได้ระบุอัตราภาวะแทรกซ้อนที่ใช้แทนประชากรไทยได้ จึงควรถามศัลยแพทย์ถึงความเสี่ยงเฉพาะของคุณและข้อมูลผลการรักษาที่โรงพยาบาลใช้ประกอบการตัดสินใจ

### ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์

- ขั้วไฟฟ้าอยู่ผิดตำแหน่งหรือเคลื่อน
- สายต่อหลวม ขาด หรือหลุดจากกัน
- เครื่องทำงานผิดปกติ
- ผิวหนังบางหรืออุปกรณ์ดันจนผิวหนังเปิด
- ปวดหรือตึงตามแนวสายบริเวณคอ
- แบตเตอรี่หมดและต้องเปลี่ยนเครื่องกำเนิดสัญญาณ
- ติดเชื้อจนต้องให้การรักษาเพิ่มเติม หรืออาจต้องนำอุปกรณ์บางส่วนออก

อายุแบตเตอรี่ขึ้นกับชนิดเครื่อง ค่ากระตุ้น และระยะเวลาที่เปิดใช้ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ทีมรักษาจะวางแผนเปลี่ยนเฉพาะเครื่องกำเนิดสัญญาณตามความเหมาะสม

### ผลข้างเคียงจากการกระตุ้น

เมื่อเปิดเครื่อง บางคนอาจมีอาการต่อไปนี้

- ชาหรือรู้สึกเสียวซ่าที่ใบหน้าและแขนขา
- กล้ามเนื้อใบหน้าหรือแขนตึง
- พูดไม่ชัด เสียงเปลี่ยน หรือหาคำลำบาก
- การทรงตัวหรือการเดินแย่ลง
- เห็นภาพซ้อนหรือการมองเห็นเปลี่ยน
- สับสน สมาธิลดลง หรือความจำเปลี่ยน
- อารมณ์เปลี่ยน เช่น หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือคึกผิดปกติ

ผลข้างเคียงบางอย่างลดลงได้เมื่อแพทย์ปรับค่าการกระตุ้น แต่ไม่ใช่ทุกอาการจะแก้ได้ด้วยการตั้งเครื่อง จึงควรแจ้งอาการตามจริงแทนการทนรอหรือปิดเครื่องเอง

การกระตุ้นสมองไม่ได้ทำให้โรคหาย อาการอาจดีขึ้นเพียงบางส่วน และบางอาการอาจไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังต้องใช้ยา แม้อาจปรับชนิดหรือปริมาณภายใต้การดูแลของประสาทแพทย์

## สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

<!-- hdcare:emergency -->
> **อาการฉุกเฉิน โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที** ไม่ต้องรอติดต่อทีมผ่าตัดก่อน หากมีอาการเหล่านี้ หายใจลำบากหรือหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก หมดสติหรือซึมมากจนปลุกไม่ตื่น ชัก เลือดออกมากไม่หยุด ใบหน้า ปาก หรือคอบวมจนกลืนหรือหายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดขึ้นทันที
>
> อาการอื่นด้านล่าง ให้ทำตามที่ระบุไว้ในแต่ละข้อ ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าฉุกเฉิน ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือโรงพยาบาลที่รักษาทันทีที่พบ หากติดต่อไม่ได้ ไม่แน่ใจ หรืออาการแย่ลง ให้ไปห้องฉุกเฉิน

ไปห้องฉุกเฉินหรือขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อมีอาการที่อาจบ่งถึงเลือดออกในสมอง การติดเชื้อ หรือความผิดปกติรุนแรง ได้แก่

- แขน ขา หรือใบหน้าอ่อนแรงหรือชาฉับพลัน โดยเฉพาะด้านเดียว
- พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ สับสนมาก หรือปลุกไม่ตื่น
- ปวดศีรษะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือปวดร่วมกับอาเจียนซ้ำ
- ชักครั้งแรก ชักนานกว่าปกติ หรือชักถี่ขึ้นอย่างชัดเจน
- หมดสติ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก
- เดินเซมาก การทรงตัวเปลี่ยนฉับพลัน หรือมองเห็นผิดปกติใหม่
- มีไข้ร่วมกับแผลแดง ร้อน บวม ปวดมาก หรือมีหนอง
- แผลเปิด เลือดออกไม่หยุด หรือเห็นอุปกรณ์ใต้แผล
- บริเวณหน้าอกหรือคอบวมเร็ว กดเจ็บมาก หรือผิวหนังเปลี่ยนสี
- มีความคิดทำร้ายตนเอง อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนรุนแรง

ติดต่อทีมผ่าตัดโดยเร็ว หากอาการเดิมกลับมาอย่างฉับพลัน เครื่องแสดงคำเตือน รู้สึกว่าเครื่องไม่ทำงาน หรือมีอาการใหม่หลังใช้รีโมต อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการตั้งค่า แบตเตอรี่ หรือการเชื่อมต่อของระบบ ไม่ควรแกะ กด หรือพยายามซ่อมอุปกรณ์เอง

## ทางเลือกอื่น

การผ่าตัดไม่ใช่คำตอบแรกสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ และไม่ใช่ทางเลือกเดียว แผนรักษาขึ้นกับโรค อาการเป้าหมาย อายุ สุขภาพ ความต้องการของผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา

### การรักษาโดยไม่ผ่าตัด

- ปรับชนิด เวลา หรือรูปแบบการใช้ยาโดยประสาทแพทย์
- กายภาพบำบัดเพื่อการเดิน การทรงตัว ความแข็งแรง และการป้องกันการล้ม
- กิจกรรมบำบัดเพื่อช่วยทำกิจวัตรและปรับอุปกรณ์ในบ้าน
- การฝึกพูดและกลืนในผู้ที่มีปัญหาด้านเสียง ภาษา หรือการสำลัก
- การดูแลสุขภาพจิตและการปรับพฤติกรรม
- การฉีดยาเฉพาะกล้ามเนื้อในภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหรือบิดบางรูปแบบ
- การปรับการนอน ออกกำลังกาย และโภชนาการให้เหมาะกับโรค

หากยายังควบคุมอาการได้ดีและผลข้างเคียงยอมรับได้ การผ่าตัดอาจยังไม่จำเป็น สำหรับโรคที่ดำเนินต่อเนื่อง การรักษาไม่ผ่าตัดยังมีบทบาทแม้ฝังเครื่องแล้ว

### การผ่าตัดหรือหัตถการทางเลือก

ทางเลือกอาจรวมถึงการทำลายจุดเป้าหมายขนาดเล็กในสมองด้วยวิธีต่างๆ หรือการผ่าตัดรักษาลมชักชนิดอื่นในผู้ที่มีจุดกำเนิดอาการชัดเจน บางวิธีไม่ต้องฝังอุปกรณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงอาจย้อนกลับไม่ได้และมีข้อจำกัดเฉพาะตำแหน่ง

สำหรับผู้ป่วยลมชัก อาจมีอุปกรณ์กระตุ้นระบบประสาทชนิดอื่นหรือการผ่าตัดเอาบริเวณกำเนิดอาการชักออก ขึ้นกับผลตรวจคลื่นสมอง ภาพสมอง และการประเมินของทีมลมชัก

คำถามที่ช่วยเปรียบเทียบทางเลือก ได้แก่

- อาการใดเป็นเป้าหมายหลัก และแต่ละทางเลือกช่วยอาการนั้นอย่างไร
- ผลของการรักษาปรับเปลี่ยนหรือย้อนกลับได้หรือไม่
- ต้องฝังอุปกรณ์และเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือไม่
- มีผลต่อความจำ การพูด การเดิน หรืออารมณ์อย่างไร
- หากยังไม่ผ่าตัดตอนนี้ มีความเสี่ยงหรือเสียโอกาสอะไรหรือไม่
- ต้องมาติดตามและปรับการรักษาบ่อยเพียงใด

## สิทธิการรักษา

การใช้สิทธิขึ้นกับการวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การมีโรคพาร์กินสัน อาการสั่น หรือลมชักไม่ได้หมายความว่าสิทธิจะครอบคลุมการฝังเครื่องโดยอัตโนมัติ เพราะต้องผ่านการประเมินว่าการรักษามาตรฐานให้ผลไม่เพียงพอและการผ่าตัดเหมาะกับผู้ป่วยรายนั้น

### ประกันสังคม

เริ่มสอบถามจากโรงพยาบาลตามสิทธิหรือสถานพยาบาลที่รับผิดชอบการส่งต่อ ถามว่าจำเป็นต้องมีใบส่งตัวหรือไม่ โรงพยาบาลใดในเครือข่ายสามารถประเมินและผ่าตัดได้ และการติดตามปรับเครื่องหลังผ่าตัดอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด

### บัตรทอง

ติดต่อหน่วยบริการประจำเพื่อรับการประเมินและส่งต่อตามลำดับ ระบบอาจกำหนดโรงพยาบาลที่มีศักยภาพด้านศัลยกรรมระบบประสาทและการปรับเครื่อง ควรถามให้ครบถึงการตรวจก่อนผ่าตัด ตัวอุปกรณ์ การผ่าตัด การติดตาม และการเปลี่ยนเครื่องกำเนิดสัญญาณในอนาคต

### สวัสดิการข้าราชการ

การเบิกขึ้นกับข้อบ่งชี้ รหัสการรักษา เงื่อนไขของอุปกรณ์ และโรงพยาบาลที่ให้บริการ ให้หน่วยสิทธิของโรงพยาบาลตรวจสอบเอกสารและการอนุมัติก่อนกำหนดผ่าตัด โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ฝังในร่างกาย

### ประกันสุขภาพเอกชน

ตรวจกรมธรรม์เรื่องการรักษาโรคทางระบบประสาท การผ่าตัดใหญ่ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย โรคที่เป็นมาก่อน และเงื่อนไขอนุมัติล่วงหน้า ขอให้บริษัทประกันยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าครอบคลุมรายการใดบ้าง รวมถึงการผ่าตัดเป็นหลายช่วง การนอนโรงพยาบาล และการติดตามปรับเครื่อง

ไม่ว่าสิทธิใด ควรขอให้โรงพยาบาลช่วยตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้ก่อนนัดผ่าตัด

- ต้องใช้ใบส่งตัวหรือการอนุมัติล่วงหน้าหรือไม่
- ครอบคลุมการประเมินทางระบบประสาทและจิตประสาทหรือไม่
- ครอบคลุมขั้วไฟฟ้า สายต่อ และเครื่องกำเนิดสัญญาณหรือไม่
- ครอบคลุมการผ่าตัดทั้งสองช่วง หากแผนแบ่งเป็นสองครั้งหรือไม่
- การเปิดเครื่องและนัดปรับค่าภายหลังอยู่ในสิทธิหรือไม่
- การแก้ไขอุปกรณ์หรือเปลี่ยนเครื่องในอนาคตมีเงื่อนไขอย่างไร

### จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

## คำถามที่พบบ่อย

### ฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกทำให้โรคหายไหม

ไม่ทำให้โรคหาย แต่มีเป้าหมายเพื่อลดอาการบางชนิดและช่วยให้ทำกิจวัตรได้ดีขึ้น ผู้ป่วยจำนวนมากยังต้องใช้ยาและติดตามโรคต่อเนื่อง ([Stanford Health Care](https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html))

### หลังผ่าตัดหยุดยาได้เลยหรือไม่

ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะต้องดูผลจากการกระตุ้นร่วมกับอาการและผลข้างเคียงก่อน ประสาทแพทย์จะค่อยๆ ปรับยาเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและเหมาะสม

### ระหว่างผ่าตัดต้องตื่นหรือไม่

ไม่จำเป็นทุกคน เพราะการใส่ขั้วไฟฟ้าอาจทำขณะตื่นบางช่วงหรือภายใต้การดมยาสลบ เทคนิคขึ้นกับโรค ตำแหน่งเป้าหมาย และระบบนำวิถีของโรงพยาบาล

### ถ้าตื่นระหว่างผ่าตัดจะเจ็บไหม

หนังศีรษะจะได้รับยาชาและทีมวิสัญญีจะดูแลความสบาย ส่วนเนื้อสมองไม่มีตัวรับความเจ็บปวด แต่คุณอาจรู้สึกแรงกด ได้ยินเสียง หรือรู้สึกไม่สบายจากการอยู่นิ่ง จึงควรบอกทีมทันทีเมื่อมีอาการ

### เครื่องเริ่มทำงานทันทีหลังผ่าตัดหรือไม่

โดยทั่วไปแพทย์มักรอให้แผลและอาการบวมระยะแรกดีขึ้นก่อนเปิดเครื่อง เวลาจริงขึ้นกับอาการและแนวทางของโรงพยาบาล

### ต้องปรับเครื่องกี่ครั้งจึงจะลงตัว

มักต้องปรับหลายครั้งในช่วงหลายเดือน เพราะแพทย์ต้องหาค่าที่ลดอาการโดยเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด แหล่งอ้างอิงระบุว่าบางคนใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน และบางรายนานกว่านั้นตามโรคและการตอบสนอง ([Penn Medicine](https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation))

### เครื่องอยู่ได้ตลอดชีวิตหรือไม่

ขั้วไฟฟ้าและสายอาจใช้งานได้ระยะยาวหากไม่มีปัญหา แต่เครื่องกำเนิดสัญญาณมีแบตเตอรี่และอาจต้องเปลี่ยน อายุการใช้งานขึ้นกับชนิดแบตเตอรี่และค่าการกระตุ้น

### ถ้าแบตเตอรี่หมดต้องผ่าตัดสมองใหม่ไหม

โดยทั่วไปการเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นการเปลี่ยนเครื่องกำเนิดสัญญาณใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก ไม่ใช่การใส่ขั้วไฟฟ้าในสมองใหม่ หากขั้วไฟฟ้าและสายเดิมยังทำงานปกติ

### เดินผ่านเครื่องตรวจความปลอดภัยได้หรือไม่

อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กบางชนิดอาจรบกวนระบบได้ คุณควรพกบัตรประจำอุปกรณ์ แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย และทำตามคำแนะนำของทีมรักษา ไม่ควรวางเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กใกล้บริเวณหน้าอกโดยไม่ตรวจสอบก่อน

### ตรวจเอ็มอาร์ไอหลังฝังเครื่องได้ไหม

อาจตรวจได้เฉพาะเมื่อระบบที่ฝังและเงื่อนไขการตรวจเข้ากันได้ ต้องแจ้งแผนกรังสีและทีมที่ดูแลเครื่องทุกครั้ง ห้ามเข้ารับการตรวจโดยอาศัยข้อมูลทั่วไป เพราะอาจต้องตั้งเครื่องในโหมดเฉพาะและจำกัดตำแหน่งหรือกำลังของเครื่องตรวจ

### ใช้โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าได้หรือไม่

โดยทั่วไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้เมื่อใช้อย่างถูกวิธี แต่ควรหลีกเลี่ยงการวางอุปกรณ์ที่มีแม่เหล็กแรงสูงชิดบริเวณเครื่องกำเนิดสัญญาณ หากไม่แน่ใจ ให้นำชื่ออุปกรณ์ไปถามทีมที่ปรับเครื่องก่อนใช้งาน

### ออกกำลังกายหรือว่ายน้ำได้เมื่อไร

ต้องรอให้แผลหายและได้รับอนุญาตจากศัลยแพทย์ก่อน โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีแรงกระแทก ดึงรั้งบริเวณคอ หรือเสี่ยงล้ม มีรายงานว่าการกระตุ้นอาจส่งผลต่อท่าทางที่จำเป็นในการว่ายน้ำในบางราย จึงควรประเมินความปลอดภัยก่อนกลับไปว่ายน้ำ

### หากอาการกลับมาฉับพลันควรทำอย่างไร

ตรวจคำเตือนบนอุปกรณ์ตามวิธีที่ทีมรักษาสอนและติดต่อโรงพยาบาล เพราะอาจเกิดจากแบตเตอรี่ การตั้งค่า หรือสายเชื่อมต่อ หากมีแขนขาอ่อนแรง พูดผิดปกติ ชัก หรือปวดศีรษะรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

### เครื่องกระตุ้นทำให้พูดไม่ชัดหรือเดินเซได้ไหม

เป็นไปได้ เพราะการกระตุ้นอาจทำให้การพูด การทรงตัว การมองเห็น หรือกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลง อาการบางอย่างดีขึ้นเมื่อแพทย์ปรับค่าเครื่อง แต่ต้องแจ้งทีมรักษาแทนการปรับหรือปิดเครื่องเอง

### ควรถามอะไรกับศัลยแพทย์ก่อนตัดสินใจ

ควรถามว่าอาการใดเป็นเป้าหมาย อาการใดไม่น่าดีขึ้น ความเสี่ยงเฉพาะของคุณคืออะไร จะผ่าตัดกี่ช่วง ใช้ยาระงับความรู้สึกแบบใด และใครเป็นผู้ติดตามปรับเครื่องหลังผ่าตัด นอกจากนี้ควรถามว่าหากไม่ผ่าตัดตอนนี้ยังมีทางเลือกใด และต้องวางแผนดูแลอุปกรณ์ระยะยาวอย่างไร
: https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/21088-deep-brain-stimulation: https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html: https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation: https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/deep-brain-stimulation/about/pac-20384562

## ข้อมูลอ้างอิง

1. [Cleveland Clinic: Deep Brain Stimulation (DBS): What It Is, Purpose & Procedure](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/21088-deep-brain-stimulation) — เกี่ยวกับ Deep brain stimulation — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
2. [Stanford Health Care: Deep Brain Stimulation](https://stanfordhealthcare.org/medical-treatments/d/deep-brain-stimulation.html) — เกี่ยวกับ Deep brain stimulation — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
3. [Penn Medicine: Deep Brain Stimulation (DBS)](https://www.pennmedicine.org/treatments/deep-brain-stimulation) — เกี่ยวกับ Deep-brain stimulation — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
4. [Mayo Clinic: Deep brain stimulation](https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/deep-brain-stimulation/about/pac-20384562) — เกี่ยวกับ Deep-brain stimulation — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)

> ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

> หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
