# ผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์

**ผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ (Adenoidectomy) คือการนำต่อมอะดีนอยด์ที่โต อักเสบ หรือก่อปัญหาออกทางปาก เพื่อช่วยลดการอุดกั้นทางเดินหายใจ การนอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือปัญหาหูชั้นกลางบางชนิด การผ่าตัดพบมากในเด็ก ใช้ยาสลบ และโดยทั่วไปไม่มีแผลภายนอก แต่ไม่ใช่เด็กที่นอนกรนหรือคัดจมูกทุกคนจะต้องผ่าตัด**

## ประเด็นสำคัญ

- ต่อมอะดีนอยด์อยู่ด้านหลังโพรงจมูก มองไม่เห็นเมื่ออ้าปากตามปกติ หากโตมากอาจทำให้หายใจทางจมูกลำบาก อ้าปากหายใจ นอนกรน หลับไม่สนิท หรือมีปัญหาหูชั้นกลาง
- การผ่าตัดมักทำผ่านทางปากภายใต้ยาสลบ ไม่มีแผลที่ผิวหนัง และเด็กจำนวนมากกลับบ้านได้ในวันเดียวเมื่อหายใจ ดื่มน้ำ และฟื้นจากยาสลบได้ดี ทั้งนี้ขึ้นกับโรคร่วมและการผ่าตัดอื่นที่ทำพร้อมกัน
- การเฝ้าดูอาการ รักษาภูมิแพ้ หรือรักษาการติดเชื้ออาจเหมาะกว่าการผ่าตัดในบางราย แพทย์หู คอ จมูกจะพิจารณาจากความรุนแรง ระยะเวลาของอาการ ผลต่อการนอน การได้ยิน และการใช้ชีวิตของเด็ก

## ผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ คืออะไร

ต่อมอะดีนอยด์เป็นกลุ่มเนื้อเยื่อของระบบภูมิคุ้มกัน อยู่ด้านหลังโพรงจมูกบริเวณที่จมูกเชื่อมต่อกับลำคอ ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางจมูกและปากในช่วงวัยเด็ก ต่อมนี้อาจโตขึ้นจากลักษณะตามธรรมชาติของเด็ก การติดเชื้อ หรือการอักเสบจากภูมิแพ้ได้

เมื่อต่อมอะดีนอยด์โต อากาศผ่านจมูกได้แคบลง เด็กจึงอาจคัดจมูกเรื้อรัง หายใจทางปาก นอนกรน หลับกระสับกระส่าย หรือมีช่วงหยุดหายใจขณะหลับ ในเวลากลางวันอาจดูง่วง หงุดหงิด สมาธิลดลง หรือมีปัญหาพฤติกรรมจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพได้ อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าต่อมอะดีนอยด์เป็นสาเหตุเสมอไป เพราะ[ทอนซิล](/hdcare/tonsillectomy/)โต ภูมิแพ้ โครงสร้างจมูก และโรคอื่นก็ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้

ต่อมอะดีนอยด์อยู่ใกล้ทางเปิดของท่อยูสเตเชียน ซึ่งเชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับคอ หากเนื้อเยื่อบริเวณนี้อุดกั้นหรือมีการอักเสบเรื้อรัง เด็กอาจมีน้ำค้างในหูชั้นกลาง หูอื้อ ได้ยินลดลง หรือหูชั้นกลางอักเสบซ้ำ การเอาต่อมอะดีนอยด์ออกจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาปัญหาหูในเด็กบางราย และอาจทำพร้อมกับการใส่ท่อระบายอากาศที่แก้วหูได้[^1][^2]

ศัลยแพทย์นำต่อมออกผ่านทางปาก โดยไม่ต้องกรีดผิวหนังบริเวณใบหน้าหรือลำคอ อาจใช้เครื่องมือผ่าตัดทั่วไป ความร้อน หรือพลังงานคลื่นความถี่วิทยุในการนำเนื้อเยื่อออกและห้ามเลือด วิธีที่ใช้ขึ้นกับลักษณะเนื้อเยื่อ อุปกรณ์ของสถานพยาบาล และดุลยพินิจของศัลยแพทย์[^2]

การนำต่อมอะดีนอยด์ออกไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะสูญเสียภูมิคุ้มกันทั้งหมด ร่างกายยังมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองและกลไกภูมิคุ้มกันที่ตำแหน่งอื่นอีกหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดควรมีข้อบ่งชี้ชัดเจน ไม่ควรทำเพียงเพราะตรวจพบว่าต่อมมีขนาดใหญ่โดยไม่มีอาการหรือผลกระทบที่สำคัญ

## ใครควรทำ / ใครไม่ควรทำ

แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเมื่ออาการมีความรุนแรง เป็นต่อเนื่อง หรือไม่ดีขึ้นด้วยแนวทางที่ไม่ผ่าตัด การตัดสินใจไม่ได้ดูเฉพาะขนาดต่อม แต่ดูว่าอาการกระทบการหายใจ การนอน การได้ยิน การเรียน หรือการเจริญเติบโตมากเพียงใด

### ผู้ที่อาจเหมาะกับการผ่าตัด

| อาการหรือภาวะ | เหตุผลที่อาจพิจารณาผ่าตัด |
|---|---|
| จมูกอุดตันเรื้อรังและหายใจทางปาก | ต่อมอาจอุดกั้นทางเดินหายใจหลังโพรงจมูก |
| นอนกรนมาก หลับไม่สนิท หรือมีช่วงหยุดหายใจ | อาจเป็นส่วนหนึ่งของภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ |
| น้ำค้างในหูชั้นกลางหรือหูอักเสบซ้ำ | ต่อมอาจรบกวนการระบายอากาศของหูชั้นกลาง |
| ไซนัสหรือบริเวณต่อมอะดีนอยด์อักเสบเรื้อรัง | อาจพิจารณาเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเหมาะสมแล้วไม่ดีขึ้น |
| การอุดกั้นกระทบการเจริญเติบโตหรือการทำงานตอนกลางวัน | การนอนและการหายใจที่ผิดปกติอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม |
| โครงสร้างใบหน้าหรือการสบฟันเปลี่ยนจากการหายใจทางปากเรื้อรัง | ต้องประเมินร่วมกับทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง |

ข้อบ่งชี้ที่ใช้ในแนวทางวิชาชีพครอบคลุมการอุดกั้นจมูกที่รบกวนการนอน การอักเสบซ้ำ ปัญหาหูชั้นกลาง และผลต่อการเจริญเติบโตของใบหน้าหรือระบบหัวใจและปอดในรายที่รุนแรง การประเมินอาจรวมถึงการตรวจโพรงจมูก การส่องกล้อง หรือการตรวจการนอนหลับตามความจำเป็น[^3]

### ผู้ที่อาจยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

เด็กที่มีอาการเล็กน้อย เป็นเฉพาะช่วงหวัด หรือยังไม่เคยได้รับการรักษาภูมิแพ้อย่างเหมาะสม อาจเริ่มจากการเฝ้าดูอาการและการรักษาสาเหตุก่อน ต่อมอะดีนอยด์มักเล็กลงเมื่อเด็กโตขึ้น อาการบางรายจึงดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด[^2]

การนอนกรนเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัด แพทย์ต้องแยกว่าเกิดจากต่อมอะดีนอยด์ ทอนซิล ภูมิแพ้ น้ำหนักตัว โครงสร้างใบหน้า หรือหลายปัจจัยร่วมกัน หากสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจต้องตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคร่วมและมีความเสี่ยงด้านการหายใจ

การผ่าตัดอาจต้องเลื่อนหากเด็กกำลังมีไข้ เป็นหวัด ไอมาก หายใจมีเสียงผิดปกติ หรือมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างการให้ยาสลบ ผู้ปกครองควรแจ้งโรงพยาบาลก่อนวันผ่าตัด ไม่ควรพาเด็กเข้ารับการผ่าตัดโดยปกปิดอาการ

ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย ความผิดปกติของเพดานปาก โรคหัวใจ โรคปอด โรคทางระบบประสาท หรือเคยมีปัญหาจากยาสลบ ไม่ได้หมายความว่าจะผ่าตัดไม่ได้เสมอไป แต่ต้องได้รับการประเมินเฉพาะราย อาจต้องวางแผนดูแลหลังผ่าตัดในโรงพยาบาลนานขึ้น

## เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ก่อนผ่าตัด แพทย์จะทบทวนว่าอาการเกิดจากต่อมอะดีนอยด์จริงหรือไม่ การตรวจอาจประกอบด้วยการซักประวัติการนอน การหายใจ การติดเชื้อ และการได้ยิน รวมถึงตรวจจมูก คอ ทอนซิล เพดานปาก ฟัน และต่อมน้ำเหลือง

ในบางราย แพทย์อาจใช้กล้องขนาดเล็กตรวจภายในจมูกเพื่อดูบริเวณด้านหลังโพรงจมูก หรือส่งตรวจการได้ยินและการทำงานของหูชั้นกลาง หากมีปัญหาหู การเอกซเรย์หรือการตรวจการนอนหลับไม่ได้จำเป็นกับทุกคน แต่ใช้เมื่อประวัติและการตรวจร่างกายยังไม่เพียงพอ หรือมีความเสี่ยงด้านการหายใจ[^3]

### แจ้งข้อมูลเหล่านี้แก่ทีมรักษา

- โรคประจำตัวทั้งหมด รวมถึงโรคหัวใจ ปอด หอบหืด ภูมิแพ้ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- ประวัติเลือดออกง่าย เลือดกำเดาไหลผิดปกติ ช้ำง่าย หรือสมาชิกครอบครัวมีโรคเลือด
- ประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ยาง หรือเคยมีปัญหาระหว่างการให้ยาสลบ
- ยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยาแก้ปวด สมุนไพร วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ฟันโยก ฟันครอบ อุปกรณ์จัดฟัน หรือปัญหาฟันอื่น เพราะเครื่องมือผ่าตัดอยู่ในช่องปาก
- อาการหวัด ไข้ ไอ น้ำมูกมาก หรือหายใจผิดปกติที่เกิดขึ้นก่อนวันผ่าตัด

ยาบางชนิดอาจต้องหยุดหรือปรับก่อนผ่าตัด โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยาเบาหวาน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ผู้ปกครองไม่ควรหยุดยาเอง ศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะกำหนดเวลาให้ตามชนิดยา เหตุผลที่ใช้ยา และความเสี่ยงของเด็กแต่ละคน

เด็กต้องงดอาหารและเครื่องดื่มตามเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด เพราะขณะยาสลบ อาหารหรือของเหลวในกระเพาะอาจไหลย้อนเข้าสู่ปอดได้ ช่วงเวลางดอาจแตกต่างกันระหว่างอาหารแข็ง นม และของเหลวใส จึงควรยึดคำแนะนำจากสถานพยาบาล ไม่ใช้เวลาเดียวกันกับเด็กคนอื่น หากเด็กเผลอกินหรือดื่ม ให้แจ้งทีมรักษาตามจริงเพื่อประเมินว่าจะต้องเลื่อนผ่าตัดหรือไม่[^1][^2]

### ของที่ควรนำไปโรงพยาบาล

- บัตรประจำตัวและเอกสารสิทธิการรักษา
- ใบนัด ผลตรวจ และเอกสารส่งตัว หากมี
- รายชื่อยาหรือยาที่ใช้อยู่ในบรรจุภัณฑ์เดิม
- ข้อมูลการแพ้ยาและประวัติการรักษาที่สำคัญ
- เสื้อผ้าที่สวมง่าย ของใช้ส่วนตัว และสิ่งที่ช่วยให้เด็กรู้สึกคุ้นเคย
- ผู้ใหญ่ที่สามารถดูแลเด็กระหว่างเดินทางกลับและคืนแรกหลังผ่าตัด

ควรอธิบายกับเด็กด้วยภาษาที่เหมาะกับวัยว่าเด็กจะหลับระหว่างทำ ไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด และผู้ปกครองจะรออยู่ใกล้ๆ หลีกเลี่ยงการรับรองว่า “จะไม่เจ็บเลย” เพราะหลังผ่าตัดอาจเจ็บคอหรือระคายคอ การบอกตามจริงอย่างสงบมักช่วยลดความกลัวได้ดีกว่า

## ขั้นตอนการผ่าตัด

ขั้นตอนจริงอาจต่างกันตามสถานพยาบาลและการผ่าตัดร่วม แต่โดยทั่วไปเป็นดังนี้

1. **ยืนยันตัวตนและแผนการรักษา**  
   ทีมรักษาจะทบทวนประวัติการแพ้ยา การงดอาหาร ยาที่ใช้ โรคประจำตัว และหัตถการที่จะทำ หากมีการตัดทอนซิลหรือใส่ท่อระบายอากาศที่แก้วหูร่วมด้วย จะมีการยืนยันก่อนเข้าห้องผ่าตัด

2. **ให้ยาสลบ**  
   วิสัญญีแพทย์หรือทีมวิสัญญีทำให้เด็กหลับตลอดการผ่าตัด เด็กจะไม่รับรู้หรือรู้สึกเจ็บระหว่างทำ มีการติดตามการหายใจ ชีพจร ความดัน และระดับออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง

3. **เปิดช่องปากและเข้าถึงต่อม**  
   ศัลยแพทย์ใช้อุปกรณ์ช่วยเปิดปากอย่างระมัดระวัง ต่อมอยู่ด้านหลังโพรงจมูก จึงนำออกผ่านทางปากได้โดยไม่ต้องมีแผลภายนอก

4. **นำเนื้อเยื่อต่อมอะดีนอยด์ออก**  
   ศัลยแพทย์อาจใช้เครื่องมือตัด เครื่องมือที่ให้ความร้อน หรือพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ วิธีต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อนำเนื้อเยื่อที่ก่อปัญหาออกและควบคุมเลือดออก[^1][^2]

5. **ตรวจและห้ามเลือด**  
   บริเวณผ่าตัดจะได้รับการตรวจว่ามีเลือดออกหรือไม่ อาจใช้ความร้อน วัสดุช่วยห้ามเลือด หรือวิธีอื่นตามความเหมาะสม โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีแผลเย็บที่มองเห็นจากภายนอก

6. **ทำหัตถการร่วม หากวางแผนไว้**  
   เด็กบางรายได้รับการตัดทอนซิลพร้อมกัน หากทั้งสองส่วนทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้น ส่วนเด็กที่มีน้ำค้างในหูชั้นกลางอาจได้รับการใส่ท่อระบายอากาศที่แก้วหู การทำร่วมกันส่งผลต่อความเจ็บปวด ระยะพักฟื้น และการสังเกตอาการหลังผ่าตัด

7. **พักฟื้นจากยาสลบ**  
   หลังผ่าตัด เด็กจะถูกย้ายไปห้องพักฟื้น ทีมรักษาติดตามการหายใจ เลือดออก อาการปวด คลื่นไส้ และความสามารถในการดื่ม เมื่อรู้สึกตัวดี หายใจได้เหมาะสม และไม่มีภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม จึงพิจารณาให้กลับบ้านหรือรับไว้ดูอาการ

## ใช้เวลานานแค่ไหน

ตัวการนำต่อมอะดีนอยด์ออกมักเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาไม่นาน แหล่งข้อมูลอ้างอิงระหว่างประเทศอธิบายว่ามักใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เวลาจริงอาจสั้นหรือยาวกว่านั้นตามขนาดและตำแหน่งของเนื้อเยื่อ วิธีห้ามเลือด และการทำหัตถการอื่นร่วมด้วย[^1][^2]

เวลาที่ครอบครัวอยู่ในโรงพยาบาลจะนานกว่าเวลาผ่าตัด เพราะรวมขั้นตอนลงทะเบียน ประเมินก่อนผ่าตัด ให้ยาสลบ และเฝ้าดูในห้องพักฟื้น จึงไม่ควรวางแผนจากเวลาผ่าตัดเพียงอย่างเดียว

การผ่าตัดใช้ยาสลบ เด็กจะหลับตลอดการทำ ส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านในวันเดียวหลังฟื้นตัวดีและดื่มน้ำได้ แต่เด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง โรคหัวใจหรือปอด อายุยังน้อย มีเลือดออก ดื่มไม่ได้ หรือผ่าตัดทอนซิลร่วมด้วย อาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ[^1][^2]

เกณฑ์รับไว้ดูแลและระยะเฝ้าระวังในประเทศไทยอาจต่างกันตามสถานพยาบาล วิสัญญีแพทย์จะประเมินร่วมกับศัลยแพทย์จากสุขภาพของเด็กและเหตุการณ์ระหว่างผ่าตัด

## พักฟื้นนานแค่ไหน

เด็กจำนวนมากฟื้นจากการนำต่อมอะดีนอยด์ออกเพียงอย่างเดียวภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ แต่ระยะจริงขึ้นกับอายุ สุขภาพเดิม วิธีผ่าตัด และมีการตัดทอนซิลร่วมด้วยหรือไม่ แหล่งอ้างอิงระหว่างประเทศระบุว่าการฟื้นตัวมักอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์[^2] หากทำร่วมกับการตัดทอนซิล อาการเจ็บและการพักฟื้นมักนานกว่า

| ช่วงเวลาโดยประมาณ | สิ่งที่อาจพบ | การใช้ชีวิต |
|---|---|---|
| วันผ่าตัดถึงวันแรกๆ | ง่วง คลื่นไส้ เจ็บคอ คัดจมูก เสียงเปลี่ยนชั่วคราว | พักและมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด |
| หลายวันแรก | เจ็บคอหรือปวดร้าวไปหู มีกลิ่นปาก น้ำมูก หรือรับประทานได้น้อยลง | เน้นดื่มน้ำและใช้ยาตามแผนของแพทย์ |
| ประมาณสัปดาห์แรก | อาการส่วนใหญ่ค่อยๆ ลดลง แต่ยังเหนื่อยง่ายได้ | งดกิจกรรมหนักและกลับไปเรียนเมื่อกิน ดื่ม และใช้ชีวิตได้ใกล้ปกติ |
| ประมาณ 1–2 สัปดาห์ | เด็กจำนวนมากกลับสู่กิจวัตรได้ | กำหนดจริงขึ้นกับแผล อาการ และหัตถการร่วม |

อาการเจ็บคอ ปวดหูเล็กน้อย กลิ่นปาก คัดจมูก หรือเสียงพูดเหมือนขึ้นจมูกอาจเกิดชั่วคราวได้ เสียงมักค่อยๆ กลับใกล้เดิมเมื่ออาการบวมลดลง อย่างไรก็ตาม หากเสียงเปลี่ยนต่อเนื่องหรือมีปัญหากลืน ควรแจ้งศัลยแพทย์[^2][^3]

ควรส่งเสริมให้เด็กดื่มของเหลวตามที่ทีมรักษาอนุญาต การดื่มไม่พออาจทำให้ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลีย และต้องกลับไปให้น้ำทางหลอดเลือด อาหารที่รับประทานได้ขึ้นกับคำแนะนำหลังผ่าตัดและความสบายของเด็ก ไม่ควรบังคับอาหารจนเด็กสำลักหรืออาเจียน

ให้ยาแก้ปวดตามรายการและเวลาที่แพทย์กำหนด ห้ามให้ยาที่ไม่ได้อยู่ในแผน โดยเฉพาะยาที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก เด็กไม่ควรได้รับยาจากผู้ใหญ่หรือยาของพี่น้อง แม้อาการดูคล้ายกัน

การกลับไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงควรรอจนเด็กไม่มีไข้ ดื่มและรับประทานได้ อาการปวดควบคุมได้ และไม่ต้องใช้ยาที่ทำให้ง่วง กำหนดของโรงพยาบาลอาจต่างกัน ส่วนกีฬา วิ่ง กระโดด ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่เสี่ยงกระแทกควรรอการอนุญาตจากศัลยแพทย์

## ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดนี้ทำกันบ่อย แต่ยังมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการผ่าตัดและการใช้ยาสลบ ไม่สามารถรับรองได้ว่าจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน หรืออาการเดิมจะหายทั้งหมด

### เลือดออก

เลือดออกอาจเกิดทันทีหลังผ่าตัดหรือระหว่างพักฟื้น แม้พบไม่บ่อย แต่ต้องประเมินโดยเร็ว เลือดอาจออกจากจมูกหรือปาก หรือเห็นในอาเจียน หากมีเลือดสด ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน[^2][^3]

### การติดเชื้อ

แผลผ่าตัดอาจติดเชื้อได้ เด็กอาจมีไข้ ปวดมากขึ้น มีกลิ่นผิดปกติ หรืออาการโดยรวมแย่ลง กลิ่นปากเพียงอย่างเดียวในช่วงแรกอาจเกิดจากการสมานของแผล แต่หากร่วมกับไข้สูง ซึม หรือดื่มไม่ได้ควรได้รับการประเมิน

### บวมและหายใจลำบาก

เนื้อเยื่อในคออาจบวมหลังผ่าตัดและทำให้หายใจลำบาก ความเสี่ยงสำคัญเป็นพิเศษในเด็กที่มีทางเดินหายใจแคบ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคร่วมด้านหัวใจและปอด เด็กกลุ่มนี้อาจต้องเฝ้าระวังในโรงพยาบาล[^2][^3]

### ภาวะกระดูกคอส่วนบนเคลื่อนจากการอักเสบ

ภาวะกระดูกคอส่วนบนเคลื่อนจากการอักเสบ (Grisel syndrome) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมากหลังผ่าตัดบริเวณคอหอย แต่อาจทำให้เกิดความเสียหายทางระบบประสาทได้หากไม่ได้รับการประเมิน เด็กอาจมีคอเอียง คอแข็ง ขยับคอลำบาก หรือปวดคอรุนแรงขึ้น

### ภาวะขาดน้ำ

อาการเจ็บคอ คลื่นไส้ หรือกลัวการกลืนทำให้เด็กดื่มน้อยลง สังเกตได้จากปากแห้ง ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึม และอ่อนแรง หากดื่มไม่ได้ต่อเนื่องอาจต้องได้รับน้ำทางหลอดเลือด[^3]

### เสียงเปลี่ยนและปัญหาการกลืน

เสียงพูดอาจฟังเหมือนขึ้นจมูกชั่วคราว เพราะพื้นที่หลังจมูกเปลี่ยนไปและมีอาการบวม ส่วนใหญ่ค่อยๆ ดีขึ้น แต่เด็กที่มีความผิดปกติของเพดานปากอาจเสี่ยงต่อเสียงเปลี่ยนนานกว่าปกติ จึงต้องตรวจเพดานปากก่อนผ่าตัด[^2][^3]

### บาดเจ็บต่อฟันหรือช่องปาก

อุปกรณ์เปิดปากอาจทำให้ริมฝีปาก ลิ้น เหงือก หรือฟันบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะเมื่อมีฟันโยก ฟันครอบ หรืออุปกรณ์ทันตกรรม ผู้ปกครองควรแจ้งทีมรักษาล่วงหน้า[^2]

### ผลจากยาสลบ

อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ง่วง เวียนศีรษะ หรือระคายคอ ปฏิกิริยารุนแรงต่อยาสลบพบได้น้อย แต่ความเสี่ยงแตกต่างกันตามโรคประจำตัวและประวัติของเด็ก วิสัญญีแพทย์จะประเมินก่อนผ่าตัด

### อาการเดิมยังคงอยู่หรือต่อมโตกลับ

การนอนกรน การติดเชื้อ หรือปัญหาหูอาจยังคงอยู่ หากมีสาเหตุอื่นร่วม เช่น ทอนซิลโต ภูมิแพ้ โรคอ้วน หรือโครงสร้างทางเดินหายใจ เนื้อเยื่อต่อมอะดีนอยด์อาจโตกลับได้ แม้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่พบทั่วไป[^1][^2]

## สัญญาณที่ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที

<!-- hdcare:emergency -->
> **อาการฉุกเฉิน โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที** ไม่ต้องรอติดต่อทีมผ่าตัดก่อน หากมีอาการเหล่านี้ หายใจลำบากหรือหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก หมดสติหรือซึมมากจนปลุกไม่ตื่น ชัก เลือดออกมากไม่หยุด ใบหน้า ปาก หรือคอบวมจนกลืนหรือหายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดขึ้นทันที
>
> อาการอื่นด้านล่าง ให้ทำตามที่ระบุไว้ในแต่ละข้อ ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าฉุกเฉิน ให้ติดต่อทีมผ่าตัดหรือโรงพยาบาลที่รักษาทันทีที่พบ หากติดต่อไม่ได้ ไม่แน่ใจ หรืออาการแย่ลง ให้ไปห้องฉุกเฉิน

หลังผ่าตัด ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วนหากพบอาการต่อไปนี้

- มีเลือดสดออกจากปากหรือจมูก
- อาเจียนเป็นเลือดสด หรืออาเจียนมีสีดำหรือน้ำตาลผิดปกติ
- หายใจลำบาก หอบ มีเสียงหายใจผิดปกติ หน้าอกบุ๋ม หรือริมฝีปากเขียว
- ปลุกไม่ตื่น ซึมลงมาก สับสน หรือมีอาการผิดปกติหลังได้รับยา
- กลืนไม่ได้ น้ำลายไหลมาก หรือมีอาการบวมในคอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- หากเด็กคอเอียงผิดปกติ คอแข็ง ขยับคอลำบาก หรือปวดคอรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับแขนขาอ่อนแรง ชา หรือเดินผิดปกติ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรฝืนดัดหรือนวดคอ

อาการเลือดออกหลังการผ่าตัดต้องได้รับการประเมินทันที ไม่ควรให้เด็กกินหรือดื่มระหว่างเดินทางหากทีมฉุกเฉินไม่ได้แนะนำ เพราะอาจจำเป็นต้องทำหัตถการเพื่อห้ามเลือด[^2][^3]

ควรติดต่อโรงพยาบาลหรือกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว หากเด็กปวดมากขึ้นแม้ใช้ยาตามแผน มีไข้ต่อเนื่อง ดื่มไม่ได้ อาเจียนซ้ำ ปัสสาวะน้อยลงมาก หรืออาการโดยรวมแย่ลง โรงพยาบาลแต่ละแห่งอาจกำหนดเกณฑ์ไข้และช่องทางติดต่อแตกต่างกัน ให้ยึดเอกสารหลังผ่าตัดที่ได้รับ

## ทางเลือกอื่น

การผ่าตัดไม่ใช่คำตอบแรกสำหรับทุกคน ทางเลือกขึ้นกับสาเหตุ ความรุนแรง และผลกระทบต่อการนอนหรือการได้ยิน

### เฝ้าดูอาการ

หากอาการไม่รุนแรง เด็กยังนอน กิน เติบโต และเรียนได้ตามปกติ แพทย์อาจติดตามอาการก่อน เนื่องจากต่อมอะดีนอยด์มักเล็กลงเมื่ออายุมากขึ้น วิธีนี้ต้องมีการติดตาม ไม่ใช่ปล่อยอาการโดยไม่ประเมิน[^2]

### รักษาภูมิแพ้และการอักเสบในจมูก

หากภูมิแพ้เป็นปัจจัยสำคัญ การลดสิ่งกระตุ้นและใช้ยาตามแพทย์สั่งอาจช่วยให้อาการคัดจมูกดีขึ้น แนวทางวิชาชีพแนะนำให้รักษาอาการภูมิแพ้อย่างเหมาะสมก่อนพิจารณาผ่าตัดในภาวะที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ[^3]

### รักษาการติดเชื้อ

เด็กที่มีการติดเชื้อเฉียบพลันหรือการอักเสบจากแบคทีเรียอาจได้รับการรักษาตามการวินิจฉัย การผ่าตัดมักพิจารณาเมื่ออาการเป็นเรื้อรัง เกิดซ้ำ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเองหรือใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน

### รักษาปัญหาหูโดยตรง

กรณีมีน้ำในหูชั้นกลาง แพทย์อาจเฝ้าติดตามการได้ยินหรือพิจารณาใส่ท่อระบายอากาศที่แก้วหู การเอาต่อมอะดีนอยด์ออกอาจทำร่วมกันในเด็กบางกลุ่ม แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน

### การผ่าตัดร่วมกับทอนซิล

หากทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โตและอุดกั้นทางเดินหายใจทั้งคู่ ศัลยแพทย์อาจเสนอให้นำออกพร้อมกัน การผ่าตัดร่วมมักมีอาการเจ็บและการพักฟื้นต่างจากการนำต่อมอะดีนอยด์ออกอย่างเดียว จึงควรถามให้ชัดว่าแผนของเด็กครอบคลุมส่วนใดบ้าง

การเลือกทางเลือกที่เหมาะสมควรอาศัยอาการจริง ผลตรวจ และความเสี่ยงเฉพาะราย ไม่ควรตัดสินใจจากภาพเอกซเรย์หรือขนาดต่อมเพียงอย่างเดียว

## สิทธิการรักษา

การใช้สิทธิขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สถานพยาบาลตามสิทธิ ระบบส่งต่อ และเอกสารที่จำเป็น ควรตรวจสอบก่อนกำหนดวันผ่าตัด เพราะการประเมินก่อนผ่าตัด การตรวจการได้ยิน การใส่ท่อระบายอากาศ หรือการตัดทอนซิลร่วม อาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างกัน

### สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ผู้มีสิทธิควรเริ่มติดต่อหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หากต้องพบแพทย์เฉพาะทางหรือผ่าตัด อาจต้องมีใบส่งตัวไปยังสถานพยาบาลที่มีศัลยแพทย์หู คอ จมูกและบริการวิสัญญีเด็ก ถามให้ชัดว่าใบส่งตัวครอบคลุมการตรวจและการผ่าตัดใดบ้าง และต้องต่ออายุเอกสารหรือไม่

### สิทธิประกันสังคม

ติดต่อโรงพยาบาลตามสิทธิและแจ้งอาการเพื่อรับการตรวจ หากต้องส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่น ควรสอบถามขั้นตอนและเอกสารก่อนนัดผ่าตัด การเข้ารักษานอกโรงพยาบาลตามสิทธิโดยไม่มีการส่งต่ออาจมีเงื่อนไขต่างจากการรักษาตามระบบ

### สิทธิสวัสดิการข้าราชการ

ตรวจสอบกับสถานพยาบาลต้นสังกัดหรือหน่วยงานสิทธิว่าต้องใช้หนังสือส่งตัวหรือการอนุมัติล่วงหน้าหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผ่าตัดต่างสถานพยาบาลหรือมีหัตถการหลายอย่างพร้อมกัน

### ประกันสุขภาพเอกชน

สอบถามบริษัทประกันก่อนเข้ารับการรักษาว่ากรมธรรม์คุ้มครองการผ่าตัดแบบกลับบ้านวันเดียว การนอนโรงพยาบาล การตรวจวินิจฉัย และหัตถการร่วมอย่างไร ประเด็นที่ควรถาม ได้แก่

- ต้องขออนุมัติก่อนผ่าตัดหรือไม่
- ต้องมีระยะเวลารอคอยหรือเงื่อนไขโรคที่เป็นมาก่อนหรือไม่
- ต้องใช้รายงานแพทย์ ผลตรวจ หรือเอกสารใด
- การนำต่อมอะดีนอยด์ออก การตัดทอนซิล และการใส่ท่อที่แก้วหูถูกพิจารณาแยกกันหรือไม่
- หากต้องนอนโรงพยาบาลต่อจากแผนเดิม ต้องแจ้งบริษัทประกันอย่างไร

การที่แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดไม่ได้หมายความว่าสิทธิทุกระบบจะอนุมัติโดยอัตโนมัติ ควรขอชื่อหัตถการและแผนการรักษาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้ตรวจสอบสิทธิ

### จ่ายเอง ส่วนร่วมจ่าย หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน

หากต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด หรือจ่ายบางส่วน เช่น ส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือส่วนที่เกินวงเงินประกัน ควรขอใบประเมินค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลก่อนตัดสินใจ และถามให้ชัดว่ารวมค่าแพทย์ ค่าห้อง ค่าอุปกรณ์ และการตรวจติดตามหลังผ่าตัดหรือไม่ ทางเลือกหนึ่งสำหรับการชำระคือการผ่อน เช่น บริการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตนานสูงสุด 10 เดือนของ HDcare

## คำถามที่พบบ่อย

### ผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์เจ็บไหม

ระหว่างผ่าตัดเด็กไม่รู้สึกเจ็บเพราะได้รับยาสลบ แต่หลังผ่าตัดอาจเจ็บคอ ระคายคอ หรือปวดร้าวไปหูได้ อาการมักค่อยๆ ลดลงระหว่างพักฟื้น และควรใช้ยาแก้ปวดตามแผนของแพทย์เท่านั้น

### ผ่าตัดแล้วกลับบ้านวันเดียวได้ไหม

เด็กจำนวนมากกลับบ้านได้ในวันเดียวเมื่อฟื้นจากยาสลบ หายใจได้ดี ดื่มน้ำได้ และไม่มีเลือดออก แต่เด็กที่มีโรคร่วม ภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง หรือได้รับการผ่าตัดอื่นร่วม อาจต้องนอนโรงพยาบาล[^1][^2]

### มีแผลที่คอหรือใบหน้าหรือไม่

โดยทั่วไปไม่มีแผลที่ผิวหนัง เพราะศัลยแพทย์นำต่อมออกผ่านทางปาก บริเวณผ่าตัดอยู่ด้านหลังโพรงจมูก จึงมองไม่เห็นจากภายนอก[^1][^2]

### ผ่าตัดแล้วภูมิคุ้มกันจะลดลงไหม

โดยทั่วไปการนำต่อมอะดีนอยด์ออกไม่ได้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมอ่อนแอลง ร่างกายยังมีเนื้อเยื่อและอวัยวะภูมิคุ้มกันส่วนอื่นทำงานอยู่[^1] อย่างไรก็ตาม ควรผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้ ไม่ใช่นำออกเพื่อป้องกันปัญหาในเด็กที่ไม่มีอาการ

### นอนกรนต้องผ่าตัดทุกคนไหม

ไม่ต้องผ่าตัดทุกคน เพราะการนอนกรนอาจเกิดจากหวัด ภูมิแพ้ ทอนซิลโต น้ำหนักตัว หรือโครงสร้างทางเดินหายใจ แพทย์จะประเมินว่ามีการอุดกั้นหรือหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และอาการกระทบสุขภาพมากเพียงใด

### ต้องตัดทอนซิลพร้อมกันหรือไม่

ไม่จำเป็นในทุกกรณี หากทอนซิลโตและมีส่วนอุดกั้นทางเดินหายใจ แพทย์อาจแนะนำให้ทำพร้อมกัน แต่ถ้าปัญหาหลักอยู่ที่ต่อมอะดีนอยด์หรือหูชั้นกลาง อาจนำเฉพาะต่อมอะดีนอยด์ออก การพักฟื้นจะแตกต่างกัน จึงควรถามว่าแผนผ่าตัดรวมส่วนใดบ้าง

### หลังผ่าตัดเสียงจะเปลี่ยนถาวรไหม

เสียงอาจฟังเหมือนขึ้นจมูกในช่วงแรกและมักค่อยๆ ดีขึ้นเมื่ออาการบวมลดลง การเปลี่ยนเสียงต่อเนื่องพบได้แต่ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยเฉพาะเด็กที่มีความผิดปกติของเพดานปากควรได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนผ่าตัด[^2][^3]

### ต่อมอะดีนอยด์โตกลับได้ไหม

เนื้อเยื่ออาจโตกลับได้ แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่พบทั่วไป หากอาการกลับมา แพทย์ต้องตรวจหาว่าเกิดจากเนื้อเยื่อที่โตขึ้น ภูมิแพ้ ทอนซิล หรือสาเหตุอื่นก่อนพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม[^1][^2]

### ควรหยุดเรียนกี่วัน

เด็กจำนวนมากต้องพักประมาณหนึ่งสัปดาห์ และอาจใช้เวลาราว 1–2 สัปดาห์กว่าจะกลับสู่กิจวัตรเต็มที่ ทั้งนี้ขึ้นกับอาการและมีการตัดทอนซิลร่วมด้วยหรือไม่ เด็กควรกลับไปเรียนเมื่อไม่มีไข้ ดื่มและกินได้ และอาการปวดควบคุมได้[^2]

### หลังผ่าตัดมีเลือดออกเล็กน้อย รอดูได้ไหม

ไม่ควรรอดูหากเห็นเลือดสดจากปากหรือจมูก หรือมีเลือดในอาเจียน เพราะเลือดออกหลังผ่าตัดต้องได้รับการประเมินทันที ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือติดต่อทีมรักษาตามช่องทางที่ได้รับ[^2][^3]

### เด็กเป็นหวัดก่อนผ่าตัดควรทำอย่างไร

แจ้งโรงพยาบาลก่อนวันผ่าตัด แม้อาการดูไม่มาก เพราะการติดเชื้อทางเดินหายใจอาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างยาสลบ ทีมรักษาจะตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือเลื่อนตามอาการและสุขภาพของเด็ก[^1]

### ผู้ใหญ่ผ่าตัดได้ไหม

ผู้ใหญ่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ แต่พบได้น้อยกว่าเด็ก เนื่องจากต่อมอะดีนอยด์มักเล็กลงเมื่อโตขึ้น ในผู้ใหญ่ เนื้อเยื่อที่ดูคล้ายต่อมอะดีนอยด์โตต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์หู คอ จมูก เพื่อแยกเนื้องอกหรือมะเร็งหลังโพรงจมูก และอาจต้องส่องกล้อง ตรวจภาพถ่าย หรือเก็บชิ้นเนื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีจมูกอุดตันหรือเลือดกำเดาข้างเดียว หูอื้อหรือน้ำในหูข้างเดียว หรือมีก้อนที่คอ ก่อนวางแผนรักษาหรือผ่าตัด[^1][^2]

### ก่อนตัดสินใจควรถามศัลยแพทย์อะไรบ้าง

ควรถามว่าสาเหตุของอาการคืออะไร มีทางเลือกที่ไม่ผ่าตัดหรือไม่ จะนำเฉพาะต่อมอะดีนอยด์ออกหรือทำหัตถการอื่นร่วม และเด็กต้องพักฟื้นนานเพียงใด นอกจากนี้ควรถามเรื่องความเสี่ยงเฉพาะจากโรคประจำตัว เกณฑ์กลับบ้าน และช่องทางติดต่อหากมีเลือดออกหรือหายใจผิดปกติ

[^1]: Cleveland Clinic, “Adenoidectomy (Adenoid Removal): Surgery & Recovery.”
[^2]: NHS, “Adenoidectomy,” ทบทวนปี 2023.
[^3]: American Academy of Otolaryngology–Head and Neck Surgery, “Clinical Indicators: Adenoidectomy.”

## ข้อมูลอ้างอิง

1. [Cleveland Clinic: Adenoidectomy (Adenoid Removal): Surgery & Recovery](https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/15447-adenoidectomy-adenoid-removal) — เกี่ยวกับ Adenoidectomy — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
2. [NHS: Adenoidectomy](https://www.nhs.uk/tests-and-treatments/adenoidectomy/) — เกี่ยวกับ Adenoidectomy — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)
3. [entnet.org: Clinical Indicators: Adenoidectomy](https://www.entnet.org/resource/clinical-indicators-adenoidectomy/) — เกี่ยวกับ Adenoidectomy — บทความสุขภาพต่างประเทศ (สืบค้น 2026-09-24)

> ข้อมูลเพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้

> หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
